หน้าแรก การเมือง พิชัย นริพทะพ...

พิชัย นริพทะพันธุ์ รุก‘เอฟทีเอ’เรือธงประเทศ

13.01.25 | 13:45 น.

หมายเหตุนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับมติชน ถึงปัจจัยเสริมความเชื่อมั่นประเทศ และแนวทางบริหารจัดการของกระทรวงพาณิชย์ในปี 2568

ปัญหาหลักความเชื่อมั่นประเทศไทย มีมาต่อเนื่องหลายปี แต่หลังการเลือกตั้งในปี 2567 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ต้องยอมรับความเชื่อมั่นกลับมาฟื้นตัว และความเชื่อมั่นในมิติต่างๆ ดีขึ้น สะท้อนได้จาก 1.ตัวเลขการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) 9 เดือนแรกของปี 2567 เพิ่มขึ้น 42% สูงสุดในรอบ 10 ปี และทั้งปี 2567 มูลค่าน่าจะถึงล้านล้านบาท แสดงถึงความมั่นใจต่อการค้าและผลจากการลงทุน จากที่ได้มีโอกาสร่วมคณะเดินทางไปเยือนต่างประเทศกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือนำคณะกระทรวงพาณิชย์ไปเยือนเองโดยตรง จะมีเสียงตอบรับค่อนข้างดีและดีมากจากนักลงทุนในประเทศที่ไปเยือน นายกรัฐมนตรีได้สร้างความมั่นใจให้กับประเทศต่างๆ หันมาสนใจประเทศไทยได้เยอะขึ้น หลายการประชุมในเวทีต่างประเทศ ปรากฏว่ามีบุคคลและองค์กรขอนัดเข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นจำนวนมาก อย่างการประชุมสุดยอดอาเซียน หรือ ASEAN Summit ขอนัดพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีไทยมากถึง 20 นัดหมาย หลายประเทศแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนและต้องการเพิ่มการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น อย่างเปรู หรือกระทรวงพาณิชย์ ก็มีผู้บริหารรัฐบาลและภาคเอกชนในหลายประเทศ เข้าพบต่อเนื่อง ต่างก็บอกว่าจะมาลงทุนในไทยในหลากหลายแขนง แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ได้สร้างความมั่นใจได้อย่างชัดเจน

ปัจจัยที่ทำให้ไทยมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น เพราะได้วาง position ประเทศที่ถูกต้อง คือ 1.ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง อย่างสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่อีกด้านก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เมื่อเราวางตัวเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการค้าและการลงทุน ตอนนี้สหรัฐเพิ่งเปลี่ยนประธานาธิบดีและได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ผมพร้อมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ มีแผนจะพบปะพูดคุยกับคณะผู้บริหารใหม่ของสหรัฐ ซึ่งมีหลายประเด็นหารือเพื่อลดอุปสรรคการค้าและเพิ่มการค้าระหว่างกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ ทูตสหรัฐได้นำคณะนักลงทุนมาไทยและได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างๆ ต่างก็แสดงความมั่นใจที่จะลงทุนในไทยทั้งรายใหม่และรายเดิมที่ลงทุนแล้วจะเพิ่มการลงทุนอีก อย่าง กลุ่มบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของโลก เพื่อรองรับ Cloud-Data Center ยังมี Seagate Technology และ ฮิวเลตต์-แพคการ์ด ก็จะโยกลงทุนจากจีนมาไทย เพื่อผลิตป้อนทั่วโลก รวมถึงห้างค้าปลีกวอลมาร์ต ระบุต้องการซื้อสินค้าไทยมากขึ้น โดยอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการ ซึ่งจะมีเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งการตรวจสอบย้อนกลับ และให้ความมั่นใจต่อการผลิตป้อนส่งมอบ

2.การใช้พลังงาน ปัจจุบันที่มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าอยู่ 29% ต่อไปจะเหลือ 17% ในปี 2580 ส่วนที่เหลือเป็นการผลิตไฟฟ้าในภาคเอกชนและนำเข้าจากต่างประเทศ ที่เป็นพลังงานสีเขียวมากขึ้น ไทยมีพลังงานที่มากเพียงพอ ส่วนเกินยังแยะที่สามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องกังวล เป็นเรื่องที่เราให้ความเชื่อมั่นได้ ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม มีปัญหาเรื่องพลังงานไฟฟ้าตก สินค้าบางประเภท เช่น อิเล็กทรอนิกส์ แผ่นวงจรพิมพ์ (พีซีบี) หากไฟฟ้าตกจะเสียหายแยะมาก โรงงานบางแห่งไฟฟ้าตกเกิดความเสียหายเป็นร้อยล้านบาทต่อการตก
1 ครั้งก็มี เป็นสิ่งที่เวียดนามกำลังประสบ สมัยผมดูแลกระทรวงพลังงาน ได้เตรียมแผนกำลังผลิตไฟฟ้ารองรับเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้โตปีละ 5% เมื่อเศรษฐกิจโตต่ำ พลังงานก็เหลือแยก แต่จากนี้ในอนาคตอาจไม่เพียงพอ เพราะเราดึงอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามาลงทุน

3.Food Security (ความมั่นคงทางอาหาร) เป็นส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ กำลังทำแผนงาน ตอนนี้หลายประเทศให้ความสนใจมากขึ้น เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อยากเข้ามาลงทุนเรื่องนี้ ซึ่งกำลังทำโมเดลทางธุรกิจว่าควรจะมีรูปแบบดำเนินการอย่างไร เน้นการแก้ปัญหา Food Security ให้แก่ประเทศที่มีความต้องการ ซึ่งจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสและช่วยต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิต

Advertisement

4.การเจรจาเปิดการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นอีกเรื่องที่จะสร้างความมั่นใจ เป็นเรื่องสำคัญมากจากนี้ จะเป็นเรือธงสำหรับปี 2568 เลย ซึ่งที่ผ่านมาหลายปีไทยไม่เกิดการเจรจาใหม่ๆ เลย และหลายกรอบหยุดการเจรจา ในปี 2567 มีความสำเร็จของการเจรจาความตกลงการค้าเสรี กับสมาคมการค้าเสรียุโรป ประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ หรือเอฟทีเอ ไทย-เอฟตา หากเทียบกับประเทศคู่แข่งในตลาดโลกของไทย อย่างประเทศเวียดนาม ได้เปรียบด้านต้นทุนผลิต ค่าแรงงาน ค่าที่ดิน ค่าไฟฟ้า ถูกกว่าไทยแล้ว เวียดนามยังมีเอฟทีเอกับ 56 ประเทศ ขณะที่ไทยมีเพียง 19 คู่สัญญา ซึ่งการที่เวียดนามมีเอฟทีเอจะประหยัดด้านภาษีนำเข้าได้ 20% และราคาสินค้าถูกกว่าไทยถึง 40% ที่ผ่านมาทำให้นักลงทุนต่างชาติแห่ไปลงทุนในเวียดนามกันหมด ดังนั้น ไทยต้องเร่งเรื่องเจรจาเอฟทีเอ ที่ผมเจอต่างชาติไปต่างประเทศตลอด เพราะต้องการผลักดันเรื่องนี้ ทั้งนี้ เอฟทีเอ ไทย-เอฟตา จะมีการลงนามในระดับผู้นำ ในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้หลายประเทศอยากมี FTA กับไทย เช่น EU เกาหลีใต้ UK แคนาดา และอื่นๆ โดยจะเป็นผลต่อเนื่องช่วยผู้ประกอบการของไทยให้ส่งออกได้มากขึ้น

สำหรับบทบาทกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการส่งออก และดูแลปัญหาปากท้องนั้น กระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบันเน้นหลักการทำงาน 80 : 20 คือ 80% มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร และอีก 20% เน้นการกำกับดูแลเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลมุ่งให้เศรษฐกิจการค้าไทยเข้มแข็ง เป็นธรรม โตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ดูแลราคาสินค้าเกษตรและผลักดันราคาเพื่อให้เป็นปีทองของสินค้าเกษตรไทยอีกปี จากปี 2567 ผลักดันราคาพืชเกษตรสูงได้ 23% รักษาความเป็นผู้นำ อย่างส่งออกข้าว จะเปิดเสรีสนับสนุนรายเล็กให้ส่งออกเต็มที่ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เร่งปลดล็อกหรือปรับลดกฎระเบียบข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจโดยช่วยเอสเอ็มอี เสริมช่องทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าแบรนด์ไทย ผ่านโครงการผลักดัน Soft Power โดยสั่งสร้าง Thailand Brand ให้เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพสินค้าไทย ปรับโฉมเครื่องหมาย Thai Select มุ่งสร้างดาวให้เมนูอาหารเป็นหลัก หรือสตาร์มิชชิน สานต่อการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ ปีก่อนตั้งอนุกรรมการ 2 คณะที่จะหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องปรามกันต่อไป ทำไปพร้อมกับแก้ปัญหานอมินี จากที่เข้มงวดเบื้องต้นลดมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท และขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ เพิ่มพื้นที่ขาย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามโอกาสต่างๆ

ด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันการส่งออกและการค้าชายแดน สำหรับปี 2568 นี้ ผมยังเห็นตรงข้ามกับนักวิเคราะห์หลายคนมองเศรษฐกิจไม่ดี แต่ผมยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีและดีขึ้นเรื่อยๆ และคงรักษาความมั่นใจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สะท้อนจากตัวเลขส่งออก เมื่อปลายปี 2566 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าปี 2567 ส่งออกจะโตได้ 1-2% แต่ 10 เดือนแรกปี 2567 โตเกิน 5% แล้ว คาดว่าทั้งปี 2567 จะเกิน 5.1% โดยปี 2568 ตั้งเป้าโต 2-3% เพราะยังมีปัจจัยเฝ้าระวังสูงอยู่ ผนวกกับภาคการลงทุนผ่านบีโอไอพบว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการส่งออกและลงทุนจะสัมพันธ์กัน หากลงทุนแยะก็จะส่งออกแยะ สะท้อนจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนใหม่ต่ำการส่งออกจึงต่ำตาม โตแค่ 1% กว่าเท่านั้น

เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเล็กและเปิด เราต้องพึ่งพาต่างประเทศแยะ ที่ว่าไทยต้องโตด้วยตัวเอง พึ่งพาบริโภคภายใน เข้าใจผิด ประเทศลักษณะอย่างไทย ต้องพึ่งส่งออก ต้องผลิตได้แยะ และแข่งขันกับต้นทุนประเทศอื่นๆ ให้ได้ เราไม่ใช่อย่างจีนมีประชากรเป็นพันล้านคน บริโภคภายในสามารถดันเศรษฐกิจขยายตัวได้ แต่ไทยมีประชากร 60-70 ล้านคน ต้องพึ่งพาส่งออก อย่างสิงคโปร์ส่งออก 100% ต่อจีดีพี แต่ไทย 70-80% ต่อจีดีพี ถือว่าน้อย เราต้องขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่บริโภคภายในก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อดึงเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่แล้ว คือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ออกมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งต้องได้ความร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วยในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ควรให้เงินบาทแข็งเกินไป เพราะจะทำให้เศรษฐกิจโตช้า อย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ค่าเงินต่ำกว่าสมัยต้มยำกุ้งตลอด แต่ไทยสมัยต้มยำกุ้งเฉลี่ย 44 บาท ปัจจุบัน 33 บาท จึงแข่งขันได้ยาก และเศรษฐกิจไทยก็จะต่ำอยู่อย่างนี้ ทั้งที่เศรษฐกิจควรโตได้ 5% อย่างจีนประเทศใหญ่แค่โต 4-5% ยังต้องลดค่าเงินและอัดฉีดเงินกระตุ้น

ที่ผ่านมาได้มอบ 10 นโยบายให้กับกระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการ เพื่อสร้างโอกาส และความเชื่อมั่นให้ประเทศ ประกอบด้วย 1.ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจการค้า สื่อสารให้ทราบแนวทางของพาณิชย์และแนวทางเศรษฐกิจของรัฐบาล 2.เร่งเจรจา FTA ให้ปิดจบได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มการค้าการลงทุน 3.เตรียมการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่ดาวอส ซึ่งจะเซ็นสัญญา FTA กับเอฟตา 4.ขยายช่องทาง Food Security ยกเป็นคลังอาหารของโลก 5.เปิดโอกาสให้รายย่อยค้าเสรีข้าว ซึ่งวันที่ 17 มกราคมจะประชุมกับทุกกระทรวงเพื่อปรับกฎระเบียบ 6.การดูแลราคาสินค้าเกษตร เริ่มที่มันสำปะหลัง 7.ปรับโฉม Thai SELECT ให้เทียบชั้น MICHELIN Star 8.สานต่อแก้ปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และสินค้าด้อยคุณภาพปราบนอมินี 9.ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล 10.สร้าง Thailandbrand มุ่งส่งเสริม SME ใหม่ๆ

ด้านการเมืองไม่ค่อยห่วง ประเทศไทยก้าวพ้นแล้วกับรูปแบบเดิมๆ ที่ผ่านมา ประชาชนน่าจะเรียนรู้และให้น้ำหนักสนใจเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองน้อยลง เชื่อว่าจะหันไปเน้นเศรษฐกิจมากขึ้น

รัฐบาลปัจจุบันกำลังปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ พยายามดึงการลงทุนขนาดใหญ่ เปิดประตูการค้า ลดภาระและอุปสรรคต่างๆ ล้วนเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และสร้างโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต