หน้าแรก การเมือง ดุลยภาค เขียน...

ดุลยภาค เขียน 1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง + 4 แสงทอง แนะยุทธศาสตร์เชิงรุก ต่อประเทศเพื่อนบ้าน

6.01.25 | 20:23 น.

ดุลยภาค เขียน 1 ขวานทอง+2 ถุงทอง+4 แสงทอง แนะยุทธศาสตร์เชิงรุก ต่อประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนบทความ เรื่อง เปิดแผนยุทธศาสตร์ “1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง + 4 แสงทอง” หวังฟื้นอำนาจรัฐไทยพร้อมชูไทยให้โดดเด่นเข้มแข็งขึ้นในสายตาเพื่อนบ้าน โดยมีเนื้อหาดังนี้

ปีใหม่นี้ ผมขอมอบของขวัญสำหรับคนไทยและท่านผู้อ่านที่เคารพ ด้วยการเปิดแผนยุทธศาสตร์ระดับประเทศและระดับภูมิภาคซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์ตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยหวังว่าทั้งรัฐบาล กองทัพ ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับไว้พิจารณาหรือนำไปปรับประยุกต์ต่อยอดเพื่อประโยชน์ต่อบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราทุกคน

เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อปีที่แล้ว ไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยคุกคามที่เชื่อมโยงกับดินแดนเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น สงครามกลางเมืองในเมียนมาที่ทำให้เกิดจุดเดือดหลายจุดที่ตั้งประชิดพรมแดนไทย เหตุการณ์เรือประมงไทยซึ่งถูกทางการเมียนมายิงโจมตีและจับกุมดำเนินคดีอาญาอย่างรวดเร็ว พื้นที่หนองหลวงและดอยหัวม้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งพบการตั้งฐานทหารว้าแดงที่รุกล้ำดินแดนไทย และ กรณีอธิปไตยทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยปัญหาส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับการอ้างกรรมสิทธิ์ของกัมพูชาในท้องทะเลอ่าวไทยที่มากเกินไป

สาเหตุหนึ่งที่เพื่อนบ้านดูไม่ค่อยเกรงใจไทยมากนักจนทำให้ไทยถูกเพื่อนบ้านโอบล้อมและคุกคามอธิปไตยหนักขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเป็นเพราะไทยขาดแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ช่วยกระตุ้นผลักดันให้อำนาจอิทธิพลของรัฐไทยพวยพุ่งโบกสะบัดเข้าไปในเขตดินแดนเพื่อนบ้าน

Advertisement

ที่ผ่านมานั้น เราเน้นยุทธศาสตร์ตั้งรับอยู่ในกรอบแผนที่ขวานทองเพียงอย่างเดียว และมีการลงทุนโดยรุกตลาดต่างประเทศรอบโลกบ้าง แต่เราไม่เคยสร้างเขตอิทธิพลที่ชัดเจนเป็นระบบในดินแดนรอบบ้านอย่างจริงจัง พูดอีกแง่ คือ ทั้งๆที่ดินแดนเพื่อนบ้านเต็มไปด้วยปัญหาด้านความมั่นคงที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยไทยโดยตรงและในระยะประชิด แต่รัฐไทยก็ไม่เคยแสดงอำนาจหรือสาธิตอำนาจ (Power Projection) ให้แผ่ปกเข้าไปในเขตประเทศเพื่อนบ้านแบบเข้มข้น จนทำให้ไทยดูจะขาดจุดโฟกัสในเรื่องของการเสริมสร้างเขตอิทธิพล จึงทำให้เราดูไม่ค่อยทรงแสนยานุภาพหรือน่าเกรงขามนักในสายตาเพื่อนบ้าน

ในการนี้ ผมเห็นว่า มีแผนยุทธศาสตร์หนึ่ง (ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์) ที่น่าจะเหมาะสมที่สุดในการปกป้องผลประโยชน์ไทย และเสริมสร้างพลังอำนาจของไทยในภูมิภาค ผมจึงขอนำเสนอ

แผนวิสัยทัศน์ “1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง + 4 แสงทอง”

หรือ Visionary Plan “1 Golden Axe + 2 Golden Bags + 4 Golden Lights”

การนำองค์ประกอบภูมิรัฐศาสตร์ที่ล้ำค่าทั้ง 3 ส่วนนี้มาต่อประกบควบรวมกัน อาจช่วยพลิกให้ไทยกลายสภาพเป็นมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ในภูมิภาคได้

1 ขวานทอง หมายถึง แผนที่อาณาเขตขวานทองที่เป็นพรมแดนทางบกและชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องระดมทรัพยากรเพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและป้องกันปัญหาการละเมิดเขตแดน ในการนี้ การป้องกันเกาะกูด และ การเตรียมแผนผลักดันกองกำลังต่างชาติที่ตั้งฐานทหารลึกเข้ามาในแผ่นดินไทยตรงชายแดนภาคเหนือคือเรื่องที่ควรดำเนินการแบบเร่งด่วนโดยไล่ระดับมาตรการจากเบาไปหาหนัก

2 ถุงทอง หมายถึง ทะเลอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ซึ่งเต็มไปด้วยขุมทรัพย์ใต้ท้องทะเลที่มีประโยชน์มหาศาลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและเป็นส่วนหนึ่งของอินโด-แปซิฟิก ทั้งนี้ประเทศไทยควรเพิ่มบทบาทพร้อมแสดงพลังอำนาจให้มากขึ้นในอ่าวไทย ทั้งในแง่เศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ ขณะที่ทางด้านทะเลอันดามัน ไทยควรเพิ่มบทบาทหรือพลังอำนาจเช่นกันโดยพยายามแผ่กำลังเข้าไปให้ถึงจุดบรรจบทางทะเลระหว่างไทย เมียนมา อินเดีย และอินโดนีเซีย ให้มากขึ้น

4 แสงทอง หมายถึง ปริมณฑลแห่งอำนาจหรือแสงรัศมีแห่งอำนาจของรัฐไทยที่แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ประเทศไทยควรคิดถึงการแผ่อิทธิพลเชิงรุกเข้าไปในพื้นที่ยุทธศาสตร์ในดินแดนที่ล้อมประชิดเพื่อให้ไทยมีฐานกระโจนยุทธิศาสตร์ (Strategic Springboard) สำหรับปักหลักสำแดงอิทธิพลมากขึ้นและถือเป็นการเพิ่มชั้นของแนวป้องกันในทางลึก (Defense-in-Depth) เพื่อให้ไทยมีพื้นที่รับมือกับภัยคุกคามได้เพิ่มขึ้นและทันท่วงที

– แสงทองในทิศเหนือควรแผ่ปกให้ครอบคลุมพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ รัฐฉานใต้/ว้าใต้ และบางส่วนของรัฐกะยาห์ในเมียนมา ซึ่งเต็มไปด้วยกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่มและเต็มไปด้วยพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นตอของปัญหายาเสพติด หมอกควัน น้ำท่วม รวมถึงความขัดแย้งเขตแดน

– แสงทองในทิศใต้ควรแผ่ปกไปถึงตอนเหนือของมาเลเซียและท้องทะเลอันดามันกับอ่าวไทยในส่วนที่ประชิดกับอินโดนีเซียและมาเลเซียตามลำดับ บริเวณดังกล่าวมีทั้งคนมาเลเซียเชื้อสายสยามที่มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ที่ลึกซึ้งกับคนไทย รวมถึงมีทรัพยากรทางทะเลที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งยังสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของไทย

– แสงทองในทิศตะวันออกควรแผ่ปกไปถึงเกาะกง ซึ่งเต็มไปด้วยคนกัมพูชาเชื้อสายสยามและอยู่ใกล้เกาะกูด โดย แสงทองแห่งรัฐไทยควรยืดขยายให้ครอบคลุมจุดพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา จากนั้นจึงแผ่ประชิดไปยังพรมแดนทางทะเลของเวียดนาม ขณะเดียวกัน บริเวณชายแดนแม่น้ำโขง นับเป็นอีกแนวพื้นที่หนึ่งที่แสงทองแห่งบูรพาควรฉาดแสงฉายส่องไปให้ถึง เช่น แขวงไชยะบุรีในลาวซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายแดนติดจังหวัดน่าน พะเยา อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะอดีตจังหวัดล้านช้างของไทย รวมถึงมีการสร้างเขื่อนไชยะบุรีและโครงการสร้างเขื่อนสานะคามที่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงช่วงท้ายเขื่อนซึ่งไหลลงมาเป็นเขตแดนระหว่างไทยกับลาว

– สำหรับแสงทองในทิศตะวันตก ไทยควรแสดงพลังไปตลอดแนวแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำเมยในส่วนที่เป็นเขตแดนไทย-เมียนมา รวมถึงแนวเทือกเขาถนนธงชัยและตะนาวศรีที่เป็นแนวเขตแดนไทย-เมียนมา ในส่วนของขุนเขาที่คลุมเขตเศรษฐกิจแม่สอด-เมียวดี บทบาทไทยควรแผ่ลึกเข้าไปให้ถึงเทือกเขาถนนธงชัยตะวันตกหรือที่เรียกกันว่า “เทือกเขาดาวนะ” ในรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมาซึ่งอยู่พ้นเลยเมืองเมียวดีออกไปทางทิศตะวันตก โดยมีถนนสายเอเชีย AH 1 เป็นเส้นเชื่อม ในอีกทางหนึ่ง ควรเพิ่มกิจกรรมการลงทุนและการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรมจากกาญจนบุรี/ประจวบคีรีขันธ์ เข้าไปเชื่อมต่อกับทวาย/มะริดในภาคตะนาวศรีให้มากขึ้น ส่วนพรมแดนทางทะเล เช่น ด้านระนองและพังงา ประเทศไทยควรพิจารณาเรื่องการขยายอำนาจทางทะเล เช่น การวางกำลังเรือผิวน้ำหรือแม้กระทั่งเรือดำน้ำให้เข้มแข็งขึ้น เพราะมีเกาะแก่งและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและมีการแสดงกำลังของทหารเรือเมียนมาอยู่เป็นประจำ พร้อมเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อาจกระทบต่อเส้นทางเดินเรือของโครงการแลนด์บริดจ์

จากข้อเสนอดังกล่าว หากประเทศไทยบูรณาการแผนวิสัยทัศน์ “1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง+ 4 แสงทอง” อย่างเป็นระบบ ก็น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะกลายเป็นดาวจรัสแสงหรือเคลื่อนตัวเข้าสู่ตำแหน่งมหาอำนาจระดับกลางบนเวทีการเมืองเอเชียได้ โดยในแต่ละแสงทอง เราสามารถแผ่ขยายพลังอำนาจแห่งชาติออกไปได้หลายมิติและในลักษณะที่เปิดกว้าง มีเสรี เช่น การส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ของไทยเข้าไปที่เชียงตุงและรัฐฉานในเมียนมา เพราะผู้คนที่นั่นล้วนมีวัฒนธรรมประเพณีที่เชื่อมโยงกับภาคเหนือของไทย ฉะนั้น การฉาดแสงทองขึ้นเหนือผ่านการตีตลาดสินค้าทางวัฒนธรรมทางแถบนั้นจึงทำได้สะดวกคล่องตัวพร้อมเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ของชนชาติไทในเวลาเดียวกัน

ในมุมมองผม หากเราคิดแบบนักภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยและดินแดนรอบบ้านล้วนมีลักษณะเป็นทำเลทองที่โดดเด่นเพราะแผ่คลุมทั้งลุ่มแม่น้ำและมวลเขาสูงที่สำคัญในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป รวมถึงมีอาณาเขตติดทะเลอันดามันและอ่าวไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกตามลำดับ ดังนั้น “ใครก็ตามที่สามารถครองประเทศไทยได้ ก็จะมีอำนาจครอบครองทั้งอาเซียนบกและอาเซียนทะเล รวมถึงดินแดนหัวใจที่เชื่อมต่อระหว่างมวลเขาสูงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Massif) กับท้องสมุทรอินโด-แปซิฟิก และใครก็ตามที่ได้ควบคุมอาณาบริเวณทางยุทธศาสตร์เหล่านี้แล้ว ก็จะพวยพุ่งโจนทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอำนาจแห่งเอเชีย”

ครับ เรามาร่วมกันผลักดันให้รัฐไทยของเราเติบโตรุ่งเรืองตามต้นทุนภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมกันเถอะครับ อย่าให้เสรีภาพในการแสดงอำนาจของเราต้องถูกปิดกั้นอีกเลย (ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยเงื่อนไขอะไรก็ตาม) เราไม่ควรตั้งรับกับภัยคุกคามที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเพียงอย่างเดียว แต่เราควรแผ่อำนาจอิทธิพลเชิงสร้างสรรค์เข้าไปในแผ่นดินรอบบ้านอย่างเข้มข้นและเป็นระบบด้วย

มหายุทธศาสตร์ “1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง + 4 แสงทอง” จะเป็นกุญแจทองที่ช่วยปักหมุดกำหนดกรอบให้รัฐไทยสามารถปักหลักได้มั่นคงและทรงอานุภาพขึ้นบนเวทีการเมืองเอเชีย