หน้าแรก การเมือง พิชัย คุยนักล...

พิชัย คุยนักลงทุนญี่ปุ่น ขอให้มั่นใจการเมืองไทยภายใต้ รบ.อุ๊งอิ๊ง นิ่งแล้ว ศก.เริ่มฟื้นตัว

21.12.24 | 15:05 น.

พิชัย แจงนักวิชาการ-นักลงทุนญี่ปุ่น ให้มั่นใจการเมือง การค้าไทย

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปมหาวิทยาลัยโตเกียว เพื่อบรรยายเรื่องสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยมีนักวิชาการและผู้สนใจต่างๆ เข้าฟังประมาณ 30 คน ว่า


ในด้านเศรษฐกิจ ไทยกับญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์กันมากว่า 600 ปี และมีความสัมพันธ์ทางการทูตมาถึง 137 ปี ซึ่งประเทศไทยพัฒนามาได้ทุกวันนี้เพราะนักลงทุนญี่ปุ่น และหลายสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนถึง 60-70% แต่เมื่อปี 2014 ที่มีการปฏิวัติทางการเมืองในไทย นักลงทุนญี่ปุ่นชะลอตัวลงจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พบนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย ก็ยืนยันจะกลับมาเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งในไทย และการเยือนโตเกียวเมื่อ 20 ธันวาคมก็ได้พบหอการค้าและนักลงทุนใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น หลายบริษัทยืนยันจะเพิ่มลงทุนในไทย ขณะที่ไทยก็สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ กับหลายประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ก่อนรัฐบาลปัจจุบัน ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โตแค่ 1.9% ถือต่ำมาก ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนจากต่างประเทศหายไป แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารดำเนินการหลายเรื่อง ส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ โดยไตรมาสสามปีนี้โต 3% และไตรมาส 4 น่าจะโต 4% แต่ยังมองว่าต่ำไป ซึ่งไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาควรโตอย่างน้อย 5% เพื่อให้อีก 20 ปีหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง ไทยส่งออกไปญี่ปุ่น 14.6% คนญี่ปุ่นเที่ยวไทยโต 12.8%

ซึ่งสิ่งที่ต้องผลักดันจากนี้ คือ การเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ไทยมี 19 คู่สัญญา ถือว่าน้อยหากเทียบกับเวียดนาม มีถึง 59 คู่สัญญา ซึ่งเรามีแผนจะเจรจาเพิ่มกับอีกหลายประเทศ เช่น อียู เกาหลี ภูฏาน และ ยูเออี และอาเซียน แคนาดา

Advertisement

“ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจในหลายด้าน ทำหลายอย่างพร้อมกัน ต้องใช้เวลาเพื่อให้ฟื้นได้อย่างเต็มที่เหมือนคนผอมจะให้อ้วนทันทีคงไม่ได้ ผอมมา 10 ปี กว่าจะอ้วนได้คงใช้เวลาสักพัก แต่มาในทิศทางที่ถูกต้องและเชื่อว่าจะไปได้ด้วยดี”

“กระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายส่งเสริมการค้าที่เรียกว่า 80:20 โดย 80% คือการส่งเสริมให้เกิดการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้น20%เป็นเพียงการควบคุมไม่ให้มีการทำผิดกฎหมาย แนวทางของรัฐบาลขยับ มีการส่งเสริมเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ เช่น อาหารไทย มวยไทย วัฒนธรรมไทย หนังไทย ผลิตภัณฑ์อาหารไทยก็พัฒนา เป็น think Thailand next level เมื่อเช้าไปที่ห้าแยกชิบูย่า โปรโมต Thailand next level จะทำที่นิวยอร์ก ลอนดอน และโตเกียว สร้างภาพลักษณ์และยกระดับสินค้าไทยให้ดีขึ้น ซึ่งปีนี้ส่งออกไทยคาดว่าจะขยายตัวได้”

นายพิชัย กล่าวว่า ด้านการเมืองประเทศไทย นั้น การเมืองไทย10 กว่าปีที่ผ่านมา เรามีปัญหาเรื่องการเมืองมาโดยตลอดตั้งแต่การปฏิวัติของนายกทักษิณ เศรษฐกิจไทยก็ย่ำแย่มาโดยตลอด ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยโต 5-8% หลังปฏิวัติขยายตัวแค่ 3% และย้อนไปรวม 10 ปีเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 1.9% สะท้อนเศรษฐกิจการเมืองมีผลสัมพันธ์กับด้านเศรษฐกิจ

“พอการเมืองกลับมามั่นคงเศรษฐกิจไทยกลับมามั่นคง คนไทยรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่เห็นภาพนี้ชัดเจนเชื่อว่าจะเรียนรู้และไม่มีการปฏิวัติ แนวทางของรัฐบาลที่นำโดยนายกแพทองธาร ไปในแนวทางที่ถูกต้อง เศรษฐกิจเริ่มฟื้น ตอนนี้มีเพียงการแก้ปัญหาเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน ถ้าแก้ได้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้รวดเร็ว”

จากนั้น นายพิชัย ตอบข้อซักถามหลังการบรรยาย โดยนักวิชาการญี่ปุ่นถามถึงความมั่นคงของการเมืองไทย ที่เริ่มมีการชุมนุม ว่า การเมืองไทยมีปัญหามาตั้งแต่ในอดีตและมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่ก่อนมีเสื้อเหลืองเสื้อแดง ตอนหลังมีเสื้อส้ม พอมีเสื้อส้มเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็จับมือกัน การเมืองไทยซับซ้อนกว่าที่คิด บางเรื่องก็พูดได้บางเรื่องก็พูดไม่ได้ แต่ตั้งแต่นี้ปัญหาและความรุนแรงแบบในอดีตไม่มีแล้ว คนเรียนรู้แล้วจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น คนในประเทศจะใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องตัดสิน

สังเกตได้จากการยุบพรรคก้าวไกลก็ไม่เกิดปัญหาอะไร ทั้งนี้อยู่ที่รัฐบาลปัจจุบัน บริหารงานได้ดีแค่ไหน ส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาลจะบริหารงานได้ดี ความนิยมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พรรคประชาชนก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ ไม่ได้ว่าไปว่าแต่เป็นเหตุการณ์ที่เคยขึ้นกับพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาเพื่อไทย ถูกยุบไปแล้ว 2 หน ทุกครั้งที่ถูกยุบพรรคจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ และเชื่อว่าระหว่างนี้ถึงการเลือกตั้งหน้าไม่น่ามีปัญหา และถ้ารัฐบาลบริหารได้ดี จะชนะการเลือกตั้งอีกในครั้งหน้า วิเคราะห์ตามความเป็นจริง

อีกคำถามถึงสาเหตุที่การเมืองของไทยไม่มั่นคง นายทักษิณ ชินวัตร เคยพูดว่าเมืองใหญ่มี 2 มาตรฐานและอนาคตมีนักศึกษาอีกไม่น้อยที่ถูกคุมขังอยู่ มีการดำเนินงานอะไรบ้าง นายพิชัย ตอบว่า

“นักศึกษาถูกจับอยู่ ถ้าเป็นคดีปกติทางการเมืองเขาจะถูกปล่อยตัวแล้ว ยกเว้นพวกที่มีคดีเกี่ยวข้องกับ 112 ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนถ้าใครรู้เรื่องการเมืองไทย แต่เชื่อว่าสักพักก็จะถูกปล่อยตัว ต้องดูต่อว่าจะถึงวันนั้นเมื่อไหร่ ส่วนเรื่องเพื่อไทยกับพรรคประชาชนจับมือกันต้องดูว่าหลังเลือกตั้งตัวเลขจะเป็นอย่างไร แต่โดยปกติของทั้งโลกพรรคอันดับ 1 กับ 2 มักไม่ค่อยจับมือกัน เป็นธรรมชาติที่ต้องแย่งกันจัดตั้งรัฐบาล ใครสามารถรับเสียงสนับสนุนเกิดครึ่งก็จะได้เป็นรัฐบาล

ระบบการเมืองญี่ปุ่นก็คงเป็นเหมือนกัน แต่อนาคตจะจับมือกันได้ไหม คำตอบคือได้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้หมด

 

ส่วนตัวผมสนิทกับพรรคประชาชนหลายคน กินข้าวคุยกันตลอดเวลา การเมืองไทยหรือทั้งโลกไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ทุกอย่างปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ พรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยสมัยก่อนก็ทะเลาะกันอย่างหนักเพราะแยกตัวไปจากพรรคเพื่อไทย แต่ตอนนี้ก็มาจับมือกันได้ หรือพลังประชาชนกับรวมไทยสร้างชาติก็ทะเลาะกับเพื่อไทย ตอนนี้ก็มาจับมือกัน พรรคพลังประชาชน นี่คือความซับซ้อนของการเมืองไทยแบบง่ายๆ มากกว่านี้ก็มีอีกเยอะ คงพูดไม่ได้

ขอให้มั่นใจว่าโดยภาพรวมการเมืองไทยนิ่งมาก เห็นได้จากการที่คุณทักษิณเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยหลายครั้งแต่ศาลยกฟ้องถ้าเป็นสมัยก่อนคงถูกยุบพรรคไปแล้ว เชื่อว่าทุกคนในประเทศอยากเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัว เป็นเหตุผลที่ตนมาในวันนี้และที่พบนักลงทุนหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว และไทยต้องรักษาประชาธิปไตยไว้ให้มั่นคง เพราะเราไม่อยากให้ท่านหนีกลับบ้านอีกหรือไปที่อื่น เชื่อว่านักลงทุนญี่ปุ่นก็อยากมาไทยเพราะไทยเป็นเหมือนบ้าน ความรู้สึกผูกพันไทยญี่ปุ่นเงินซื้อไม่ได้

การปฏิวัติจะทำอีกครั้งไม่ได้ง่ายนัก แม้ปัจจุบันมีคนพยายามสร้างม็อบก็ไม่ได้ง่าย ผมเชื่อว่าประเทศไทยก้าวข้ามเรื่องพวกนั้นมาแล้ว คงไม่อยากถอยหลังเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำแล้วประเทศไม่ได้ดีขึ้น ในภาพรวมถ้ารัฐบาลไม่สามารถทำอะไรดีขึ้นมาได้ ครั้งหน้าถ้าพรรคประชาชนขึ้นมาจะยังไงต่อ เป็นเหตุให้รัฐบาลมีความมั่นคง”

จากนั้นก็มีธุรกิจขนาดเล็ก สตาร์ตอัพ และ สมาคมนายจ้าง ถามถึงทรัพยากรบุคคล และ ความสนใจขอการสนับสนุนสตาร์ตอัปที่ไทยให้การสนับสนุน ซึ่งนายพิชัย รับจะไปนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น นายพิชัย ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ถามคำถามทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก มีประเด็นคำถามที่น่าสนใจหลายคำถาม เช่น การเมืองไทยมั่นคงหรือไม่ จะเกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตอีกไหมที่นายกฯถูกปลด สงครามสีเสื้อ จะมีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะร่วมกับพรรคประชาชนไหม

ซึ่งนายพิชัยได้ตอบคำถามและให้ความมั่นใจว่าคนไทยได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ในอดีตจะไม่กลับไปซ้ำรอยเดิม และการร่วมรัฐบาลในอนาคตต้องรอหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดในอีก 2 ปีกว่าข้างหน้า ที่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้แต่โดยธรรมชาติของการเมืองทั่วโลก พรรคอันดับ 1 และ 2 จะต้องแย่งกันจัดตั้งรัฐบาล

รวมไปถึงคำถามด้านความพร้อมของไทยในการรองรับอุตสาหกรรมใหม่อย่าง PCB Data Center นายพิชัยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้าและอื่นๆ รองรับแล้ว เป็นต้น