หน้าแรก การเมือง ‘พิชัย’เร่งสา...

‘พิชัย’เร่งสางหนี้-เพิ่มรายได้ ชู‘ไบโอเทค’อัพมูลค่าสินค้าเกษตร 

21.12.24 | 10:05 น.

หมายเหตุนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายแก้หนี้คนอีสานส่วนนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บรรยายอนาคตประเทศไทย อีสานเชื่อมโลกในงานสัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก จัดโดยเครือมติชนร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่หอประชุมราชภัฏรังสฤษฏ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม

พิชัย ชุณหวชิร 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

จากหัวข้อเรื่องพลิกฟื้นอีสาน ไปสู่อนาคตที่ดี ก่อนจะพลิกฟื้น คนต้องมีความพร้อมก่อน ต้องได้รับการจัดการหนี้ที่มีอยู่เดิม ก่อนที่จะก้าวเดินต่อไป

อยากจะเรียนว่าการแก้หนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่ทำให้เดินไปข้างหน้า ที่จะทำให้หนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรังถูกแก้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด คำตอบคือคำตอบเดียว คือการทำให้เศรษฐกิจอีสานเจริญเติบโต ซึ่งหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาหนี้ จึงเป็นการที่ถูกที่ถูกทาง

Advertisement

ทั้งนี้ ย้อนรอยไปอีสานเป็นภาคที่เนื้อที่ใหญ่ 20 จังหวัด แต่ลองโฟกัสเข้ามาให้แคบลง แต่ จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ 22 ล้านไร่ เทียบกับ กรุงเทพฯ มีแค่ 1 ล้านไร่ คือ มากกว่า 22 เท่า และ นครราชสีมา มีประชากร 2.6 ล้านคน

ส่วนเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ที่ 19 ล้านล้านบาท และกำลังวิ่งไปสู่ 20 ล้านล้านบาท ซึ่งก็คือแรงบริโภค หรือก็คือรายได้ แต่ที่ภาคอีสาน มีรายได้เพียง 1.9 ล้านล้านบาท หรือแค่ 9-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) เมื่อผนวกกับเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ที่ผ่านมา 10 ก็ไม่ได้เติบโตดีเท่าที่ควร เฉลี่ยที่ 1.9% ต่อปีเท่านั้น และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ไทยโตไม่ดี เท่ากับศักยภาพที่ควรเป็น เลยทำยิ่งมีปัญหาไปกันใหญ่

ในเชิงของประชากรอีสาน 18 ล้านคน หรือ 27% ประชากรไทยทั้งประเทศ แต่พอดูรายได้ต่อหัวแล้ว คนอีสานมีรายได้เพียงครึ่งเดียวของค่าเฉลี่ยรายได้คนในประเทศไทย จากข้อมูลเมื่อปี 2565 ที่รายได้ต่อหัวของคนทั่วประเทศที่ 250,000 บาทต่อคนต่อปี แต่คนอีสานตามค่าเฉลี่ย เพียง 37% เท่านั้น คือมากกว่า 1 ใน 3 มานิดหน่อย เพราะฉะนั้น อีสานยังมีปัญหา

สำหรับการแก้หนี้ครัวเรือน ที่มีมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90% ต่อจีดีพี แปลว่าทุกคนมีหนี้รวมกับเป็น 90% ของขนาดเศรษฐกิจซึ่งนับว่าเยอะไป เพราะควรจะอยู่ที่ระดับ 70% จีดีพี นอกเหนือจากสัดส่วนหนี้สูงแล้ว ยังพบปัญหา เมื่อครบกำหนดชำระ แต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้อีกด้วย ทั้งนี้ หนี้เยอะถ้าชำระได้ก็ไม่เป็นไร แต่หนี้เยอะ แล้วยังชำระไม่ได้ ก็เลยมีปัญหากับสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันหนี้ที่มีปัญหา มีมูลหนี้มากถึง 1 ล้านล้านบาท จาก 16 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้น เราจะต้องแก้ส่วนนี้ก่อน

การแก้ไขในช่วงที่ผ่าน ก็จะให้พักหนี้ไว้ก่อน เช่น หนี้เกษตรกร 1-2 ปี แล้วค่อยมาจ่ายใหม่ และการพักหนี้นั้น ดอกเบี้ยก็พักด้วย แต่ดอกเบี้ยก็ยังเดินอยู่ ทำให้ภาระเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถ้าใครมีเงินไปจ่าย เงินนั้นก็ไปหักดอกเบี้ยก่อน เงินต้นก็ไม่เคยลด นั้นคือวิธีแก้ในอดีตที่ผ่านมา แต่วันนี้รัฐบาลก็เห็นแล้วว่าจะแก้อย่างไรให้เงินต้นลด

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาล ก็ดูว่าใครที่มีโอกาสที่จะฟื้น คนที่ไม่สามารถชำระหนี้ในระยะสั้นได้ จนกระทั่งค้างนานถึง 1 ปี ซึ่งพบว่ามีมากกว่า 1 ล้านบัญชี มูลหนี้กว่า 8 แสนล้านบาท ที่มีปัญหาอยู่ และรัฐบาลตั้งเงื่อนไขว่า พักดอกเบี้ยไว้ก่อน พักโดยไม่ต้องจ่าย ก็คือต่อไปนี้ 3 ปี ไม่ต้องจ่าย แต่คนที่มีสิทธิเข้าร่วมเหล่านี้ ต้องทำการลงทะเบียน และยังต้องจ่ายหนี้ แต่เงินที่จ่ายหนี้มาก็นำไปหักเงินต้นทั้งหมด

รวมทั้งรัฐบาลยังช่วยเหลือด้วยการลดจำนวนเงินที่จ่ายหนี้ต่องวดลง โดยในปีแรก จ่ายแค่ 50% ค่างวด ปีที่สองจ่าย 70% ของเงินงวด และปีที่สามก็จ่าย 90% ซึ่งข้อดีของวิธีนี้คือถ้าอยู่ในกติกาที่ชัดเจน เงินที่จ่ายชำระหนี้มาก็จะไปหักลดเงินต้นตลอด และลำดับถัดไปก็จะยกดอกเบี้ยให้ทั้งหมด ซึ่งดอกเบี้ยเหล่านี้รัฐบาลช่วยครึ่งหนึ่ง และธนาคารช่วยกันอีกครึ่งหนึ่ง

เพราะฉะนั้น ธนาคารต้องมาคุยกับรัฐบาล เพราะถ้าปล่อยให้หนี้ครัวเรือน หนี้เอสเอ็มอีมีปัญหาไปนานๆ ต่อเนื่อง จนลุกไม่ขึ้น วันหนึ่งปัญหาก็จะลามไปถึงสถาบันการเงินอยู่ดี เมื่อเข้าใจถึงปัญหานี้ สถาบันการเงินก็ยินดีให้ความร่วมมือ ซึ่งดอกเบี้ยที่พักไว้ คิดเป็นเม็ดเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เพราะฉะนั้น 3 ปี รวมเป็น 2.4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการแก้ไขหนี้คุณสู้ เราช่วยได้เปิดให้ประชาชนที่สนใจ ลงทะเบียนแล้วทั่วประเทศ ซึ่งมีคนสนใจลงทะเบียนเยอะมาก โดยโครงการนี้ยังเปิดให้ลงทะเบียนจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

หากสิ่งเหล่านี้เดินหน้าไปด้วยดี ประจวบเหมาะกับเศรษฐกิจผลักดันให้รายได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนอยู่ได้ หนี้ก็จะได้รับการแก้ไข หนี้เรื้อรัง ก็จะหาย ไม่เรื้อรัง

อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีงานวิจัย ว่า จากการสำรวจภาคอีสาน ถ้าสถาบันการเงิน หรือ รัฐบาลให้กู้เงิน ประชากร 77% จะใช้สิทธิในการกู้เงิน เดี๋ยวเสียสิทธิ ส่วนเรื่องกู้แล้วไม่มีความสามารถในการชำระส่วนนั้น ประชากรอีสานตอบว่า ทุกคนก็จ่ายหนี้ช้ากันหมด และผลสำรวจ เรื่องมาตรการพักหนี้เกษตรกร ส่วนใหญ่หลังพักหนี้จบลงก็ปล่อยให้เป็นเอ็นพีแอล คือไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ จึงเป็นที่มาของโครงการคุณสู้ เราช่วยในครั้งนี้

ทั้งนี้ แล้วถ้าจะแก้ให้เด็ดขาด ถ้ารายได้น้อยปัญหาหนี้ก็จะกลับมาอีก สิ่งที่จะช่วยได้ดีที่สุด คือ ทำอย่างไรมีเศรษฐกิจฟื้นตัว มาดูว่า ภาคอีสานมีโอกาสหรือไม่ ซึ่งหากมองในพื้นที่ อีสานอยู่ไกลทะเล ติดต่อชาวโลกยาก แต่วันนี้ เงื่อนไขเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะทวีปเอเชีย คือ ในช่วง 40 ปีก่อน การพลิกเศรษฐกิจเริ่มที่ ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ตามด้วยจีน อินเดีย

ทั้งนี้ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจของจีนเป็นเรื่องใหญ่ ทุกวันนี้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นความจำเป็นของจีนที่จะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ และจีนครองตำแหน่งผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกแล้ว หมายความว่า ทุกคนต้องซื้อวัตถุดิบจากรายใหญ่ของโลก ทำให้เป็นประเทศที่ส่งออกรายใหญ่ของโลก ซึ่งก็ต้องไปดูที่เส้นทางส่งออกของจีน

เส้นทางที่หนึ่ง คือ ออกทางทะเล เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น ซึ่งก็มีปัญหาทะเลาะกัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ ทำให้เข้าออกลำบาก ไม่สะดวก เพราะฉะนั้น จึงแก้ด้วยการเปิดเส้นทางสายไหม ซึ่งไม่ใช่แต่ทางบก แต่รวมไปถึงทางราง รถไฟด้วย ซึ่งทุกวันนี้ก็มีเส้นทางจากจีนตอนเหนือ เอเชียกลาง ไปทางไซบีเรีย รัสเซีย ส่งออกสินค้าไปถึงยุโรป อีกเส้นทางคือ ผ่านเอเชียตอนใต้ ผ่านคาซัคสถาน ไปถึงยุโรปกลาง

แต่ก็มีอีกเส้นที่จีนอยากไป คือ เส้นทางอันดามัน ผ่านไปสิงคโปร์ โดยเส้นทางที่มองไว้คือ ออกจากจีน ไปลาว มาถึงไทย ทางหนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ต่อไปภาคกลาง และทางใต้ของไทย แล้วจึงออกไปสิงคโปร์ แปลว่า สินค้าจีนที่จะออกไปตลาดโลก ก็ต้องผ่านภาคอีสานไทย

ส่วนอีกเส้นหนึ่งคือเส้นทางที่ไทยเตรียมไว้ เข้าไทยทางอีสาน ตัดผ่านไประนอง แล้วออกทะเลอันดามัน ซึ่งทั้งสองเส้นทางนั้น เป็นโอกาสของ ไทยและภาคอีสาน ได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ ถ้าเราดำเนินนโยบายที่ดี ซึ่งจะเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ที่มีสินค้าส่งออกและนำเข้า นี่คือโอกาสข้อแรก

โอกาสที่สอง คือ เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจสายตะวันออกตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ที่จะวิ่งจากไทยไปพม่า ไปสู่อินเดีย และแอฟริกาได้ ซึ่งเส้นทางนี้ก็มีแผนจะผ่านทางภาคอีสานเช่นกัน ทั้งกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และออกไปลาว เวียดนาม หรือเรียกว่าเป็นการเชื่อมจากตะวันตกสู่ตะวันออก ซึ่งถ้าพื้นที่ไหนมีสถานี มีรถไฟผ่าน ก็แปลว่ามีความพร้อมแล้วที่จะมีความเจริญเกิดขึ้นระหว่างเส้นทาง คือจุดแวะพัก มีคลังสินค้า ที่พักคอยสินค้าตามรายทาง ในหลายจุด

ทั้งนี้ เชื่อว่าทางกระทรวงคมนาคม คงมีการเตรียมไว้แล้วให้รถไฟที่จะผ่านมาเหล่านี้ หยุดแวะได้นาน รวมถึงวิ่งรถได้เร็วมากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า ไทยเราจะประสบความสำเร็จ ในเรื่องรถไฟรางคู่ ที่รวมแล้วมีระยะทางเกือบ 2,000 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 เส้นทาง กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี จนถึงนครราชสีมา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 4 ปีข้างหน้า รวมถึง ระยะที่ 2 จะเชื่อมนครราชสีมา ไปหนองคาย เพื่อออกไปลาว ซึ่งส่วนนี้จะแล้วเสร็จใน 7 ปี ข้างหน้า รวมไปถึงทางด่วนสายพิเศษ มอเตอร์เวย์ปากช่องโคราช (M 6) ที่เริ่มเปิดให้ทดลองใช้งานแล้ว โดยจะเห็นว่าเส้นทางเหล่านี้ ล้วนแต่ผ่านทางอีสาน ทำให้เห็นถึงความสำเร็จ

ขณะที่ประเทศไทย ถูกมองจากภายนอกว่าเป็นประเทศเกษตรกรรมรายได้น้อย แต่เรื่องนี้มันเป็นอดีต เพราะตอนนี้เป็นโอกาสของประเทศที่ทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ซึ่งเมื่อพูดถึงสินค้าเกษตร ทุกคนก็มุ่งมาที่ประเทศไทย ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 7 เท่า ไปจนถึง 1,000 เท่า ตามประเภทสินค้าอาหาร หรือยา ที่มีสารตั้งต้นจากการเกษตร 

เพราะฉะนั้น เรื่องไบโอเทคเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนจากสินค้าเกษตรไปสู่การทำรายได้มูลค่าสูง

 

สุริยะเปิดโรดแมป

โครงข่ายอีสานเชื่อมโลก

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ซึ่งจัดโดยเครือมติชน ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยผมจะฉายภาพให้เห็นถึงโอกาสของประเทศไทยและโอกาสของภาคอีสานในการเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมไทยสู่โลก โดยการเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งนั้นจะเป็นกลไกหลักที่สำคัญ เราจึงได้มีแผนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ณ ขณะนี้ และแผนที่จะดำเนินการในอนาคต เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพ เข้าใจบริบท เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงข่ายต่างๆ อันเป็นผลจากความเชื่อมโยงและความสะดวกในการเดินทางและการขนส่งสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ผมขอฉายภาพกว้างให้เห็นถึงบริบทของโลก โลกของเรามีประชากรอยู่มากกว่า 8 พันล้านคน และมีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 3.69 ล้านล้านบาท ถ้าหากเราสามารถเชื่อมโยงประเทศไทยกับโลกได้ นี่คือโอกาสของประเทศในการทำการค้าการลงทุนกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก

จีนเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก มีเขตแดนใกล้กับประเทศไทยเพียงแต่มีประเทศลาวคั่นระหว่างกันอยู่ อีกทั้งทุกท่านคงทราบดีว่าประเทศจีนเป็นฐานการผลิตและการบริโภคที่สำคัญ มีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน และมีจีดีพีกว่า 623 ล้านล้านบาท จีนมีการค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้น ประเทศจีนจึงเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยควรจะเชื่อมเข้าหาเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเข้าหาตลาดการค้าโลก และประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงได้ง่ายผ่านโครงข่ายด้านคมนาคม นี่คือข้อความที่สำคัญว่าถ้าเราสามารถเชื่อมประเทศไทยไปสู่ประเทศจีนนั้น หมายความว่าเราจะสามารถเชื่อมกับคนไทย สามารถเชื่อมกับคนได้กว่า 1 พันล้านคนได้ และเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่ผ่านที่ภาคอีสานก็จะสร้างโอกาสให้ ทั้งในการเดินทางและการขนส่งสินค้า การค้า การลงทุนออกไปยังประเทศจีนและตลาดภูมิภาคของโลกได้อย่างกว้างขวางเพิ่มมากขึ้น

คราวนี้ถ้าเราลองหันมามองภายในประเทศไทยพบว่าเรามีจีดีพีเพียง 18 ล้านล้านบาท และมีประชากรเพียงแค่ 70 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าประเทศจีน 20 เท่า ซึ่งถ้าเราคิดที่จะค้าขายกับประชากรภายในประเทศก็คงไม่เพียงพอ เราจึงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าโอกาสของประเทศไทยที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตให้มากกว่าในปัจจุบันได้หรือไม่ และประเทศไทยเรานั้นรัฐบาลมีแนวทางอย่างไรในการคว้าโอกาสนั้นเพื่อนำไปสู่การพัฒนาในประเทศของเรา

ผมจะขออนุญาตนำเรียนพี่น้องประชาชนในภาคอีสานเพื่อได้รับทราบถึงโอกาสกับทุกท่าน เพื่อหันมามองภาคอีสานที่ยังมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจไม่สูงนักในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แม้ว่าภาคอีสานจะมีประชากรคิดเป็น 30% ของประเทศ แต่มีจีดีพีเพียง 1.75 ล้านล้านบาท หรือประมาณแค่ 10% แต่จะขอนำเรียนว่ายังมีทางเลือกอีกมาก เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศจีน และรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการอยู่ ทั้งทางถนนและทางรถไฟ ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงภาคอีสานผ่านประเทศลาวสู่ประเทศจีนนั้น จะเป็นการสร้างโอกาสและศักยภาพให้ภาคอีสานเป็นอย่างมาก และจะทำให้เห็นว่าภาคอีสานจำเป็นต้องตื่นตัว และมองเห็นทุกโอกาสเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวโอกาสที่จะมาถึงในการรองรับการลงทุนของนักลงทุนและการเดินทางของนักท่องเที่ยว

มิเช่นนั้นแล้วจะเป็นการปล่อยโอกาสให้ภาคอีสานเป็นเพียงแค่ทางผ่านของความเจริญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2567 รัฐบาลได้บอกต่อสาธารณชนว่าต้องการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นความหวัง โอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม และจะเดินหน้าลงทุนพัฒนาเมกะโปรเจ็กต์ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีประสิทธิภาพเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ เช่น จะมีการสร้างทางรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงควบคู่กับการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับความต้องการพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ รวมถึงพัฒนาสนามบินและเปิดเส้นทางการบินใหม่เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค

จากนโยบายดังกล่าวได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมใช้เป็นกรอบในการทำงาน เพื่อแปลงนโยบายไปสู่การให้เป็นรูปธรรมอย่างโดยเร็ว ภาคอีสานในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะมีโครงข่ายคมนาคมทั้งในส่วนของถนน รถไฟ และสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมต่อกับประเทศไทยลาวนั้น แต่เท่านี้ยังไม่พอต่อบริบทที่เปลี่ยนไป เพื่อนำไปสู่การเชื่อมโลก กระทรวงคมนาคมภายใต้การบริหารของรัฐบาล น..แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงได้มีแผนแอ๊กชั่นแพลนที่จะพัฒนาโครงสร้างด้านคมนาคมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์เชื่อมชายแดนไทยลาว รถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไปยังประเทศลาว และผ่านต่อไปยังประเทศจีนตอนใต้ และศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง จ.หนองคาย และ จ.นครพนม และการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำโขงและการพัฒนาสนามบินที่มีอยู่แล้ว เพิ่มประสิทธิภาพรองรับการเดินทางทางอากาศตามนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการบิน (Aviation Hub)

ประเด็นหลักที่จะกล่าวนั้นเพื่อให้เห็นประเทศไทยและเห็นภาพสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน และสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ปัจจุบันเรามีโครงการที่ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว และได้เร่งรัดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงทั้งในด้านระบบรางและระบบถนน ซึ่งจะขอตัวอย่างโครงการสำคัญในภาคอีสานให้ได้ทราบดังต่อไปนี้ โดยขอเริ่มจากโครงการที่สำคัญทางระบบราง กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟทางคู่ในภาคอีสานเชื่อมกับกรุงเทพฯ จะไปให้ถึงชายแดนไทยลาว ที่ จ.หนองคาย ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว สำหรับรายละเอียดภาพของแต่ละโครงการโดยละเอียด

โดยเริ่มจากโครงการทางรถไฟสายหลักตามแนวภาคอีสาน โครงการที่ 1 ซึ่งเป็นรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบาชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร โดยปัจจุบันกำลังเร่งรัดการก่อสร้าง ซึ่งโครงการนี้กระทรวงคมนาคมได้แก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวนครราชสีมา โดยมีการปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการที่พี่น้องประชาชนชาวนครราชสีมาได้เข้ามาเรียกร้อง โดยจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จและเปิดบริการได้ในปี 2569

โครงการที่ 2 จะเป็นการพัฒนาช่วงต่อจากมาบกะเบาชุมทางถนนจิระหรือช่วงชุมทางถนนจิระขอนแก่น ซึ่งเป็นรูปแบบรถไฟทางคู่ที่เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2562 ต่อมาจะเป็นโครงการที่ 3 รถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่นหนองคาย ระยะทางรวมทั้งสิ้น 167 กิโลเมตร ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการและได้มีการลงนามในสัญญาแล้ว โดยจะเริ่มลงทุนก่อสร้างในปี 2568 และมีกำหนดการแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ภายในปี 2571

นั่นหมายความว่า การเดินทางและการส่งเสริมไม่ว่าจะเป็นคน หรือสินค้า จากกรุงเทพฯและพื้นที่อีอีซี สามารถเชื่อมต่อไปยังลาวและจีนได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีเส้นทางผ่านพื้นที่ภาคอีสาน

นอกจากเส้นทางรถไฟในแนวเหนือใต้ของอีสานแล้ว ในแนวตะวันตก ตะวันออกของภาคอีสานจะมีรถไฟทางคู่อีกสองเส้นทางเพื่อเชื่อมโยงไทยลาวประเทศเวียดนามไปสู่ประเทศจีน ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังก่อสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่แยกแถวบ้านไผ่ไปยัง จ.นครพนม ระยะทางรวมทั้งสิ้น 355 กิโลเมตร ในวงเงินลงทุนกว่า 66,848 ล้านบาท ที่รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้ก่อสร้างให้เสร็จโดยเร็วเพื่อเชื่อมโยงอีสานตอนบน และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2570

ในปี 2568 มีแผนที่จะเริ่มก่อสร้างรถไฟทางคู่เชื่อมต่อชุมทางถนนจิระ จ.นครราชสีมา ไปยัง จ.อุบลราชธานี ระยะทางประมาณ 308 กิโลเมตร โดยอยู่ระหว่างพิจารณาในโครงการเพื่อเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี เส้นทางนี้จะเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมโยงอีสานตอนล่างไปสู่ลาวเวียดนามและประเทศกัมพูชาได้ในอนาคต ที่กล่าวไปนั้นเป็นการพัฒนารถไฟทางคู่ นอกจากนั้นแล้วเพื่อให้การเดินทางสู่ประเทศจีนมีความรวดเร็วมากขึ้น กระทรวงคมนาคมจึงได้มีแผนดำเนินการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมไปยังประเทศจีน ที่รัฐบาลมีแผนจะลงทุนกว่า 500,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงจากกรุงเทพมหานครเพื่อไปเชื่อมต่อกับรถไฟไทย กับรถไฟลาวจีน ที่กรุงเวียงจันทน์ ซึ่งได้เปิดให้บริการมาสักระยะหนึ่งแล้ว

ช่วงที่ 1 จากกรุงเทพฯถึงนครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตร ได้กำหนดแผนลงทุนไปแล้วกว่า 1.8 แสนล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งรัดเพื่อให้บริการสามารถเปิดใช้งานได้เป็นรถไฟความเร็วสูงของสายแรกของประเทศได้ในปี 2571 สำหรับ ช่วงที่ 2 จากนครราชสีมาถึงหนองคาย วงเงินลงทุนกว่า 3.41 แสนล้านบาท อยู่ในระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติโครงการ และจะเริ่มก่อสร้างและสามารถเปิดให้บริการในปี 2574 สำหรับ ช่วงที่ 3 ที่จำเป็นต้องก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ที่ จ.หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟลาวจีน ปัจจุบันอยู่ระหว่าง รฟท.กำลังออกแบบรายละเอียดและจะต้องเจรจาร่วมกันระหว่างไทยลาวจีน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2574 พร้อมกับการเชื่อมต่อระบบรางไทยจีนอย่างไร้รอยต่อ

จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคจะอยู่ที่ จ.หนองคาย ที่ต้องเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลมีแผนที่จะสร้างสถานีนาทา จ.หนองคาย เป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าระหว่างถนนกับรางเพื่อให้เกิดความสะดวก เป็นจุดกระจายสินค้าหลักในภาคอีสานส่งต่อสินค้าไปยังจีน ตามแผนการคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 และเปิดให้บริการได้ในปี 2571 พร้อมกับรถไฟทางคู่ นอกเหนือจากศูนย์สถานี จ.หนองคาย เปลี่ยนถ่ายสินค้าไปแล้วนั้น ยังมีอีก 2 แห่งที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม ที่จะสามารถเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าระหว่างไทยจีนเวียดนามลาว เป็นศูนย์รวบรวมและการกระจายสินค้าที่ได้ให้บริการแล้วเสร็จเพื่อรองรับโครงข่าย ทั้งเส้นทางบ้านไผ่นครพนม เชื่อมโยงไทยลาวเวียดนาม โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2568

การเดินทางโดยรถไฟผ่านจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนครราชสีมาขอนแก่นอุดรธานีหนองคาย จำเป็นต้องมีการพัฒนาเมือง พัฒนาพื้นที่รอบสถานี โดยต้องออกแบบและสร้างเมืองให้สามารถรองรับกิจการท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งแก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ และรองรับนักท่องเที่ยวให้เดินทางได้สะดวกควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่สีเขียวเพื่อให้เมืองเติบโตอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปนั้น ในส่วนของระบบรางที่จะเป็นระบบหลักเพื่อลดต้นทุนการขนส่งแล้ว ระบบถนนยังจำเป็นที่จะต้องพัฒนาควบคู่กันไป เพราะรางไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ถนนจะเป็นตัวเชื่อมจากรางเข้ากับพื้นที่ต่างๆ เชื่อมแหล่งผลิต แหล่งเพาะปลูก นิคมอุตสาหกรรม เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าไปยังตลาดชายแดนและจะกระจายไปยังตลาดในต่างประเทศ จะเชื่อมกับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนั้น การพัฒนาโครงข่ายถนนให้สะดวกจะช่วยให้การขนส่งสินค้าเชื่อมโยงกัน การเดินทางของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคเป็นไปด้วยความรวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะต้องมีการบูรณาการมอเตอร์เวย์และทางรถไฟเข้าด้วยกันในอนาคต สร้างโอกาสให้ไทยเป็นโลจิสติกส์ฮับของภูมิภาค

ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้พัฒนามอเตอร์เวย์ (M6) สายบางปะอินสระบุรีนครราชสีมา โดยปัจจุบันใกล้เสร็จแล้ว และจะเปิดให้บริการตลอดเส้นทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ซึ่งจะช่วยลดเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯนครราชสีมา ให้เหลือเพียง 2 ชั่วโมง อยู่ระหว่างศึกษาออกแบบมอเตอร์เวย์สายใหม่ร่วมกับระบบรางจากแหลมฉบังนครราชสีมา เร่งรัดเปิดให้บริการสะพานมิตรภาพไทยลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬบอลิคำไซ) ภายในปี 2568 และอยู่ระหว่างพัฒนาศูนย์การขนส่งชายแดน จ.นครพนม โดยจะเปิดให้บริการได้ในปี 2568 และพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) เพื่อเชื่อมรางกับถนนเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยได้มอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยศึกษาความเหมาะสมของตำแหน่งที่ตั้งว่าจะอยู่ที่ จ.ขอนแก่น หรือ จ.นครราชสีมา เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงการขนส่งไปยังท่าเรือแหลมฉบังในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศ (Aviation Hub) ของประเทศ กระทรวงคมนาคมได้พัฒนาท่าอากาศยานที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรองรับการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต อาทิ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 2.8 ล้านคนต่อปี ก่อสร้างลานกลับลำอากาศยานของท่าอากาศยานนครราชสีมา และสนับสนุนให้มีสายการบินพาณิชย์มาทำการบินให้มากขึ้น ขยายลานจอดเครื่องบินท่าอากาศยานขอนแก่นและนครพนม ให้สามารถรองรับจำนวนอากาศยานได้มากขึ้น และศึกษาออกแบบต่อเติมขยายความยาวทางวิ่งของท่าอากาศยานร้อยเอ็ดและเลย ให้สามารถรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ได้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นทางเดินสำคัญของไทย และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระทรวงคมนาคมพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยได้มอบนโยบายคมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทยให้หน่วยงานในสังกัดใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน เดินหน้าลงทุนพัฒนาเมกะโปรเจ็กต์ ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ 

พร้อมทั้งเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาคอย่างยั่งยืน