นายกฯ สั่งเข้ม แก้ PM2.5 ย้ำสตช.-คมนาคม กวดขันจับรถควันดำ-ปิกอัพแต่งเครื่อง งดซื้อพืชผลจากการเผา
เมื่อวันที่ 10 มกราคม น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการเรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตรที่มีการเผา ให้กำหนดมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ประกอบการงดการรับซื้ออ้อยไฟไหม้ และสั่งการให้ ก.ทรัพยากรฯ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติบังคับใช้กฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดกับผู้เผาป่า เผาตอซังข้าว ข้าวโพด อ้อย และพืชอื่น รวมทั้งประกาศกำหนดเขตควบคุมมลพิษ ขณะที่พาณิชย์ให้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการห้ามนำเข้าอ้อยไฟไหม้ รวมทั้งพืชเกษตรอื่น ส่วนกระทรวงกลาโหม ให้ตรวจสอบการลักลอบการนำเข้าพืชที่ผ่านการเผาทุกชนิด ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด
น.ส.ศศิกาญจน์กล่าวว่า นอกจากนั้นให้กระทรวงคมนาคม และ สตช.ตรวจสอบและห้ามใช้ยานพาหนะที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะรถปิกอัพ รถโดยสาร รถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่ปล่อยควันดำ รวมทั้งรถขนส่งมวลชนของ ขสมก. และรถร่วมบริการเส้นทางต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของรัฐ รวมถึงให้ กระทรวงมหาดไทยกำชับ กทม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ให้ควบคุมการก่อสร้างในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันการปล่อย PM2.5 จากสถานที่ก่อสร้าง บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ให้กับผู้ประกอบการซึ่งฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมาตรการดังกล่าว และกำหนดแนวทางป้องกันมิให้เกิดการปล่อย PM2.5 ในโครงการก่อสร้างของรัฐ เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐนำไปกำหนดใน TOR ของการจ้างก่อสร้างต่อไป เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว
น.ส.ศศิกานต์กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ฝุ่นควันที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและผลเสียต่อสุขภาพอย่างมหาศาล จึงได้เร่งผลักดันการแก้ปัญหา PM2.5 ให้ครอบคลุมในทุกมิติ โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพจากการหายใจอากาศที่มีฝุ่นควันพิษ PM2.5 โดยกำหนดมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในรูปแบบที่ให้เป็นตัวเงิน (in cash) และรูปแบบการสนับสนุนและการกำกับตามกฎหมาย ยกระดับมาตรฐาน บริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว ดังนี้ ระยะเร่งด่วน เช่น ผลักดันนโยบายการตัดอ้อยสดลดการเผาอ้อย ลดฝุ่น PM2.5 2.สนับสนุนเครื่องสางใบอ้อยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยยืม นำไปใช้สางใบอ้อยทดแทนแรงงานคน, ยกเว้นอากรศุลกากรการนำเข้าสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร และชดเชยดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยสำหรับบริหารจัดการแหล่งน้ำและซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรใช้ในไร่อ้อย ดำเนินการร่วมกับ BOI เพื่อขอรับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 120% ของเงินลงทุน กรณีโรงงานน้ำตาลลงทุนซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อสนับสนุนลดฝุ่นละออง PM2.5 จากภาคการเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกร และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อติดตามและลดการเผาอ้อย
ส่วนระยะยาว กำหนดปริมาณมาตรฐานในการผลิตน้ำตาลทรายขั้นต่ำของโรงงาน 2.กำหนดปริมาณอ้อยที่ถูกลักลอบเผาอ้อย ฤดูการผลิตปี 2567/2568 ไม่เกินร้อยละ 25 3.มาตรการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฤดูการผลิตปี 2567/2568-ปี 2569/2570 และ 4.มาตรการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM2.5
“รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการที่เกี่ยวข้องและผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการแก้ปัญหา PM2.5 อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อคืนอากาศที่สะอาดให้กับประชาชนและสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุลต่อไป และจากข้อมูลติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.2567-9 ม.ค.2568 ในภาพรวมพบจังหวัดที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 37.5 มคก.ต่อ ลบ.ม. หรือระดับสีส้ม จำนวน 53 จังหวัด

