ส่องแก้ไขรธน.มาตรา256 หักอำนาจ‘วุฒิสภา’
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการจะช่วยเสนอทางออกอย่างไรต่อพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนที่ต่างยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 โดยร่างของทั้ง 2 พรรค คือการแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตัดหลักเกณฑ์ต้องใช้เสียง ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ในการผ่านมติวาระ 1 และวาระ 3 ออกไป

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา
การที่รัฐบาลและฝ่ายค้านมีการเตรียมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อสภา ผมมองว่าต่างฝ่ายก็ต้องทำเพราะเป็นเรื่องสัญญาประชาคมช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หากถามว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้น คิดว่าเป็นไปได้ยากมาก เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 76 คน
หากดูไปแล้วท่าทีของ ส.ว.ไม่ไว้วางใจในการแก้รัฐธรรมนูญเลย เนื่องจากกลัวว่าการแก้รัฐธรรมนูญ จะลดและตัดตอนอำนาจของ ส.ว. ทำให้มองได้ว่าปิดประตูตายตั้งแต่ต้นแล้ว
ส่วนการจะใช้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 100 เปอร์เซ็นต์ โอกาสจะเป็นไปได้เหมือนกัน หากมีการผ่านให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ได้ แต่ในเกมแบบนี้ก็จะมี ส.ส.ร.จัดตั้งจากสีน้ำเงิน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ส.ว.ไม่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่หากผู้มากบารมีไปล็อบบี้ ส.ว. 76 คนให้แก้รัฐธรรมนูญก็สามารถแก้ได้แต่กระบวนการการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ก็จะไปเจอ ส.ส.ร. จัดตั้งเหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ว.ที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ทั่วประเทศก็ตาม ก็จะมีการจัดตั้ง และอยู่ภายใต้เครือข่ายของพรรคบางพรรค ที่ต้องการควบคุมอำนาจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่สำคัญรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ หลายฝ่ายก็จะปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม เพราะคนที่มาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งแต่คนที่จะมาสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ก็จะมาจากพรรคการเมือง
หากมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ผมมองว่าไม่ยาก ใครประสงค์จะเป็น ส.ส.ร.ก็ต้องมีคุณสมบัติคล้ายกับผู้สมัคร ส.ส. ประชาชนเสียงข้างมากเลือกใครก็ได้ไปแต่ต้องระวัง เพราะจะมีพรรคการเมืองจัดคนหรือสนับสนุนคนให้มาสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ร. เนื่องจากมีพรรคการเมืองบางพรรคต้องการขยายอำนาจทางการเมือง ซึ่งในการเลือกตั้ง อบจ.จะเป็นการทดสอบระบบ ถ้าสามารถเลือกตั้งนายก อบจ.เกิน 50 จังหวัด เมื่อมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ก็สามารถที่จะจัดการเลือกตั้งได้ กล่าวง่ายๆ เอากระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนไปร่างรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาและพิทักษ์อำนาจของชนชั้นนำเอาไว้ อย่างไรก็ตามเมื่อ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ต้องมาดูว่าร่างนั้นจะผ่าน ส.ว.ได้หรือไม่ หากไม่สามารถผ่าน ส.ว.ได้ ทุกอย่างจะยากไปหมด แต่หากผ่านด่าน ส.ว.ได้ทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อไปได้
การที่จะทำให้ ส.ว.ยอมผ่านให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ มองไปแล้วยากมาก เพราะดูท่าทีของ ส.ว.แล้วเริ่มที่จะปล่อยข่าวออกมา จะแก้ทำไม แก้เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง ดูท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามไม่ว่าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ก็จะต้องทำ เพราะเป็นสัญญา เป็นนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บวกกับส่วนหนึ่งเป็นทางออกของแกนนำแถว 2 ของพรรคเพื่อไทยที่ไม่สามารถสร้างคะแนนนิยมได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยการรักษาคะแนนนิยมผ่านนโยบายการแก้รัฐธรรมนูญ
หากให้มองว่าทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นสิทธิของรัฐบาล สิทธิของฝ่ายค้าน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่สามารถชี้แจงให้กับสังคมได้ หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี’40 ในการร่างรัฐธรรมนูญมีพลังทางสังคมเข้ามาส่งเสริมด้วย และเห็นว่าการเมืองในขณะนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือความล้มเหลวของรัฐบาลในการให้ความรู้กับประชาชนว่าทำไมต้องแก้ ฝ่ายค้านเองไม่สามารถชี้แจงความสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จึงทำให้ขาดพลังทางสังคม
ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในความเห็นของนักวิชาการคนหนึ่ง ในความเป็นจริงควรร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด เพื่อให้กระบวนการเข้าถึงอำนาจรัฐ ต้องมีความชัดเจน การใช้อำนาจรัฐผ่านรัฐบาล จะต้องมีหลักธรรมาภิบาล การตรวจสอบอำนาจรัฐ จะต้องมีระบบที่แน่นอน และเรื่องการจัดความสำคัญระหว่างรัฐกับสังคม จะต้องสร้างสมดุลทางอำนาจ
แต่ปัญหาทั้งหมดของรัฐธรรมนูญจริงๆ คือไม่ถูกบังคับใช้ น้ำหนักไปอยู่ที่การจัดการเข้าสู่ระบบอำนาจรัฐ ที่นักการเมืองที่ไม่พอใจ หากกล่าวไปแล้วทุกอย่างในรัฐธรรมนูญดีหมด แต่ไม่นำมาบังคับใช้ ที่สำคัญนักการเมืองไม่พยายามหาวิธีใช้ เช่น สิทธิมนุษยชน สิทธิในเรื่องของการเข้าถึงระบบการศึกษา โดยมีผลมาจากไม่บังคับใช้กฎหมาย จึงทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญไม่มีความสำคัญ
ในเมื่อรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงให้ได้ว่าทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านก็ไม่ชี้แจงกับประชาชนว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญทำไม ที่สำคัญน้ำหนักส่วนใหญ่ที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ จะมุ่งอยู่ที่การออกแบบวิธีการได้มา ส.ส. ออกแบบการได้มาของรัฐมนตรี ออกแบบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้มองว่านักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนจริงๆ จังๆ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งร่างของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มองไปแล้วฝ่ายค้านจะไม่ค่อยผ่าน ที่จะผ่านร่างส่วนใหญ่เป็นของรัฐบาล หากจะมีการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาล ก็จะต้องมีการต่อรองกับผู้มีบารมี และเชื่อว่าผู้มีบารมีของพรรคเพื่อไทยยังเป็นที่เกรงอกเกรงใจของคนที่มีบารมีเหนือ ส.ว.อีกขั้นหนึ่ง ลึกๆ แล้ว เจ้าของพรรคที่มีบารมีไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ กล่าวง่ายๆ หากทักษิณ ชินวัตร เห็นด้วย เชื่อว่าจบไปนานแล้ว แต่ทักษิณไม่เห็นด้วย ทำให้บรรดาผู้นำแถว 2 ที่ไม่มีบารมี แต่อยากจะสร้างพื้นที่ทางสังคม จึงต้องเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะตัวเองไม่มีพื้นที่ ไม่มีความโดดเด่นเท่ากับทักษิณก็ต้องเล่นเกมนี้ไป
หากต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ให้รอดูสัญญาณทักษิณเพราะต้องมีการพูดคุยกับผู้มีบารมีเหนือกลุ่ม ส.ว. หลังจากนั้น ส.ว.ก็จะทำตาม ซึ่งง่ายมากหากต้องการทำ แต่เขารู้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเกมการเมืองหลอกต้มประชาชน เพราะมองไปแล้ว ส.ว.ไม่เอาด้วย ทุกอย่างก็ต้องเลิกกันไป
กล่าวไปแล้วการแก้รัฐธรรมนูญ ในทรรศนะของผมยังมืดมนมาก ตราบใดที่ ส.ว.ไม่เห็นด้วย การยกร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอมานั้น จึงไม่มีประโยชน์อะไร

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เป็นเรื่องที่ดี ที่เราเห็น 2 พรรคการเมือง คือ พรรคที่ชนะการเลือกตั้งลำดับ 1 กับลำดับ 2 คิดเห็นเหมือนกัน คือยังไงก็ต้องแก้ไข และเห็นตรงกันว่า ใครคืออุปสรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าดูจากการยึดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ก็จะพบว่า ทั้งพรรค
เพื่อไทยและพรรคประชาชนมองว่าวุฒิสภาคืออุปสรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เลยเกิดแนวทางเดียวกันก็คือ พยายามที่จะดึงเสียงหลักเกณฑ์ที่จะใช้หลักเกณฑ์ ส.ว. 1 ใน 3 ออกไป ทั้งวาระหนึ่งและวาระ 3 นี่คือสิ่งที่ 2 พรรคเหมือนกัน
แน่นอนว่าในรายละเอียดอาจจะมีข้อมูลที่แตกต่างกันมาก แต่ในประเด็นที่เหมือนกันเป็นสัญญาณที่ดีต่อประชาธิปไตยไทย ทั้งพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล กับพรรคที่เป็นแกนนำฝ่ายค้าน สามารถจะขับเคลื่อนฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกันได้ เพราะเราอยู่ในระบบรัฐสภา อำนาจอธิปไตยก็จะอยู่กับฝ่ายสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน ด้วยเหตุเช่นนี้ก็เลยเกิดภาพการเป็นตัวแทนที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายสภาล่าง ก็คือ ส.ส. กับฝ่ายสภาสูงคือ ส.ว.
หลักของการแก้มาตรา 256 ในวันนี้เห็นการเปิดสงครามระหว่างสภาล่างที่มีต่อสภาสูงอย่างชัดเจน และหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย ก็คือสีแดงกับสีส้มจับมือกันปิดสวิตช์ ส.ว. จริงๆ ในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 4/2564 ได้วางหลักเกณฑ์ในการที่จะทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสามารถที่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการไปสอบถามว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ และพอได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ค่อยทำประชามติอีกครั้งหนึ่ง หมายความว่า จะเหลือการทำประชามติแค่ 2 ครั้งเท่านั้น และถ้าปิดสวิตช์ ส.ว.ได้จริงๆ ทำให้เราเห็นโอกาสในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐบาลนี้
แต่ต้องยอมรับว่า คงไม่ได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในรัฐบาลนี้หรอก แต่ถ้าก้าวแรกอย่างน้อยที่สุดที่จะสามารถแก้มาตรา 256 ได้ แล้วเปิดให้มีการทำประชามติ และเปิดประตูให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก่อนที่มีการเลือกตั้งปี 2570 จะเป็นโอกาสดีของการเมืองไทยที่ได้รื้อรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เป็นผลพวงมาจากการทำรัฐประหาร ปี 2557
ในส่วนกรณี พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. วิปวุฒิสภา ไม่เห็นด้วยที่ตัดเสียง ส.ว. 1 ใน 3 มองว่าขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มองว่า 1 ใน 3 ยังน้อยกว่าเสียงเกินกึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ ในส่วนของ ส.ว.ต้องยอมรับว่า ส.ว.ไม่ได้ยึดโยงโดยตรงกับประชาชน ตรงนี้ต่างหากที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย การที่จะได้มาซึ่ง ส.ว.ในชุดนี้ ต้องใช้เงินไปสมัครถึงจะมีสิทธิเลือก เป็นการเลือกกันเอง เพราะฉะนั้น ในตัวเลือกของ ส.ว. ในเรื่องความชอบธรรมที่มีความนิยมกับประชาชนหรือไม่ ต้องถูกตั้งคำถามแน่ๆ
อีกเรื่องที่ควรจะตั้งคำถามต่อไปคือ ความตั้งใจในมาตรา 256 ที่ตั้งใจให้ ส.ว.เป็นคนขวางการแก้รัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีการแก้ไขยากถึงขนาดนี้ สุดท้ายแล้วก็ต้องอยู่กับกติกาที่เป็นผลพวงของรัฐประหารปี 2557 การเป็นประชาธิปไตย คือการเปิดทางให้มี ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง 100% นั่นก็คือเป็นประชาธิปไตย
การถ่วงดุล สามารถถ่วงดุลได้จากการโหวตทั้งสภา เพราะว่าคะแนนเสียงจะต้องนับทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ร่วมกัน ส.ว.ก็จะได้มีเสียงเท่ากับ ส.ส. แต่ไม่ต้องมานับเฉพาะ ส.ว.เป็น 1 ใน 3 อีก โหวตทั้งสภาไปเลย แน่นอนพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยอยู่ตรงที่พรรคเพื่อไทยเอากึ่งหนึ่งมาจากทางรัฐสภา ซึ่งกึ่งหนึ่งของทั้งรัฐสภา หมายความว่าต้องได้เสียงประมาณ 346 เสียงจาก 692 คน อันนี้คือเวอร์ชั่นของพรรคเพื่อไทย แต่เวอร์ชั่นพรรคประชาชนจะไปเพิ่มเงื่อนไขขึ้นมานิดหน่อยคือเสียง ส.ส.ต้องเป็น 2 ใน 3 เพราะฉะนั้นจำนวนการโหวตก็จะมากขึ้นอีกหน่อย สุดท้ายก็ต้องมาร่วมโหวตร่วมกัน ไม่ต้องเป็น 1 ใน 3 ของ ส.ว. ตรงนี้ก็เลยมองว่าเราไม่ได้ตัดอำนาจของ ส.ว. ส.ว.ก็ยังมีสิทธิได้โหวตอยู่ แต่เป็นการโหวตร่วมกันในรัฐสภา ตามสิทธิของ ส.ส.และ ส.ว. ที่มีการประชุมร่วมกัน
ปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้การโหวตประสบความสำเร็จคือต้องให้ ส.ว.โอนอ่อนตามได้ แต่ในปัจจุบันเป็นการเปิดสงครามระหว่าง ส.ส.กับ ส.ว.
ส.ส.ก็คือสีแดงกับสีส้มจับมือกัน อาจจะโดนคว่ำทั้ง 2 ร่างเลยก็ได้ อย่างน้อยที่สุดในครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าให้ผ่าน เพราะเคลื่อนไหวโดยบอกว่าสุดท้ายแล้ว แก้ไม่ได้แล้วเพราะใคร ก็จะได้เห็นว่าองค์กรไหน ที่เป็นองค์กรที่ขวางกั้นการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าร่างเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน ผมก็มองว่าเป็นผลดีทั้งคู่ แม้ว่ารายละเอียดอื่นๆ จะต่างกันเช่น ที่มาของ ส.ส.ร.ก็ตาม แต่ว่าถ้าแค่สักร่างหนึ่งของการแก้มาตรา 256 ไม่ว่าสีส้มหรือสีแดง ถ้าผ่านก็ถือว่าดีมากๆ แล้ว

