หน้าแรก การเมือง พ.ต.อ.ทวี สอด...

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เชื่อมั่นยุติธรรม ยึดคนไทยเป็นศูนย์กลาง

5.01.25 | 12:35 น.

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เชื่อมั่นยุติธรรม ยึดคนไทยเป็นศูนย์กลาง

หมายเหตุพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เปิดให้ “มติชน” สัมภาษณ์ถึงการขับเคลื่อนงานตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้และการอำนวยความยุติธรรมยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ความยุติธรรมมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

บทบาทของกระทรวงยุติธรรมปัจจุบันนี้ ต้องแก้ปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติดซึ่งถือว่าเป็นภัยคนไทยอย่างมาก และเราต้องพัฒนากระบวนการยุติธรรมและกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดประชาชน และบทบาทอีกส่วนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติคือ ประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างมาก
จะต้องทำการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนเพื่อให้มีโอกาสได้แบ่งปันทรัพยากรของประเทศอย่างเท่าเทียมไม่ให้ไปกระจุกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายมองว่ามีความเหลื่อมล้ำประชาชนอย่างมาก อย่างเช่น กฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน เพราะที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ดินของรัฐ ส่วนที่ดินที่เป็นของเอกชนจะกระจุกตัวอยู่ ทำให้เกิดปัญหาประชาชนไม่มีที่ดินทำกินเพิ่มขึ้น

Advertisement

ส่วนความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่ เพราะว่าบางส่วนเกิดจากการผูกขาด เช่น ราคาพลังงานสูง อะไรที่มีการผูกขาดจะมีความเหลื่อมล้ำอย่างแน่นอน แต่ถ้าเกิดความเหลื่อมล้ำทางคดีจะพยายามตรวจสอบอย่างแน่นอน

ผมยังมองอีกว่าจะต้องเปลี่ยนบทบาทกระทรวงยุติธรรมในอนาคต จากเดิมกระทรวงยุติธรรมยึดภาครัฐเป็นหลักเพียงอย่างเดียว เมื่อเรายึดภาครัฐเป็นหลักจะเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำขึ้นมา เพราะว่าทุกอย่างเป็นของภาครัฐ เพราะฉะนั้นในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดนำประชาชนเข้ามาเป็นศูนย์กลางโดยการนำความยุติธรรมกระจายไปสู่ประชาชน สิ่งที่จะเริ่มทำก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนสามารถเดินเข้าหาความยุติธรรมได้เร็วที่สุด เพราะแม้แต่ความยุติธรรมควรจะต้องเข้าหาประชาชน อย่างเช่นการแก้หนี้ โดยเฉพาะหนี้การศึกษาที่ประชาชนได้สิทธิ เราได้ปรับโครงสร้างหนี้โดยจะลดหนี้เก่าของตัวเองได้เกือบ 6 หมื่นล้านบาท แต่ก่อนที่จะเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้จะต้องให้ประชาชนเข้ามาหาส่วนกลาง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ยังมีประชาชนมากถึง 3.5 ล้านคน ที่ครบงวดชำระหนี้แล้วยังไม่สามารถเข้ามาหาส่วนกลางได้

ได้ทำมา 1 ปี ตั้งแต่มีนาคม 2566 จนถึงปัจจุบันระยะเวลาเกือบ 2 ปี ยังทำได้ไม่ถึง 10% ทั้งที่เป็นสิทธิสำคัญอีกอย่างหนึ่งของประชาชน กระทรวงยุติธรรมเลยร่วมมือกับสถาบันอนุญาโตตุลาการและกองทุนการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พัฒนาการปรับโครงสร้างหนี้ทางออนไลน์ เพื่อลดปัญหาที่ไทยมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาก ผมและกระทรวงยุติธรรมมีความคาดหวังว่า จากที่ใช้เวลา 2 ปี ในการปรับโครงสร้างหนี้จะลดระยะเวลาเหลือไม่ถึง 1 ปี เพื่อให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวสามารถปรับโครงสร้างหนี้ของตนเองลงได้ จึงเร่งผลักดันให้เรื่องดังกล่าวเป็นจริง โดยเป็นการลดภาระหนี้ให้กับประชาชน เริ่มทำซอฟต์แวร์ที่ช่วยจัดการเรื่องดังกล่าวและคาดว่าจะเสร็จภายในปีใหม่ที่จะถึงนี้ เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนไทยอย่างแน่นอน

เดินหน้าแก้หนี้สินครัวเรือนให้สำเร็จ

สำหรับภาพรวมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนตลอดปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี ได้จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือน ทั้ง 76 จังหวัด รวม 89 ครั้ง โดยช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ให้ถูกฟ้องคดีต่อศาลใดจำนวน 66,172 ราย มูลค่ารวมกว่า 11,217 ล้านบาท ช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ให้ถูกยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์ จำนวน 66,131 ราย รวมกว่า 12,684 ล้านบาท ปลดผู้ค้ำประกันกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 124,289 ราย และการปรับคำนวณยอดหนี้ กยศ.ใหม่ กว่า 3.65 ล้านบัญชี แล้วเสร็จ มีผู้กู้ 2.98 ล้านรายได้ประโยชน์ ยอดหนี้ลดลงกว่า 56,326 ล้านบาท ปลดภาระผู้ค้ำได้กว่า 2.8 ล้านราย

ยังมีปัญหาประชาชนเดือดร้อนอีก หนี้ครัวเรือน หนี้บัตรเครดิต ซึ่งมีจำนวนมาก และยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ยิ่งแก้เหมือนกับไปนำเอาเงินก้อนใหม่มาใช้หนี้เก่า แต่เป็นหนี้เหมือนเดิม กระทรวงยุติธรรมจะผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ฟื้นฟูฯ ซึ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกปี 2541 หลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งโดยในครั้งนั้นเป็นการฟื้นฟูบริษัทใหญ่ และต่อมาได้ถูกแก้ไขเป็นร่างฟื้นฟูเอสเอ็มอี แต่ปรากฏว่าร่างกฎหมายใช้ไม่ได้ ตอนนี้พยายามแก้ร่างกฎหมายซึ่งมีผู้ประกอบการมากกว่า 3 ล้านราย ในจำนวนนี้มีกว่า 2 ล้านรายที่เป็นบุคคลธรรมดา และมีผู้ที่พึ่งพาเอ็สเอ็มอี มากถึง 12 ล้านคน เมื่อเอสเอ็มอีมีหนี้ ทำให้ประชาชนกลุ่มนี้ล้มลง หลังจากนี้ฟื้นฟูที่เป็นรูปแบบใหม่ จากเดิมที่ผูกกับองค์กรสินเชื่อขนาดย่อม ต้องได้รับประกันจาก สสว. ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ทำสัญญาจึงทำให้มีการใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบันเพียงแค่ 9 บริษัท แต่สามารถฟื้นฟูได้แค่ 2 บริษัท จึงยกเลิก พ.ร.บ.ดังกล่าว

ตั้งเป้าว่าจะทำให้สำเร็จคือการแก้ไขเรื่องหนี้ครัวเรือน ยอมรับว่าส่วนที่อยู่ในบังคับคดีล้มละลายนั้น หนี้ทั่วไปมีมากถึง 19 ล้านล้านบาท ประมาณกว่าร้อยละ 104 ของจีดีพีของประเทศ ดังนั้น ผมจึงมองว่าหนี้สินคือความทุกข์ของประชาชน เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นและแก้ไขได้ยากมาก เชื่อว่าถ้าเกิด พ.ร.บ.ฟื้นฟูขึ้นลูกหนี้เอสเอ็มอีที่มีเจ้าหนี้หลายราย จะสามารถทำให้เจ้าหนี้ได้รับเงินคืน ส่วนลูกหนี้ก็สามารถอยู่ได้ ในวันนี้จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชนเพราะเรื่องนี้เป็นความทุกข์ที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนเป็นอย่างมาก โดยการทำให้ลูกหนี้มีวินัยและสามารถยืนอยู่ได้

แก้ปัญหายาเสพติดผู้ต้องขังล้นคุก-ผู้ป่วยจิตเวช

เรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งทำอีกเรื่องคือ เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด ต้องสกัดสารตั้งต้นที่เป็นแหล่งพักยา ผู้ค้า ให้ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนผู้เสพจะต้องมีการบำบัดต่อไป และปัญหาอาชญากรรมสำคัญ ในขณะนี้ต้องลดปัญหาการทุจริตและการคอร์รัปชั่นให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการฮั้วประมูล การผูกขาดต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงยุติธรรมจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วย

อีกปัญหาที่มองว่าน่ากังวลผู้ป่วยจิตเวช จากข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชทั่วประเทศมี 6 แสนคน เข้าข่ายที่ต้องดูแลกว่า 2 หมื่นคน มี 7 พันคน ที่เป็นผู้ป่วยจากการใช้ยาเสพติด แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่เกิดจากการใช้สารเสพติดหรือเป็นจิตเวชจากสาเหตุอื่น จะเข้าไปช่วยกันดูแลให้ดีขึ้น เพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้ยังอาศัยร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้ แต่จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมแบบไม่มีปัญหาได้

ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ผมต้องการแก้ปัญหานี้เช่นกัน และยังมีผู้ถูกคุมประพฤติอีกเยอะมาก ต้องดูแลคนกลุ่มนี้อย่างมีหลักนิติธรรม อยากจะขอแยกนักโทษเด็ดขาดกับนักโทษระหว่างที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลออกมา

นอกจากนี้ ยังมีความภูมิใจมากขึ้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ “พ.ร.บ.อุ้มหาย” การอุ้มหายมีน้อยลงมาก ถือว่าเป็นการพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่ดี เพราะถ้าเราไม่บีบบังคับคนอื่นก็จะต้องพัฒนาเทคนิคการสืบสวนสอบสวนที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ให้ดีมากยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐทำผิดน้อยลง เมื่อมี พ.ร.บอุ้มหายที่เป็นร่างที่เกิดการถ่วงดุลออกมา ทำให้มีการสอบสวนทั้งฝ่ายปกครอง ดีเอสไอ และมีการรายงานตลอด การอุ้มหายจึงมีน้อยลงมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา

ส่วนปีใหม่นั้นกรมราชทัณฑ์จะเปิดให้เยี่ยมญาติ รวมทั้งถ้าเป็นนักโทษเด็ดขาดควรให้เขาได้อยู่ในเรือนจำในภูมิลำเนาตัวเอง จากเดิมที่ใช้เรือนจำพื้นที่ในที่เกิดเหตุเป็นที่คุมขัง เช่น นักโทษบางคนมีภูมิลำเนาอยู่ในภาคอีสานแต่มาก่อเหตุในกรุงเทพฯ จะใช้เรือนจำภายในกรุงเทพฯเป็นที่คุมขัง แต่พอคดีเด็ดขาดเป็นเรื่องการบริหาร อยากให้เขากลับไปอยู่เรือนจำใกล้บ้านเกิดของตนเองมากกว่าญาติมิตรเข้ามาเยี่ยมได้สะดวก

ให้การศึกษาผู้ต้องขังคืนสู่สังคม

เรายังมีการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวนักโทษโดยการฝึกอาชีพ หรือเมื่อระยะเวลาของการคุมขังเหลือน้อยลงก็จะมีการพักโทษ คือโทษยังมีอยู่แต่ได้พักแบบมีเงื่อนไขโดยอยู่ในบริเวณที่ระบุเอาไว้ซึ่งจะเข้มงวดกว่าการคุมประพฤติ และเมื่อจะให้เขากลับคืนสู่สังคมก็จะเปลี่ยนเรือนจำ

และเนื่องจากผู้ที่ถูกคุมขังในเรือนจำส่วนใหญ่การศึกษาต่ำกว่าขั้นพื้นฐานมากกว่า 70% เราจะเปลี่ยนให้มีการศึกษาที่อาจจะมีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอยู่ภายในเรือนจำเยอะขึ้น เพราะวันนี้มหาวิทยาลัยภายนอกขาดนักศึกษาก็เอามหาวิทยาลัยมาเปิดในเรือนจำ และมีพื้นที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถูกคุมขังได้ศึกษาเล่าเรียนด้วย และเรามีเป้าหมายที่จะทำให้ผู้คุมขังในเรือนจำสามารถอ่านออก เขียนได้ และสามารถออกไปประกอบอาชีพเหมือนคนอื่นๆ ได้อย่างมีคุณภาพ

ส่วนการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ผมมองว่าการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องหานั้นส่วนใหญ่มีผลมากจากการศึกษาต่ำเป็นส่วนใหญ่เกือบ 80% ถ้าทำให้เขามีการศึกษาที่ดีขึ้นได้จะสามารถลดความเสี่ยงที่จะกระทำผิดซ้ำได้ รวมถึงเป็นการแก้ไขปัญหาการกลับไปใช้ยาเสพติดได้ด้วย ดังนั้น การศึกษาเป็นการสร้างทรัพยากรที่มีคุณค่าประเทศ

แก้ไขกฎหมายให้ทันคดีอุบัติใหม่

เรื่องคดีอุบัติใหม่ที่ผมไม่คิดว่าจะเกิด คือเรื่องคดีอุ้มบุญจากเดิมจะใช้คนไทยอุ้มบุญลูกชาวต่างประเทศ แต่ในปัจจุบันกับใช้คนไทยไปจดทะเบียนและได้สิทธิในประเทศไทย กฎหมายมักจะตามไม่ทัน ต้องปรับตัวและปรับกฎหมายให้ตามเรื่องดังกล่าวให้ทันด้วย

นอกจากนี้ กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการฉ้อโกงทางออนไลน์ บางทีกฎหมายตามไม่ทันและตัวผู้กระทำผิดมักจะไม่ใช้พื้นที่ประเทศไทยก่อเหตุ ประเทศไทยจะเป็นพื้นที่ปลายทางมากกว่า ลักษณะอย่างนี้เป็นคดีที่เราจะต้องพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับคดีอุบัติใหม่ด้วย

กฎหมายสำคัญอีกอันหนึ่งคือกฎหมายอั้งยี่ ซ่องโจร ถ้าเราสามารถใช้ให้เป็นประโยชน์คดีอุบัติใหม่ คดีอาชญากรรมทางการเมือง ล่าสุด มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเข้ามาในรูปแบบที่อยากให้ได้มาซึ่งอำนาจทางฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างเช่นที่เป็นข่าว ส่วนนี้ก็กำลังมีการสอบสวนกันอยู่ เราไม่ควรจะปล่อยเรื่องดังกล่าวให้อยู่ภายใต้หน้าที่ของ กกต.อย่างเดียว

ส่วนเรื่องคดีอุบัติใหม่จะมีเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการฉ้อโกงทางออนไลน์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้บางทีกฎหมายของเราก็ตามไม่ทันและตัวผู้กระทำผิดมักจะไม่ใช้พื้นที่ประเทศไทยในการก่อเหตุ ประเทศไทยจะเป็นพื้นที่ปลายทางมากกว่า ซึ่งลักษณะอย่างนี้เป็นคดีที่จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับคดีอุบัติใหม่

ผมเห็นด้วยกับวิธีการของกระทรวงดีอีที่จะออกกฎหมายให้ธนาคารกับค่ายมือถือชดใช้ผู้เสียหาย ที่ถูกแก๊งคอลหลอก เพราะว่าคดีอุบัติใหม่ส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดจะใช้โทรศัพท์มือถือในการกระทำผิด เรื่องสัญญาณโทรศัพท์เราจะใช้ได้แค่ภายในประเทศเท่านั้น ถ้าเกิดว่าผู้กระทำผิดใช้บริเวณตะเข็บชายแดนเป็นพื้นที่หลัก บริษัทที่ให้สัญญาณจะต้องมีหลักประกันเมื่อใช้มือถือนอกพื้นที่จะต้องมีการหยุดการให้บริการ

ผมเป็นห่วงมากเกี่ยวกับระบบไลน์ ปัจจุบันพบว่ามีการกระทำผิดผ่านไลน์เยอะขึ้นโดยเฉพาะการละเมิดเด็กไม่ว่าจะเป็นการล่อลวง หรือกระทำผิดทางเพศในตอนนี้ทางกระทรวงยุติธรรมได้ทำการแก้กฎหมายให้การกระทำนี้เป็นความผิดที่เอารูปไปเชิญชวนเด็กหรือการอุปการะเด็กแต่กลับมากระทำล่วงละเมิด และผมจะผลักดันในส่วนนี้ถ้าเกิดสามารถแก้กฎหมายได้ทัน แต่ถ้าเกิดว่าแก้ไม่ทันเราก็จะพยายามหากฎหมายที่มีส่วนร่วมกันมาใช้อย่างแน่นอน

คุมขังนอกเรือนจำลดความแออัด

สำหรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 หรือคุมขังนอกเรือนจำนั้น เนื่องจากเจตนารมณ์ที่ว่า เรือนจำเมื่อก่อนถูกมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน และขาดหลักนิติธรรมโดยเฉพาะความแออัดของผู้ต้องขัง จึงเขียนกฎหมายตั้งแต่ปี 2560 ว่าขอให้มีเรือนจำและที่คุมขังอื่น ระเบียบกักขังนอกเรือนจำนั้นได้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเสร็จแล้ว โดยประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว อาจไม่มีการแก้ไขอะไร ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมาก บางที่อาจต้องให้เขาออกไปอยู่ข้างนอก โดยที่คุมขังอื่นอาจเป็นที่คุมขังเหมือนกัน ไม่ต่างอะไร เขาจะอยู่ได้แค่ในที่นั้น เพียงแต่ไม่ให้เกิดความแออัด เช่น คนเป็นโรคไตวายจะไว้ในเรือนจำไม่ได้ อีกทั้งโรงพยาบาลทัณฑสถานเองก็เล็ก คาดว่าจะได้ใช้ระเบียบดังกล่าวแล้ว เดิมคิดว่าจะแล้วเสร็จก่อนช่วงปีใหม่ หลังทำประชาพิจารณ์เสร็จเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม เนื่องจากระเบียบดังกล่าวมีขั้นตอน มีคณะกรรมการระดับกรม, ผู้บัญชาการเรือนจำ, องค์กรที่เข้ามาช่วยดู ที่สำคัญผู้ที่ออกไปต้องติดกล้องเพื่อให้ดูได้ บางส่วนอาจติดกำไล EM รวมถึงมีการจำกัดพื้นที่ คาดว่าจะมีบังคับใช้ครั้งแรกหลังเดือนมกราคม โทษส่วนใหญ่จะเป็นโทษเล็กน้อยตั้งแต่ 4 ปีลงมา

ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ และมีโทษสูงกว่าที่กำหนด