นายกฯ รับ กิตติรัตน์ไม่ผ่านคุณสมบัตินั่ง ปธ.บอร์ดแบงก์ชาติ ด้านขุนคลังชี้ถ้าไม่ผ่านก็ต้องเสนอชื่อใหม่
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยอมรับว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ไม่ผ่านการตรวจคุณสมบัติ นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามขั้นตอน
เมื่อเวลา 10.25 น. วันที่ 24 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่มีการโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง มีคุณบัติไม่ครบถ้วน ทำให้หลุดจากตำแหน่งประธานบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทย ว่า เมื่อจะเสนออะไรเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หน่วยงานต้นสังกัดจะต้องเสนอตรวจสอบคุณสมบัติก่อน จะต้องตรวจทุกหน่วยงานใหม่อีกรอบหนึ่ง ซึ่งเหลืออีกเพียงหนึ่งหน่วยงานคือคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะสามารถให้ความเห็นได้ภายใน 1-2 วันนี้ ว่าสุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนถึงคุณสมบัติของนายกิตติรัตน์ใช่หรือไม่ นายพิชัยระบุว่า ที่ออกมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของบางคนเท่านั้น ซึ่งต้องรอฟังความเห็นจากกฤษฎีกา
เมื่อถามว่า รายชื่อของนายกิตติรัตน์ คณะกรรมการกฤษฎีกายังไม่ส่งมาให้ยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช่หรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า ยังไม่ส่งมา
เมื่อถามต่อว่า หากรายชื่อของนายกิตติรัตน์ ไม่ผ่านกระบวนการหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร นายพิชัยกล่าวว่า สมมุติว่ารายชื่อของนายกิตติรัตน์ไม่ผ่าน จะต้องพูดคุยกันเพื่อรีบเร่งเสนอใหม่ เพราะเหลือเพียงตำแหน่งเดียว ซึ่งตนคิดว่าทางการสรรหาสแตนด์บายพร้อมทุกเรื่อง
ส่วนจำเป็นต้องใช้รายชื่อสำรองจากการสรรหาครั้งที่ผ่านมาขึ้นมาแทนหรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า มีกฎเกณฑ์อยู่ ซึ่งการเสนอมาจากคลังฝ่ายหนึ่งและธนาคารแห่งประเทศไทยฝ่ายหนึ่ง ซึ่งต้องดูว่าองค์ประกอบครบหรือไม่ ถ้ามีสำรองครบก็โอเค
ส่วนจะต้องส่งรายชื่อสำรองไปตรวจสอบคุณสมบัติคู่ขนานเลยหรือไม่ นายพิชัยย้ำคำเดิมว่า ต้องหารือว่าองค์ประกอบครบหรือเปล่า ซึ่งคนเก่าจะต้องรักษาการไปก่อน พร้อมยอมรับว่า คนเก่าเห็นว่าจะออก และในกรณีที่จะออกก็ต้องรีบหาคนมาแทน ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อการจัดการประชุม โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
ขณะเดียวกัน นายพิชัยยังยอมรับว่า ที่ประชุม ครม.ในวันนี้ (24 ธ.ค.) กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาทเข้าสู่ที่ประชุม จะมีการจ่ายเงินให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่เกินวันที่ 29 ม.ค.นี้

