‘ภัทรพงษ์’ ติงมาตรการรัฐล่าช้า ไม่ทันการณ์ แก้ปัญหาฝุ่น นายกฯอ้างเตรียมการตั้งแต่ปีก่อน ความจริงมีแค่หนังสือขอความร่วมมือ พร้อมย้ำข้อเสนอควรเร่งดำเนินการ อย่าปล่อยความไม่เข้าใจของรัฐบาลทำลายปอดประชาชน
เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า ฝุ่นพิษอ่วม การเผาภาคการเกษตรพุ่ง มาตรการรองรับจากภาครัฐล่าช้า ทั้งที่ตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ภาคเกษตรในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 กว่า 6.8 ล้านไร่ ข้อมูล ข้อเสนอแนะฝ่ายค้านอภิปรายให้รัฐบาลทราบและมีเวลาเตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ แต่รัฐบาลกลับไม่ดำเนินการ อ้างว่าเตรียมแผนการตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เห็นเพียงแค่หนังสือขอความร่วมมือ รัฐบาลจะรับผิดชอบต่อผลกระทบจากฝุ่นพิษครั้งนี้อย่างไร
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า จากค่า PM2.5 ที่สูงในเกณฑ์อันตรายต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคกลาง สอดคล้องกับพื้นที่เผาไหม้ที่หนาแน่นในโซนภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคอีสาน ซึ่งหากนับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา ถึงวันที่ 6 ม.ค.2568 มีการตรวจพบจุดความร้อนกว่า 8,000 จุดทั่วประเทศ โดยพบเป็นพื้นที่เกษตรกว่า 85%
“การเผาไหม้ภาคการเกษตรเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ถูกรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมองข้ามมาโดยตลอด เห็นได้อย่างชัดเจนจากที่พรรคเพื่อไทยได้อ้างไว้ในวันที่ 11 ก.ย.2567 ว่า ‘แก้ต้นตอ PM2.5 ภายในประเทศ ลดการเผาได้อย่างชัดเจน’ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ของปี 2567 ภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นมีตัวเลขสูงถึง 19.5 ล้านไร่ มากกว่าปี 2566 ที่มีพื้นที่เผาไหม้อยู่ที่ 11.3 ล้านไร่ อยู่กว่า 8.2 ล้านไร่ พื้นที่เผาไหม้ที่เพิ่มขึ้นขนาดนี้ แต่ยังกล่าวอ้างว่าลดการเผาได้อย่างชัดเจน อดสงสัยไม่ได้ว่าไม่มีความรู้กันจริงๆ หรือตั้งใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานที่ไม่มีอยู่จริงกันแน่” นายภัทรพงษ์กล่าว
นายภัทรพงษ์กล่าวด้วยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (7 ม.ค.) นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการตั้งแต่ปีที่แล้ว ยิ่งทำให้ตนกังวลใจมากขึ้น เพราะกับตัวเลขค่าฝุ่นพิษที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะฝุ่นพิษที่มาจากการเผาภาคการเกษตรแสดงให้เห็นว่ามาตรการที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงแทบไม่เกิดผลใดๆ เลย และจากสิ่งที่ได้เสนอแนะให้รัฐบาลอย่างชัดเจนไปแล้ว เริ่มตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ในเรื่องการบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกันของทุกหน่วยงานเพื่อให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับ และวางแผนในการจัดการกับการเผาได้แม่นยำมากขึ้น มาตรการการสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่เผาทั้งกับนาข้าว อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมไปถึงมาตรการการห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มาจากการเผา ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้มีการสั่งการ แต่ก็ไม่เห็นความคืบหน้า หรือความชัดเจนในการออกประกาศกฎหมาย หรือระเบียบใดๆ ที่เกี่ยวข้องเลย
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า ข้อเสนอแนะให้บูรณาการข้อมูลของทุกหน่วยงานร่วมกันที่เคยนำมายกเป็นตัวอย่างให้กับรัฐบาลอย่างชัดเจนก็ยังถูกเพิกเฉย ปัจจุบันข้อมูลของรัฐบาลยังคงขาดการบูรณาการ ทั้งๆ ที่เรามีข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกเกษตรกรรม หรือ AGRI-MAP ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกอ้อยของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ Burnscar ของ GISTDA ที่สามารถนำมารวมกันแล้วนำเสนอต่อประชาชนให้ทราบได้โดยทั่วกันว่าพื้นที่เผาไหม้ในแต่ละวันเกิดขึ้นจากพื้นที่อะไร ปริมาณกี่ไร่ และรัฐบาลมีมาตรการกับพื้นที่เหล่านั้นอย่างไรบ้าง
“อีกประเด็นที่มาตรการของรัฐบาลไม่เกิดผลสัมฤทธิ์เลยคือการเผานาข้าว หากเราตรวจสอบภาพถ่ายทางดาวเทียมจะพบว่าพื้นที่เผาไหม้ส่วนใหญ่ ณ ตอนนี้คือนาข้าว จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่มีมาตรการสนับสนุนการทำนาข้าวแบบไม่เผา หรือส่งเสริมเกษตรกรชาวนาที่ใส่ใจต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งโครงการอุดหนุนชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ยังไม่มีเงื่อนไขด้านการเผาด้วยซ้ำไป สิ่งที่ทำได้กลับไม่ทำ ในเรื่องของการเผาไหม้ในพื้นที่นาข้าว รัฐบาลเพิกเฉยในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน” นายภัทรพงษ์กล่าว
นายภัทรพงษ์กล่าวด้วยว่า รองจากนาข้าวก็คือไร่อ้อยกับการเผาอ้อย หรืออ้อยไฟไหม้ในปีนี้ที่ไร้มาตรการชัดเจนจากรัฐบาลอีกเช่นเคย เปิดหีบมาได้เพียงหนึ่งเดือน ปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบไปแล้วเกือบ 4 ล้านตัน เทียบเป็นพื้นที่เผาไหม้กว่า 400,000 ไร่ แม้ว่าเราจะเห็นทางสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ออกมาแอ็กชันมากขึ้น มีการส่งหนังสือขอความร่วมมือให้โรงงานไม่รับอ้อยไฟไหม้ในช่วงปีใหม่ แต่ก็ทำอย่างกระชั้นชิดจนเกินไป เพราะถ้าต้องตัดอ้อยสด เกษตรกรต้องหาแรงงานไว้ล่วงหน้า ความล่าช้าของรัฐบาลทำให้การเตรียมการไม่ทัน ผลสัมฤทธิ์จึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และมีการประกาศรายชื่อโรงงานที่ไม่ให้ความร่วมมือ อันนี้เป็นเรื่องที่ดีครับ สอดคล้องกับบทลงโทษที่ทางพรรคประชาชนได้เขียนไว้ในร่างพ.ร.บ.ฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน (อากาศสะอาด) ที่กำหนดให้รัฐต้องประกาศรายชื่อผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษ
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลยังขาดคือมาตรการสนับสนุนชาวสวนที่ตัดอ้อยสด และมาตรการการปรับโรงงานที่รับอ้อยเผา ในส่วนของมาตรการสนับสนุน ทราบรายละเอียดจากทาง สอน.แล้วว่าฤดู 67/68 นี้จะปรับจากการสนับสนุน 120 บาทต่อตัน เป็น 69+51 บาทต่อตัน โดยแบ่งเป็น 69 บาทต่อตันอุดหนุนให้กับชาวสวนที่ตัดอ้อยสดทันที และ 51 บาทต่อไร่ใช้อุดหนุนในส่วนของใบอ้อยเพื่อป้องกันการตัดอ้อยสดแต่ไปแอบเผาใบอ้อยในภายหลัง โดยแบ่งเป็นก้อน 51 บาทนี้เป็น 3 ส่วน 1ส่วนให้กับโรงงานไฟฟ้าชีวมวลที่รับใบอ้อยเข้าเป็นเชื้อเพลิงและอีกสองส่วนให้กับเกษตกรชาวสวนตัดอ้อยสดที่ไม่เผาใบอ้อยในภายหลัง ฟังดูเป็นมาตรการที่ดีใช่ไหมครับ แต่ เรามี “แต่” ตัวโตๆ
แต่ที่ 1 อ้อยเปิดหีบมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว มาตรการสนับสนุนนี้ ยังไม่ผ่านมติครม.หรือแม้กระทั่งถูกบรรจุเข้าที่ประชุมครม.เลย (ฤดูเก็บเกี่ยวอ้อย 66/67 ผ่านมติครมตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธ.ค.66)
แต่ที่ 2 ยังคงมีชาวสวนตัดอ้อยสดที่ยังไม่ได้รับเงินสนับสนุนชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดของปี 65/66 และปี 66/67 อยู่อีกจำนวนหนึ่งเลย ผมก็ชักไม่แน่ใจครับว่าสาเหตุที่ล่าช้ามาจากการตัดงบในการใช้หนี้ธ.ก.ส. 31,000 ล้านบาทมาทำ digital wallet หรือไม่ เพราะใน 31,000 ล้านบาทมีโครงการชำระต้นทุนสนับสนุนตัดอ้อยสด ลด PM2.5 กว่า 800 ล้านบาทเลยทีเดียว
แต่ที่ 3 มาตรการปรับอ้อยไฟไหม้ ที่จะปรับอ้อยไฟไหม้ตันละ 130 บาท หากมีอ้อยไฟไหม้มากกว่า 25% ที่ปัจจุบันระเบียบนี้ก็ยังไม่ประกาศใช้เลย เพิ่งจะปิดรับฟังความคิดเห็นร่างระเบียบนี้ไปเมื่อ 13 ธ.ค. 67 ที่ผ่านมานี้เอง แล้วเราไม่สามารถปรับย้อนหลังได้นะครับ เพราะระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้หนึ่งวันหลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แนวทางการเตรียมการรับมือกับปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ทั้งหมดนี้ผมได้อภิปรายต่อรัฐบาลไปอย่างละเอียดไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าการจะแก้ปัญหานี้ รัฐต้องเดินหน้าทำงานกันอย่างหนักในช่วงที่ฝุ่นยังไม่เกิด การที่เราใช้งบประมาณกับการป้องกันปัญหานี้ มันคุ้มค่ากว่าการฟื้นฟูเยียวยาทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจและสุขภาพชีวิตของประชาชนหลายเท่าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องมีการประกาศมาตรการสนับสนุนและบทลงโทษให้เกษตรกรได้ทราบและวางแผนต้นทุนแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เกษตรกรได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและไม่ส่งผลกระทบต่อปากท้องหรือเงินในกระเป๋าของเกษตรกร
“ข้อเสนอแนะของผมในตอนนี้คือ (1) รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนชาวนาที่ไม่เผาและชาวสวนไร่อ้อยตัดอ้อยสดให้ชัดเจน พร้อมจัดการปัญหาชาวสวนไร่อ้อยที่ยังตกหล่นจากเงินอุดหนุนของฤดูเก็บเกี่ยวปีก่อนๆให้หมดโดยไว (2) เร่งออกมาตรการระเบียบปรับอ้อยไฟไหม้ให้มีผลบังคับใช้ในทันที เพื่อให้มีกฎหมายบังคับใช้กับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้ ไม่ใช่เพียงแค่ทำหนังสือขอความร่วมมือแบบที่ทำอยู่ในปัจจุบัน” นายภัทรพงษ์กล่าว
นายภัทรพงษ์กล่าวด้วยว่า แหล่งกำเนิดฝุ่นพิษอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องเร่งทำในตอนนี้คือฝุ่นพิษ PM2.5 จากไฟป่า ที่งบประมาณปี 2568 รัฐบาลยังคงจัดสรรไปอย่างไม่เพียงพอ ตัดงบประมาณท้องถิ่นที่ขอเพื่อดับไฟป่าจาก 1,323 ล้านเหลือเพียงแค่ 122 ล้านเท่านั้น ตรงนี้ต้องเร่งดำเนินการจัดสรรงบกลางให้ตรงจุดอย่างรวดเร็ว เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง อย่าจัดสรรงบกลางล่าช้าเหมือนปีที่แล้วที่รัฐบาลทำผิดพลาดไป และปลดล็อกกระเป๋าเงินฉุกเฉินให้กับแต่ละจังหวัดแต่ละกระทรวงด้วยการแก้ระเบียบเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ที่ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังคงทำไม่เสร็จอีกเช่นกัน (เรามาขยายความส่วนนี้กันภายหลัง) พ่วงไปถึงเรื่องสุขภาพที่มาถึงปัจจุบัน รัฐบาลก็ยังไม่ประกาศเพิ่มให้โรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังจากฝุ่นพิษ PM2.5 เลย
“ถ้ารัฐบาลดำเนินการตามที่ผมได้เสนอแนะไป มาตรการเหล่านี้จะถูกประกาศบังคับใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และประชาชนจะไม่ถูกทิ้งให้เผชิญกับ PM2.5 เดียวดายดังเช่นในปัจจุบัน ผมขอให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับปัญหานี้ใหม่ทั้งหมด และเรียนรู้ถึงช่วงเวลาที่ควรดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหานี้ อย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ เพราะตอนนี้ความไม่รู้และไม่เข้าใจปัญหาของรัฐบาลกำลังทำลายปอดของประชาชนอย่างช้าๆ” นายภัทรพงษ์กล่าว

