ผช.โฆษก กห. เผย “สุเทพ” บอกไม่รีบเลือกตั้ง ขอปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปธรรมก่อน เน้นปฏิรูป 5 ด้าน พร้อมกับเสนอคดีทุจริต ไม่มีอายุความ
วันที่ 17 มีนาคม 2560 ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ต.รังสรรค์ เยาวรัตน์ ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวภายหลังที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. พร้อมแกนนำเข้าเสนอความคิดเห็นแนวทางปรองดองต่อ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเอง มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลมานำเสนอเป็นอย่างดี พร้อมจัดทำเอกสารมามอบให้คณะอนุกรรมการฯ โดยทางกลุ่ม กปปส.ได้เสนอเจตนารมณ์หลักคือ ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยระบุว่าไม่รีบเลือกตั้ง ควรที่จะปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จและเห็นเป็นรูปธรรมก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง โดยทาง กปปส.ได้เสนอให้การปฏิรูปการเมืองจะต้องทำการเมืองให้เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม รวมไปถึงการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้มีประสิทธิภาพรวดเร็ว และเรื่องคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจะต้องไม่มีอายุความ
พล.อ.ต.รังสรรค์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กกปส.เสนอให้ปฏิรูประบบราชการโดยการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น และทำจังหวัดให้เป็นนิติบุคคลและทำเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดต่างๆ รวมถึงการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา โครงสร้างต่างๆ พร้อมทั้งพัฒนาครูและผู้บริหารการศึกษาควบคู่กันไป นอกจากนี้ กกปส.ยังมองเรื่องการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ มองว่าในเรื่องของการปฏิรูปตำรวจนั้น จะมาจัดองค์กรแบบทหารคงไม่ได้ เพราะหน้าที่หลักของตำรวจก็คือการรักษากฎหมายและดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน จึงเห็นควรที่กระจายอำนาจไปสู่ในแต่ละจังหวัดและไม่ให้มีการโยกย้ายตํารวจข้ามจังหวัด รวมถึงการเพิ่มเทคโนโลยีที่ช่วยในการสอบสวนเพื่อความรวดเร็ว ในส่วนของการปฏิรูปศาสนานั้น เห็นว่าจะต้องดำเนินการเพื่อให้ศาสนาเป็นศาสนาที่แท้จริง
พล.อ.ต.รังสรรค์กล่าวต่อว่า การรับฟังความคิดเห็นในส่วนภูมิภาคในระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม โดยใน 4 กองทัพภาคได้ดำเนินการรวม 37 จังหวัด แบ่งเป็นกองทัพภาคที่ 1 จำนวน 16 จังหวัด กองทัพภาคที่ 2 จำนวน 13 จังหวัด กองทัพภาคที่ 3 จำนวน 3 จังหวัด และกองทัพภาคที่ 4 จำนวน 5 จังหวัด ทั้งนี้ การเสนอความคิดเห็นดังกล่าว ในแต่ละกองทัพภาคได้จัดทำเป็นกลุ่มเพื่อให้เข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งในส่วนของแต่ละจังหวัดยังดำเนินการไม่ครบทั้ง 4 กลุ่ม
“ในวันที่ 20 มีนาคมนี้จะเป็นในส่วนของภาคประชาสังคม โดยได้เชิญสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนั้น ถือว่าอยู่ในในรายชื่อที่จะเชิญในลำดับต่อไป” พล.อ.ต.รังสรรค์กล่าว

