เรียงคนมาเป็นข่าว : ชโลทร/ภาพข่าวสังคม วันที่ 7 มกราคม 2568
●…แม้จะเปลี่ยนมอตโตในแบบ “7 วันอันตราย” ที่เน้นความระมัดระวังมาเป็น “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” เพื่อกระตุ้นความคิดเชิงบวกเพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ และพยายามระดมเจ้าหน้าที่ให้ควบคุมการขับขี่รถ แต่ผลที่ได้ไม่ต่างไปจากเดิมนัก ยังบาดเจ็บ-ล้มตายเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักที่รวบรวมอย่างเป็นทางการเป็น “ใช้ความเร็วเกินอัตรา กับ เมาแล้วขับ” เช่นเดิม หมายถึงการสำนึกเรื่อง “วินัยในการใช้รถใช้ถนน” ยังปลูกฝัง และสร้างให้ดีขึ้นไม่ได้
●…ยิ่งเดินสายหาเสียงยิ่งเปิดประเด็นร้อนฉ่า “ทักษิณ ชินวัตร” เกรี้ยวกราดตอบโต้ “ได้เห็นบางคนชีวิตน่าจะเหลือน้อยลงไปทุกที อาจจะแขวนคอตายไปเสียก่อนได้ เพราะมองโลกแย่หมด อีกไม่กี่วันตนจะเอาเชือกไปให้มัน เพราะเช้า สาย บ่าย ค่ำ ด่ารัฐบาลหมด มีอยู่แค่ 15 ตัว พวกนี้สงสัยอยากได้เชือก” ชัดเจนพร้อมเล่นแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ในโลกสังคมที่การแสดงความคิดเห็นมีเสรีภาพในระดับหนึ่ง สะท้อนถึงแนวโน้มว่าการตอบโต้จะแรงขึ้น เพราะลองเรียก “คนเป็นตัวและระบุใครเป็นใคร” ขนาดนั้นการสร้างราคาให้ตัวตนจะยิ่งคึกคัก
●…มีมุมคิดบางอย่างของ “ทักษิณ” ที่พูดบนเวทีหาเสียง “อบจ.เชียงราย” น่าสนใจ “ผมไม่อยู่บ้านนานถึง 17-18 ปี เมื่อกลับมาพบว่าระบบที่เคยทำไว้เสียหายหมด ทุกวันนี้ประชาชนไม่มีเงินใช้ ขาดสภาพคล่อง ร้านค้าปลีกต่างจังหวัดก็แย่เพราะมีแต่ห้างสรรพสินค้า หรือร้านใหญ่ที่มาจากกรุงเทพฯ เงินก็ไหลเข้าสู่ส่วนกลางหมด สินค้าเกษตรขายไม่ได้” หากจะตีความว่านั่นหมายถึงต้องแก้ปัญหาด้วยการ “ฟื้นระบบ” ขึ้นมาใหม่ จาก “โครงสร้างผลประโยชน์ที่ใช้กันอยู่” ซึ่งเท่ากับที่ “เพื่อไทย” เคยประกาศว่า “ไม่แตะโครงสร้าง จะแค่มุ่งปัญหาปากท้อง” นั้น เป็นไปได้ว่าเริ่มมองเห็นแล้วว่า “ไม่มีทางที่จะทำให้อะไรดีขึ้น”
●…เพราะผลจาก “กติกาและการจัดการโครงสร้างอำนาจ” ที่บังคับใช้อยู่ ทำให้ “ตัวจริงเสียงจริง” ของ “พรรคการเมือง” แสดงบทบาทได้แค่ “ผู้ช่วย” และ “คอนโทรลเบื้องหลัง” การเมืองที่ควรจะง่ายสำหรับประชาชนที่จะทำความเข้าใจเลยดูซับซ้อนขึ้นไปอีก ด้วยแต่ละพรรคมีผู้นำอยู่หลายระดับ อย่างน้อยมี “ผู้บริหารพรรค” แล้วต้องมีที่เรียกว่า “ผู้นำจิตวิญญาณ” ในศึกช่วงชิงฐานเสียงที่เข้มข้นขึ้น ความสนใจของผู้คนจึงโฟกัสไปที่ “ทักษิณ ชินวัตร-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-เนวิน ชิดชอบ” มากขึ้น แน่นอน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ยังต้องทำงานหนักให้ “พรรคประชาชน” การเปรียบเทียบว่าประชาชนให้ราคากับใคร จึงถูกสำรวจอย่างเป็นทางการมากขึ้นเรื่อยๆ
●…เป็นที่รู้กันอยู่ในหมู่ “ผู้ใส่ใจการเมือง” ว่า “หัวใจของพัฒนาการประชาธิปไตย” อยู่ที่ “พรรคการเมืองมีสำนึกที่ร่วมใจแก้ไขรัฐธรรมนูญให้หลุดจากการล้อมกรอบให้ยินยอมต่อกลไกสืบทอดอำนาจแค่ไหน” มีแนวโน้มที่เป็นความหวัง ด้วยแม้ “การเมืองสีน้ำเงิน” จะกดปุ่มให้ “ส.ว.ปุ่มกด” ขวางการแก้ไขเต็มที่ แต่ “พรรคการเมือง” ที่เคยเป็น “ความหวังหลักของประชาธิปไตย” แสดงท่าทีชัดเจนว่า “พร้อมสวนหมัด” ที่น่าจับจ้องไม่กะพริบคือ “ใครจริง ใครปลอม ใครกล้า ใครหัวหด” อีกไม่นานคงรู้ชัด
●…ผลสำรวจ “นิด้าโพล” ล่าสุด ยังเชื่อ “แพทองธาร ชินวัตร” จะยืนหยัดอยู่ในสถานะ “ผู้นำประเทศ” ไปอีกยาว โดยไม่มีใครทำอะไรได้ แต่อีกมุมหนึ่งที่ออกมาส่วนใหญ่ ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจจะแย่ เหมือนเดิม และมากกว่าเดิม” เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมสะท้อนว่า “ไม่ได้มีความหวังในชีวิตที่ดีกว่าจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมั่นคง” ซึ่งมองอีกมุมหนึ่งคือ “ประชาชนรู้อยู่แก่ใจว่า รัฐบาลอยู่ได้นานแค่ไหน ไม่ใช่เรื่องของประชาชน”
●…ในฐานะประชาชนต้องขอให้ “ความขอบคุณอย่างที่สุด” คือ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ในบทบาท “รมว.ดิจิทัลฯ” ที่ชัดเจนในแนวทางหยุด “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่สร้างความเดือดร้อนสาหัสให้ประชาชน ด้วยการยืนหยัดจัดการให้ “เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และธนาคาร” ต้องรับผิดชอบร่วมกันในการปล่อยให้ปฏิบัติการของมิจฉาชีพ มาอาศัย “เครือข่าย และบัญชีธนาคาร” เพื่อ “หลอกลวง” อย่างง่ายๆ โดยไม่คิดจะสร้างกลไกตรวจสอบและป้องกันอย่างจริงจัง ได้แต่ขอให้กำลังใจให้ “รองฯประเสริฐ” สร้างผลงานนี้ได้สำเร็จ โดยไม่มีอุปสรรคจาก “กลไกของทุนนิยมเห็นแก่ได้” มาขัดขวางให้ล่าช้า
ชโลทร







