‘ทักษิณ’ ลั่น ทำนายจีดีพีกี่ครั้งก็โต 2% แนะ เอาหนี้ที่รัฐบาลต้องเป็นมาเป็นหนี้ปชช.ดีกว่าไปแช่แข็งในสถาบันการเงิน ย้ำ ใช้เทคโนโลยีมาช่วยผลิตเม็ดเงินในอีสาน
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 20 ธันวาคม ที่หอประชุมราชภัฏรังสฤษฎ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง อนาคตอีสาน โอกาสประเทศไทย ตอนหนึ่ง นายทักษิณระบุว่า อย่างไรก็ตาม สมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีเราใช้มหาวิทยาลัยเยอะ แม้กระทั่งเรื่องการตั้งกองทุนหมู่บ้าน เราก็ใช้นักศึกษาให้ไปสอนเขาทำบัญชี และให้หน่วยกิตระหว่างซัมเมอร์ เชื่อว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ จะถูกความร่วมมือเพื่อที่จะได้แก้ปัญหา เจ้าภาพคงหนี้ไม่พ้นแต่ละจังหวัด เจ้าภาพน่าจะเป็นผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัด หรือไม่ก็นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จะต้องช่วยกันทำสิ่งเหล่านี้เพื่อให้คนอีสานมีความชำนาญ มีความรู้ มีโอกาสเข้าหาแหล่งผู้บริโภคโดยตรง ส่วนเรื่องแหล่งทุนไม่ใช่เรื่องใหญ่ งานของคนอีสานเป็นงานที่ไม่ได้ใช้เงินมาก ฉะนั้น แหล่งทุนจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ อีกทั้ง วันนี้ประเทศไทยเป็นหนี้เยอะมากสูงยัน 60% กว่าของจีดีพี ซึ่งเรามีเพดานอยู่ที่ 70% ฉะนั้น หากจะกู้เงินอีกคงกู้ไม่ไหว รัฐบาลจึงต้องลดหนี้ด้วยการเพิ่มจีดีพี เป็นเรื่องที่พูดง่ายทำยากแต่ต้องทำ ซึ่งจะเพิ่มจีดีพีได้ก็ต่อเมื่อเราต้องเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้น้อย เนื่องจากเราดูดเงินออกจากระบบเยอะ ตนได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านการคลังและด้านกฎหมาย และมองว่าที่ผ่านมารัฐบาลออกพันธบัตร ขายให้สถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ ถึงเวลาก็รับดอกเบี้ยไป ไม่ได้ช่วยระบบเศรษฐกิจอะไรเลย และบังเอิญว่าโดนัล ทรัมป์ ได้กลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดีรอบที่ 2 และเอาจริงเอาจังเรื่องบิตคอยน์ และการสร้างสกุลเงินใหม่ผ่านคริปโทเคอร์เรนซี่ ดังนั้น สหรัฐอเมริกากำลังเพิ่มเม็ดเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจในรูปแบบของคริปโต

“ถ้าเราไม่ทำก็ไม่ทันเขา แต่เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่เกิดความเสี่ยง พันธบัตรที่เราต้องทุกปี ปีละ 8 แสนล้านบาท นำเงินส่วนนั้นออกมาและไปสู่ระบบเศรษฐกิจดีหรือไม่ ผมบอกว่าให้ออกธนบัตร แล้วขายบุคคลทั่วไปดีหรือไม่ โดยให้อายุพันธบัตรสั้นลงเพื่อให้สามารถหมุนเวียนในตลาดได้ ออกมาในรูปแบบของเหรียญหรือคอยน์ ซึ่งเงินเหล่านี้จะตกไปอยู่ในเงินของประชาชน จะใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ หากไม่ใช้ก็ได้ดอกเบี้ย ใช้ก็มาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ดีกว่าเอาไปไว้ที่สถาบัน แช่เอาไว้ แล้วถึงเวลาก็ได้ดอกเบี้ยเราไป ซึ่งจะนำมาใช้กับทุกภาคทั้งประเทศเพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจีดีพีเราไม่มีทางโต ทำนายกี่ครั้งก็ 2% ผมฟังแล้วทุเรศ ซึ่งผมมองว่าต้องทำให้ถึง 4-5% ให้ได้ และคิดว่าไม่น่ายากเกินไป เพื่อจะเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ภาคอีสานได้ด้วย” นายทักษิณกล่าว
นายทักษิณกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องระบบทุนนิยมนั้น ตนมองว่าหากไม่มีทุนไม่มีทางก้าวหน้าได้ แต่อีสานเป็นภาคที่ถูกดูดเงินออกไปจากภาคมากที่สุด ร้านค้าส่วนใหญ่สำนักงานใหญ่ที่อยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อขายของได้ก็เก็บเงินส่งกรุงเทพฯ เงินที่หาได้ไม่ได้หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจที่อีสาน แต่กลับไปหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจที่กรุงเทพฯ ฉะนั้น เราต้องดึงเม็ดเงินมาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจที่อีสานให้ได้ หากดึงไว้ไม่เพียงพอก็จะต้องนำธนบัตรของรัฐบาลมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในอีสานต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ตนคิดว่าไม่ต้องไปพิมพ์แบงก์ เราเอาหนี้ที่รัฐบาลต้องเป็น มาหมุนเวียนเป็นหนี้ประชาชนดีกว่า ให้ประชาชนได้ใช้ และเมื่อเงินออกจากระบบภาคอีสานก็ทำให้การจ้างงานหายไป สังเกตได้ว่าคนอีสานต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีงานทำ

นายทักษิณกล่าวด้วยว่า ตนไปหลายที่ที่มีปู่ย่าตายายเลี้ยงหลานตัวเล็กๆ คนวัยทำงานไปอยู่กรุงเทพฯ หมด ฉะนั้น คนที่เก่งและฉลาดหายตามเงินไปหมด ฉะนั้น จึงจะขอดึงกลับมาภาคอีสาน เพื่อให้ภาคอีสานมีเงินหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและมีงานทำ คนอีสานจะได้อยู่กับครอบครัวเพื่อให้สังคมมีความเข้มแข็งขึ้น ดีกว่าพ่อแม่ไม่อยู่ อยู่แต่ปู่ย่าตายาย เด็กโตขึ้นมาก็ติดยา ทั้งนี้ เราต้องสร้างความแข็งแรงของระบบการศึกษาด้วย เหมือนที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดไปไม่กี่วัน คือเมื่อเราได้เงินของลอตเตอรี่มาเราก็จะนำมาซื้อให้เด็กได้ไปเรียนต่อ อีกส่วนก็จะนำไปทำซัมเมอร์แคมป์เพื่อให้เด็กได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือไม่ก็จ้างครูฝรั่งมาทำซัมเมอร์แคมป์ในประเทศไทย เพื่อให้เด็กไทยหรือเด็กอีสานได้เรียนกับครูฝรั่งบ้าง เพราะวันนี้โลกเป็นสากล ฉะนั้น จึงต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษรวมถึงวัฒนธรรมสากลทั้งหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องรีบทำ การที่จะทำโรงเรียนสองภาษาจะต้องมาทำในภาคอีสานมากขึ้น
นายทักษิณกล่าวต่อว่า โรงเรียนต้นแบบเราเคยทำครั้งหนึ่งคือหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน วันนี้เราจะทำอีกครั้งแต่จะต้องจ้างครูต่างประเทศมาช่วย อีกอย่างที่ตนจะลองคือ ผู้หญิงอีสานทำไมถึงมีฝรั่งมาชอบเยอะแยะ เพราะความสวยของธรรมชาติบางครั้งมีเสน่ห์ ถ้าเราจะประกวดคนอีสานที่ไม่ผ่านการศัลยกรรมเลย แล้วนำคนอีสานที่ผ่านการประกวดแล้วไปฝึกสอนให้เป็นนางแบบระดับโลกดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางให้คนอีสาน เช่น คนผิวดำแอฟริกาที่เป็นนางแบบระดับโลก ทั้งหมดที่ตนพูดนั้น ตนขอเน้นที่คนอีสานก่อน

“ส่วนเรื่องพื้นที่อีสานด้านการเกษตรก็เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าเราต้องทำ แต่อีกเรื่องที่เรายังไม่ค่อยได้ทำคือการสำวจทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งภาคอีสานน่าจะมีแร่ธาตุที่ดีหลายอย่าง อาจจะต้องมีการทำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม หรือเชิญชวนภาคเอกชนมาร่วมกันทำ นี่เป็นสิ่งที่ตนคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางที่จะฟื้นอีสานให้พ้นจากความยากจนได้ นั่นคือการสร้างคนอีสานให้เข้มแข็ง ให้มีความสมัยใหม่ สามารถควบคุมเอไอได้ และเข้าใจเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาความยากจนและสร้างเม็ดเงินให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของภาคอีสาน นี่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ แต่ต้องขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยและผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนที่จะต้องเริ่มฝึกและปรับปรุงคุณภาพของคนอีสาน เพื่อให้เขามีรายได้มากกว่ารายได้ขั้นต่ำที่เป็นแรงงานทั่วไป รวมถึงจะพัฒนาโอท็อปอีกครั้งเพื่อให้เป็นโอท็อปสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถทำเงินให้คนอีสานได้อีกครั้งโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต

