48 ปี มติชน เชื่อมั่นประเทศไทย
Trust คือความเชื่อมั่นในตัวบุคคล กลุ่มบุคคล รวมถึงประเทศชาติก็ได้ องค์ประกอบที่ก่อร่างจนกลายเป็นความไว้วางใจและความเชื่อมั่นเช่นนี้ได้มีหลากหลาย
อาทิ มีความรู้ ความสามารถ ความตั้งใจและเป้าหมายที่ชัดเจน มีความมุมานะพยายามไปให้ถึงเป้าหมาย และอื่นๆ
หากเป็นบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น ย่อมสามารถเดินหน้าตามมาตรวัดได้ด้วยตัวเอง
แต่สำหรับความเชื่อมั่นประเทศนั้น การจะทำให้เกิดขึ้นได้ ต้องใช้ความพยายามที่มากกว่า
เพราะประเทศมีองค์ประกอบ ได้แก่ อำนาจอธิปไตย รัฐบาล ดินแดน และประชาชน
หากจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ต้องพึ่งพาทุกองค์ประกอบ
เนื่องในโอกาสที่มติชนก้าวสู่ปีที่ 48 ในวันที่ 9 มกราคม 2568 กองบรรณาธิการมติชนได้จัดทำฉบับพิเศษ นำเสนอ “48 ผู้ทรงอิทธิพล Trust Thailand 2025”
ผู้ทรงอิทธิพลที่คิดว่าจะเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดความเชื่อมั่น
เหตุที่เป็น 48 คน เพราะปี 2568 มติชนก้าวเข้าสู่ปีที่ 48 ทั้งๆ ที่ยังมีผู้สมควรได้รับการคัดเลือกอีกมาก
แต่เมื่อตั้งใจขีดกรอบกำหนดไว้ที่ 48 คน กองบรรณาธิการก็ต้องตัดสินใจ
การนำเสนอผู้ทรงอิทธิพลในฉบับพิเศษนี้ เพื่อบ่งบอกว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า จำเป็นต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน
น่าสังเกตว่าผู้ทรงอิทธิพลทุกคนมีความเหมือนและความแตกต่างกัน
แต่ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จในชีวิต
ทุกคนที่ประสบความสำเร็จล้วนมีความเชื่อมั่น
เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในอาชีพ เชื่อมั่นในเป้าหมายที่เดินเข้าไปหา
พลังแห่งความเชื่อมั่นดังกล่าว หากนำมาเสริมเติมเต็ม สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ
ชักจูง โน้มน้าวให้คนในชาติร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าด้วยกัน
ปี 2568 อะไรที่ตั้งใจไว้ว่าอยากเห็น น่าจะปรากฏผลได้ไม่เกินปลายปี
ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี
30 ปีในวิถีการเมืองไทย
“ทักษิณ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศไทย ในวัย 75 ปี จัดอยู่ในระดับผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองของไทย นับตั้งแต่เจ้าตัวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในนามพรรคพลังธรรม ในปี 2537
ก่อนที่จะมามีบทบาททางการเมืองขีดสุด เมื่อเจ้าตัวตัดสินใจมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2541 และชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2544 ได้ ส.ส. 248 ที่นั่ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้รับเลือกเป็นนายกฯคนที่ 23
พร้อมกับเดินหน้านโยบายประชานิยม อาทิ นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายโอท็อป การปราบปรามยาเสพติด ก่อนจะนำพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง เมื่อปี 2548
กวาด ส.ส.มาได้ 377 เสียง จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวบริหารประเทศ แต่ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
จากนั้นเขาถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) คณะรัฐประหารซึ่งแปรสภาพมาจาก คปค. เป็นผู้แต่งตั้ง ทำการอายัดทรัพย์ของทักษิณและครอบครัวในประเทศไทยรวม 76,000 ล้านบาท พร้อมถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองหลายคดี
ก่อนที่ “ทักษิณ” จะออกนอกประเทศ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2551 จนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นับเป็นเวลา 17 ปี ที่ “ทักษิณ” ได้กลับมายังประเทศไทย พร้อมกลับมารับโทษเป็นผู้ต้องขัง ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 3 คดี เป็นเวลา 8 ปี ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ก่อนที่เจ้าตัวจะถูกส่งไปพักรักษาตัวในช่วงคืนเดียวกัน ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
แล้วได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือ 1 ปี ก่อนจะได้รับการพักโทษเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567

เมื่อสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในห้วงที่ได้รับการพักโทษ “ทักษิณ” จึงกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง แม้จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฉากหน้าได้ แต่เจ้าตัวยังลงพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้สัมภาษณ์สื่อ โชว์วิสัยทัศน์ในเวทีต่างๆ รวมทั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้กับพรรคเพื่อไทย (พท.)
ดังเช่นบทสัมภาษณ์ ที่ “ทักษิณ” เปิดเผยผ่านสำนักข่าว “Nikkei Asia” ไว้ว่า เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับไทยในการที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ไร้เสถียรภาพในปัจจุบัน ซึ่งความไม่สงบทางการเมืองส่งผลให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนลดลง
ส่วนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตรนั้น “ทักษิณ” มองว่า ประสบความสำเร็จในการผสมผสานประสบการณ์ของพ่อในฐานะนักการเมือง กับความคิดของคนรุ่นใหม่ ส่วนทักษิณได้ทำหน้าที่เป็นผู้เสนอแนะ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ ในฐานะอดีตนายกฯ
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 “ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ สตีฟ ฟอร์บส์ ประธานและบรรณาธิการบริหารของ Forbes Media ระหว่างเข้าร่วมกิจกรรม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 22 ที่โรงแรม The Ritz Carlton, One Bangkok ถนนวิทยุ
“ชีวิตของผมเริ่มธุรกิจมาจากศูนย์ และผ่านความยากลำบากมามากมายก่อนจะประสบความสำเร็จในโลกของธุรกิจ ได้เห็นนรกก่อนเห็นสวรรค์ในธุรกิจ หลังจากนั้นก็โดดลงมาเล่นการเมือง เพราะทุกครั้งที่ไปต่างจังหวัดก็ยังเห็นคนที่ยากจนเป็นเหมือนเดิม ฉะนั้นจึงคิดว่า นอกจากช่วยตัวเอง ช่วยครอบครัวแล้ว ทำไมไม่ช่วยคนที่ไม่มี ทำให้ตัดสินใจลงเล่นการเมือง ช่วงประสบความสำเร็จมากเห็นสวรรค์ในการเมือง และเห็นนรกตามมาทีหลัง นรก-สวรรค์ คือชีวิตผมเลย มีขึ้นและมีลง ตอนนี้คิดว่าน่าจะอยู่บนพื้นดินแล้ว ไม่เอาสวรรค์ ไม่เอานรกแล้ว
ตอนนี้เราอยู่ในรัฐบาลผสม มีพรรคการเมืองมารวมกัน จะต้องมีข้อตกลงร่วมกันในการทำหลายสิ่ง บางเรื่องเราอาจจะไม่ได้เห็นรัฐบาลผสมหลายเรื่อง แต่โชคดีว่าส่วนใหญ่คนที่อยู่ในรัฐบาลผสมด้วยกันก็เคยทำงานร่วมกับผมตอนที่ตั้งพรรคไทยรักไทย ในปี 1998 (ปี พ.ศ.2541) และเรากลายเป็นรัฐบาลในปี 2001 (ปี พ.ศ.2544) ซึ่งคนที่เป็นตัวหลักส่วนใหญ่เคยเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2544 มาก่อนก็ถือว่ายังโอเคอยู่”
น่าสังเกตว่าแม้ทักษิณจะจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ 17 ปี แต่ดูเหมือนว่าแนวคิดในการแก้ไขปัญหาประเทศยังคงแจ่มชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ดูได้จากเนื้อหาการบรรยายพิเศษในหัวข้อ อนาคตอีสาน โอกาสประเทศไทย ที่ทักษิณกล่าวในงานสัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ซึ่งเครือมติชน ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จัดขึ้นที่หอประชุมราชภัฏรังสฤษฏ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 โดยอดีตนายกฯคนที่ 23 เปิดวิสัยทัศน์และนโยบายที่สำคัญๆ ต่อการขับเคลื่อนประเทศผ่านรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ไว้อย่างน่าสนใจว่า
1.การปรับระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เปลี่ยนการให้ความสำคัญจาก “ปริญญา” เป็น “ทักษะและความชำนาญ” ใช้มหาวิทยาลัยในภูมิภาคเป็นศูนย์กลางในการฝึกอบรม เช่น การเรียนรู้เทคโนโลยี AI และระบบอีคอมเมิร์ซ 2.การส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ สนับสนุนการพัฒนาสินค้า OTOP ให้มีคุณภาพและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก สร้างโอกาสให้คนอีสานในอาชีพที่สร้างรายได้สูง เช่น นางแบบ นักกีฬา หรือนักดนตรี
3.การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม สอนให้คนอีสานใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI, Chat GPT และระบบการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
การปรับปรุงเกษตรกรรมในอีสานให้เป็น “เกษตรแม่นยำ” ด้วยการใช้เทคโนโลยี เช่น การวิเคราะห์ดิน น้ำ และภูมิอากาศ เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชที่เหมาะสมและเพิ่มผลผลิตได้ เทคโนโลยีช่วยให้เราวางแผนการเกษตรได้ดีกว่าเดิม เราต้องนำระบบเหล่านี้มาใช้ในอีสาน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

นายกฯคนที่ 23 ยังเสนอแนะอีกว่า การสร้างสกุลเงินใหม่ผ่านคริปโทเคอร์เรนซี ดังนั้นสหรัฐอเมริกากำลังเพิ่มเม็ดเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจในรูปแบบของคริปโท ถ้าเราไม่ทำก็ไม่ทันเขา แต่เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่เกิดความเสี่ยง พันธบัตรที่เราต้องออกทุกปี ปีละ 8 แสนล้านบาท นำเงินส่วนนั้นออกมาและให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดีหรือไม่ ผมบอกว่าให้ออกธนบัตรแล้วขายบุคคลทั่วไปดีหรือไม่ ให้ประชาชนรายย่อยซื้อได้ โดยให้อายุพันธบัตรสั้นลงเพื่อให้สามารถหมุนเวียนในตลาดได้ ออกมาในรูปแบบของเหรียญหรือคอยน์ เงินเหล่านี้จะตกไปอยู่ในเงินของประชาชน จะใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ หากไม่ใช้ก็ได้ดอกเบี้ย ใช้ก็มาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ดีกว่าเอาไปไว้ที่สถาบัน แช่เอาไว้ แล้วถึงเวลาก็ได้ดอกเบี้ยเราไป ซึ่งจะนำมาใช้กับทุกภาคทั้งประเทศเพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่เช่นนั้นจีดีพีเราไม่มีทางโต ทำนายกี่ครั้งก็ 2% ผมฟังแล้วรู้สึกแย่ ผมมองว่าต้องทำให้ถึง 4-5% ให้ได้ และคิดว่าไม่น่ายากเกินไป
นอกจากนี้ นายกฯคนที่ 23 ยังให้แนวคิดถึงแนวทางการบริหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศด้วยว่า ต้องเริ่มที่เชื่อมั่นในตัวเราเองก่อน
“วันที่ผมเป็นนายกฯครั้งแรก สื่อต่างประเทศถามผมว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยขณะนั้นมันดูยากมาก ยุ่งมาก ผมจะเริ่มต้นอะไรก่อน
ผมบอกให้ไปดูคัมภีร์ของคุณที่บอกว่า Help yourself before god can helps you
นี่คือสิ่งที่ผมมุ่งมั่น ผมจะพึ่งตัวเองจนสุดความสามารถก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ทุกถ้อยคำของทักษิณ ชินวัตร แสดงถึงความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นดังกล่าว ทำให้เขาประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ ประสบความสำเร็จในทางการเมือง กระทั่งได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แม้ขณะนี้ทักษิณจะไม่มีตำแหน่งใดๆ แต่ก็ยังถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนไทยและนักลงทุนชาวต่างชาติได้เสมอ
ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทย

แพทองธาร ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี คนที่ 31
ปลุกสร้างความเชื่อมั่นประเทศ
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 วัย 38 ปี ตามมติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ให้ความเห็นชอบ 319 ต่อ 145 เสียง งดออกเสียง 27 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง
ถือเป็นนายกฯอายุน้อยที่สุดของประเทศไทย และเป็นนายกฯหญิง คนที่ 2 ต่อจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ผู้เป็นอา รวมทั้งเป็นนายกฯคนที่ 3 ของ “ตระกูลชินวัตร” ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกฯคนแรก
“น.ส.แพทองธาร” เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของ “ทักษิณ ชินวัตร” นายกฯคนที่ 23 กับ “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และระดับปริญญาโท การบริหารงานโรงแรม มหาวิทยาลัยเซอร์รีย์ ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันสมรสกับ “ปิฎก สุขสวัสดิ์” มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ ด.ญ.ธิธาร สุขสวัสดิ์ และ ด.ช.พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์
นับตั้งแต่ “น.ส.แพทองธาร” ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่นายกฯ ต่อจาก “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกฯ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ได้เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่อจากรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้วางรากฐานไว้ โดยเฉพาะการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
“น.ส.แพทองธาร” นับเป็นอีกหนึ่งสตรีผู้ทรงอิทธิพลต่อการเมืองไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ
จากนี้คือแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประเทศของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ ที่นำเสนอผ่าน “มติชน”
⦁ ในฐานะผู้นำของฝ่ายบริหารกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีแนวทางและวิธีการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศอย่างไร
ความเชื่อมั่นของประเทศมาจากความเชื่อมั่นของประชาชน และความเชื่อมั่นของประชาชน เกิดจากความเชื่อมั่นและมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างที่เคยหาเสียงไว้
ขณะที่เวลานี้ คนไทยจำนวนมากจมอยู่ในกับดักหนี้สิน เพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเรื้อรังทางด้านเศรษฐกิจของประเทศที่เราโตต่ำกว่าศักยภาพมากกว่า 10 ปี ดังนั้นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่น คือผลงานที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล ทั้งในเรื่องการฟื้นฟูด้านการท่องเที่ยว ซึ่งปีที่ผ่านมาเรามีนักท่องเที่ยวเกินเป้า 35 ล้านคนที่ตั้งไว้ ทั้งจากมาตรการด้าน VISA และการบิน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจจะมีปัญหาในช่วงแรก แต่สุดท้ายเราสามารถดำเนินการสำเร็จแล้วในเฟสแรก และกำลังจะสำเร็จในเฟสที่สอง รวมไปถึงการยกระดับราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตอนนี้ ทั้งข้าว ทั้งยางพารา ที่ราคาขยับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าลดรายจ่ายประชาชน ทั้งเรื่องราคาพลังงานที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง และโครงการใหม่ๆ เช่น บ้านเพื่อคนไทย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายหรือ 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งขยายผลครบทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว ควบคู่กับโครงการที่ให้ความหวัง สร้างโอกาส เช่น สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้คนไทยผ่านโครงการ OFOS หรือ One Family One Soft Power กระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กๆ ผ่านโครงการ ODOS หรือ Opportunity for Development and Outstanding Scholarship รวมไปถึงการลดการผูกขาด เปิดโอกาสให้เจ้าของกิจการรายเล็กได้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อให้ทำมาค้าขายได้สะดวกขึ้น
ดิฉันเชื่อว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ คือการพิสูจน์ว่า รัฐบาลทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ทั้งการสร้างรายได้ และลดรายจ่ายในระยะสั้น ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง ขยายโอกาสให้พี่น้องประชาชนมองเห็นอนาคตในระยะยาว
⦁ ที่นายกฯประกาศนโยบายที่จะขับเคลื่อนในปี 2568 อาทิ นโยบายบ้านเพื่อคนไทย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และอื่นๆ จะมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศได้อย่างไร
การประกาศนโยบาย คือ การสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบว่าประเทศไทยมีความหวัง มีโอกาส และจะพัฒนาไปในทิศทางไหน จะทำอะไรเพื่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของคะแนนเสียงและเจ้าของประเทศ และรัฐบาลพร้อมกับข้าราชการในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ทั้งในการขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จ และการดูแลพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่พร้อมที่จะรับทำสิ่งที่เราประกาศไว้ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ “ประชาชนรับรู้ ข้าราชการรับทำ” และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า 2568 โอกาสไทย ทำได้จริง
⦁ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคอื่นๆ จะสร้างเสถียรภาพการเมืองให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศอย่างไร
ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัญหาสำคัญที่บั่นทอนเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของประเทศ ดิฉันคิดว่าตอนนี้เราไม่มีเวลาที่จะมาทะเลาะกันแล้ว และเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการที่สุดตอนนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมือง เพราะประเทศต้องเดินหน้าต่อ ในเมื่อทุกๆ พรรคการเมืองมีเป้าหมายอย่างเดียวกัน นั่นคือการผลักดันอุดมการณ์ของแต่ละพรรค ซึ่งปลายทางคือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่เลือกเราเข้ามา สิ่งที่ดิฉันได้ทำมาตลอดในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือ การสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ทุกพรรคสามารถเป็นตัวแทนอุดมการณ์ของประชาชน แสวงหาจุดร่วม และการหาทางออกให้กับจุดต่าง แข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ในเรื่องนโยบาย ภายใต้กติกาที่มีร่วมกัน และเป้าหมายเดียวกัน
⦁ นายกฯเตรียมความพร้อมรับการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งการขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อีกสมัย รวมทั้งประเด็นเรื่องจีโอโพลิติกส์ไว้อย่างไร เพื่อให้มีส่วนสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ
ดิฉันเชื่อว่า เราจะต้องเปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน “Change before you have to” ซึ่งตอนนี้เราได้ตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกามาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ดิฉันเชื่อว่าด้วยข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ และบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Active Promoter of Peace and Common Prosperity รวมทั้งมิตรภาพระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาที่ยาวนาน ประกอบกับศักยภาพทั้งด้านการค้า การลงทุน ทั้งในภาพของประเทศไทย และส่วนหนึ่งของประชาคม ASEAN ที่มีขนาดเกือบ 10% ของประชากรโลก จะเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในการพัฒนาด้านการค้าการลงทุนกับสหรัฐอเมริกาบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

⦁ นายกฯมีแผนหรือแนวทางอย่างไร ในการส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย
ก่อนอื่นจะต้องขอบคุณนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้พยายามอย่างหนักในการนำประเทศไทยกลับมาสู่เวทีโลก ผ่านการเดินสายพบปะผู้นำ และเดินสายเจรจากับนักธุรกิจเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เรามีศักยภาพ ดังนั้น รัฐบาลจะต่อยอดจากผลงานของท่านเศรษฐาที่เริ่มผลิดอกออกผล ทั้งในเรื่องการนำเสนอศักยภาพของไทยในเวทีโลก และการเจรจาการค้า เช่น EFTA ที่กำลังจะได้เซ็นสัญญาเร็วๆ นี้ พร้อมกับสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุนใน Future Industries อาทิ อุตสาหกรรม EV, Data Center, AI และ Semi-Conductor สนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าที่โลกต้องการได้ ส่งเสริมการขยายโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมที่จำเป็น อำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) รวมทั้งเร่งสร้างกำลังคนที่มีคุณภาพโดยเฉพาะการฝึกอบรมคนในทักษะด้านดิจิทัล โดยเป้าหมายสุดท้ายของการลงทุนจากต่างประเทศคือการเพิ่มศักยภาพให้คนไทย และเพิ่มเงินในกระเป๋าให้คนไทย ทั้งที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต และภาคการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม ที่จะต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีด้านเกษตร (Agri-Tech) และเทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) โดยเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรม Wellness รวมถึงการแพทย์ที่เป็นจุดแข็งของเราด้วย
⦁ การเมืองภายในประเทศ ทั้งจากกลุ่มคัดค้าน และการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นผ่านองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศ นายกฯเตรียมความพร้อมไว้อย่างไร
ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะต้อง “Do it right at the first time” หรือทำให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งในเรื่องระเบียบกฎหมาย และในแง่หลักการที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง แล้วเราก็จะพร้อมตอบคำถามสังคม พร้อมรับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะจากกลุ่มที่เห็นต่าง หรือองค์กรอิสระ ถ้ารัฐบาลทำได้ถูกต้องและทำได้ดี ก็จะทำให้ประชาชนพึงพอใจและเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอยู่ข้างประชาชน สิ่งนี้จะเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับรัฐบาลค่ะ
เนวิน ชิดชอบ
ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย
“เนวิน ชิดชอบ” หรือ “โอ้ง” วัย 66 ปี ชื่อนี้นอกจากจะติดอันดับผู้ทรงอิทธิพลทางด้านกีฬาอย่างฟุตบอล ในฐานะประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เจ้าของแชมป์ไทยลีก 10 สมัยแล้ว
ในทางการเมือง “เนวิน” แม้จะวางบทบาทอยู่หลังฉากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในตำแหน่ง “ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย” แต่แกนนำพรรค ส.ส.และสมาชิกพรรค ภท. ตลอดจนคนในแวดวงการเมือง ต่างรับรู้กันดีว่า “เนวิน” คือตัวจริง
เนวินเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองให้กับพรรคสีน้ำเงิน นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรค ภท.ในปี 2551 โดยมีฐานที่มั่นใหญ่ใน จ.บุรีรัมย์
เคยร่วมทำงานกับรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และตีจากพร้อมวลี “มันจบแล้วครับนาย”

ครั้งนั้นเนวินนำพลพรรค ภท.ย้ายขั้วมาสนับสนุน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 27 ขณะที่ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐประหารรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จนมีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 24 มีนาคม 2562 โดย คสช.ต้องการเดินหน้าอำนาจทางการเมืองต่อผ่านพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค แม้จะได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่ 2 แต่ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยทางการเมืองที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้พรรค พปชร.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แปรสภาพจากหัวหน้า คสช. มาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 โดยมีพรรค ภท.เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2 ที่ 51 เสียง
พร้อมกับได้รับจัดสรรดูแลกระทรวงหลักๆ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ล่มหัวจมท้ายจนครบวาระรัฐบาลพรรค พปชร.
แต่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 พรรคขั้วอนุรักษนิยมพ่ายให้กับอดีตพรรคก้าวไกล ที่ชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 ที่ 151 เสียง สุดท้ายเมื่อเงื่อนไขและกติกาทางการเมืองไม่เอื้อ ส่งผลให้พรรคก้าวไกลรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรค พท.จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วมาร่วมกับฝั่งอดีตรัฐบาลพรรค พปชร. ที่มีพรรค ภท. 71 เสียง เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2 ค้ำยันเสถียรภาพให้กับรัฐบาลพรรค พท. พร้อมกับได้โควต้า 8 รัฐมนตรี ดูแล 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และไม่ใช่มีแค่เสียง ส.ส. 71 เสียง ค้ำยันรัฐบาลพรรค พท.

พรรค ภท.ที่มี “เนวิน” เป็นครูใหญ่ ยังถูกเชื่อมโยงกับการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ทั้ง 200 คน ซึ่งมีการสแกนทั้งจากที่มาและความสัมพันธ์กับพรรค ภท. พบว่าในจำนวน ส.ว. 200 คน มีถึง 150 คน ที่จัดอยู่ในกลุ่ม ส.ว.สายสีน้ำเงิน ผ่านจุดยืนและการทำหน้าที่สภาสูง สอดคล้องกับจุดยืนของพรรค ภท. โดยเฉพาะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่ ส.ว.เสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้คงการใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้นในการทำประชามติ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการทำหน้าที่ ส.ว.ต่อการโหวตเลือกบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย และอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคตนับจากนี้
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกนัยยะที่หลายฝ่ายต้องนำไปถอดรหัสทางการเมืองกันต่อ คือ คำอวยพรของ “เนวิน” ในงานวันเกิดของเจ้าตัวในปี 2567 ระหว่างครูปะกำผูกข้อมือเรียกขวัญให้กับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ตอนหนึ่งว่า “ผูกให้เป็นนายกฯ ผูกให้ยิ่งใหญ่ ผูกให้แข็งแรง”
ชื่อของ “เนวิน” แม้จะไม่ใช่หัวหน้าพรรค ภท.ตามกฎหมาย แต่ในทางการเมืองเขาคือหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลต่อการกำหนดฉากทัศน์ของการเมืองไทย
ในบทบาท “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล
ผู้มากบารมีการเมือง
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายใต้การนำทัพของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หนึ่งในพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีฐานคะแนนเสียงจากประชาชนเกือบทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
โดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำ” สามารถเอาชนะใจประชาชน นำ ส.ส.เข้าสภาได้ถึง 71 ที่นั่ง เฉพาะแค่จังหวัดบุรีรัมย์ ก็สามารถกวาดเก้าอี้ ส.ส.แบบแบ่งเขตมาได้ยกจังหวัด ส่งผลทำให้การเลือกตั้งรอบนี้ ภูมิใจไทย (ภท.) ได้ ส.ส.มากสุดเป็นพรรคลำดับที่ 3 รองจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และพรรคเพื่อไทย (พท.)
ซึ่งต้องยอมรับว่า บทบาทของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นักธุรกิจหนุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งตัดสินใจเข้าสู่ถนนทางการเมือง เป็นนักการเมืองแบบเต็มตัว มีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นเป็นพรรคการเมืองลำดับต้นๆ ของประเทศได้

นอกจากงานการเมืองที่โดดเด่นตามรอยบิดา อย่าง “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ “ภารกิจหัวใจติดปีก” อาสาขับเครื่องบินนำทีมแพทย์ไปยังพื้นที่ต่างๆ สนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ และช่วยต่อลมหายใจผู้ป่วยที่รอความหวัง ซึ่งเป็นภารกิจที่ทำมานานนับสิบปี
ส่วนบทบาทในฐานะนักการเมือง ต้องยอมรับว่ามีความโดดเด่นขึ้นทุกๆ ปี โดยเฉพาะบุคลิกและสไตล์การทำงาน ทั้งนี้ ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำทัพพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าร่วมรัฐบาล
ปัจจุบัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนงาน ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกประชาชนตามภารกิจงานและนโยบายของรัฐบาล
แต่ทว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยถูกจับตาถึงความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันมาตลอดว่ายังคงแน่นปึ้ก ไม่มีบาดหมางและรอยร้าวเกิดขึ้นระหว่างกันหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่ามีประเด็นหลายเรื่องที่ทั้ง 2 พรรคมีความคิดเห็นต่างกัน ทั้งกัญชาเสรี ข้อพิพาทคดีเขากระโดง รายงานผลการศึกษานิรโทษกรรม เป็นต้น
กระทั่งการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ฉบับที่คณะกรรมาธิการร่วมพิจารณาเสร็จแล้ว พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลับโหวตเห็นชอบเกณฑ์ผ่านประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดเกณฑ์เสียง 2 ชั้น คือ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิใช้เสียง และมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง

เท่ากับว่าเป็นการโหวตสวนมติของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่มีมติไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว และการที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โหวตเป็นไปในทิศทางเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยิ่งสอดคล้องกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่าวุฒิสภาชุดปัจจุบันส่วนใหญ่ล้วนสายตรงสีน้ำเงิน ฉะนั้น การที่ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยหักมติวิปรัฐบาลเช่นนี้ ยิ่งถูกมองว่าจะเป็นการเติมเชื้อไฟ เพิ่มชนวนความขัดแย้งอีกหรือไม่
แต่ทว่า หลังจากนั้นไม่นานกลับปรากฏภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมเฟรมออกรอบตีกอล์ฟกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น สยบข่าวลือรอยร้าวรัฐบาลแตก ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยทันที
อย่างไรก็ดี ในปี 2568 ต้องจับตาดูกันว่า ชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีบทบาทและทรงอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มขึ้นและเข้มข้นมากกว่าปี 2567 หรือไม่
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เส้นทางเดินที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
รู้กันดีว่าปี 2566 เป็นปีที่น่าผิดหวัง สำหรับ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกลขณะนั้น ที่สามารถนำกองทัพส้มชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 แซงหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ด้วยกลเกมรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ที่ผลิต 250 วุฒิสภาจากการแต่งตั้ง กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ขวางไม่ให้นายพิธานั่งเก้าอี้นายกฯได้สำเร็จ
แต่การที่เป้าหมายการเมืองไม่ได้เป็นอย่างฝันในปี 2566 ก็ยังไม่เท่าปี 2567 เพราะเป็นปีที่เป็นจุดจบเส้นทางการเมืองในระบบของพิธา
วันที่ 7 สิงหาคม พิธาถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี พร้อมๆ กับการยุบพรรคก้าวไกลที่เขาเป็นผู้นำ จากประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

หากเปรียบเป็นภาพยนตร์ ฉากชีวิตของ ‘พิธา’ ในเส้นทางการเมือง เริ่มต้นจากการเข้ามาสานต่อการต่อสู้ในพรรคการเมืองที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว จากความสามารถเฉพาะตัวที่เรียกกันว่า “พิธาฟีเวอร์” ประสานกับโครงสร้างการทำงานพรรคแบบใหม่นำมาซึ่งการประสบความสำเร็จ สามารถนำพรรคการเมืองที่เพิ่งตั้งได้ไม่นานคว้าชัยชนะเลือกตั้งได้สำเร็จ ในปี 2566
‘พิธา’ ถึงจุดพีคสูงสุดในชีวิตการเมืองแล้วในปีนั้น แม้จะถูกมรดกระบอบรัฐประหารรุมสกัดขัดขวาง ก็ยังอยู่ในระบบการเมืองได้
แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีเนื้อเรื่องหักมุม
จากพิธาฟีเวอร์ กลายเป็นผู้ไร้สถานะทางการเมืองในปี 2567 ต้องถูกแบนไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลา 10 ปี
ที่จริง ‘พิธา’ ก็พอจะรู้ชะตาชีวิตทางการเมืองของตนเองอยู่บ้างจากการให้สัมภาษณ์หลายครั้ง จึงเห็นการปรับเปลี่ยนบุคลิก ลักษณะ การลดวาระและความปรารถนาทางการเมืองของตัวเองในหลายๆ ช่วง จนหลายครั้งเกิดความขัดแย้งกับผู้นำทางความคิดผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่อย่างนายปิยบุตร แสงกนกกุล
เส้นทางการเมืองของพิธาในปี 2567 เป็นเส้นทางเดินที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อไม่สามารถคว้าอำนาจรัฐเอามาไว้ในมือได้ ส่วนพรรคก้าวไกลก็ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน กระทั่งถูกยุบพรรค จึงเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคประชาชน
ภารกิจของพิธาจากหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน จึงต้องทำงานในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค โดยมีโจทย์คือการรักษากระแสความนิยมพรรคประชาชนต่อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งนั่นคือเรื่องยาก
ปี 2567 พิธาจึงดำเนินการทางการเมืองไปใน 2 ช่องทางหลัก
1.เดินหน้าช่วยการเมืองท้องถิ่น ทั้งการนำเปิดตัวผู้สมัครนายก อบจ.จังหวัดสำคัญๆ การลงไปช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. รวมถึงเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ. ที่ลาออกก่อนครบวาระ เช่นที่ จ.ราชบุรี และพิษณุโลก ซึ่งความยากลำบากอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาลใช้วิธีการเจรจากันเอง เพื่อให้เหลือผู้สมัครเพียงคนเดียว มาต่อสู้กับพรรคประชาชน ทำให้ผู้สมัครของพรรคประชาชนพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมท้องถิ่นต่อเนื่อง
แต่หากนำผลการเลือกตั้งซ่อมไม่ว่าจะเป็นที่ราชบุรี พิษณุโลก หรือล่าสุดที่อุดรธานี ไปวิเคราะห์ความนิยมต่อพรรคประชาชน ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า พรรคประชาชนสามารถรักษาความนิยมไว้ได้ และจะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนได้อย่างมากในการเลือกตั้งใหญ่ ที่ทุกพรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครลงแข่ง
2.บทบาททางความคิดทางการเมืองระดับประเทศ ความที่พิธาในฐานะผู้นำพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 และเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยังมีบารมีทางการเมืองอยู่ในระดับสูง ซึ่งในความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบปี พิธายังคงเป็นผู้มีบทบาทโดดเด่นในการออกมาให้ความเห็น ตั้งคำถาม ไปจนกระทั่งตอบโต้ความเห็นจากผู้นำฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ
พิธายังเคลื่อนไหวล้อกับประเด็นสำคัญๆ ต่างๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนำทีมลงพื้นที่ศึกษาการดับไฟป่ากับมูลนิธิกระจกเงาแบบเต็มระบบช่วงที่ปัญหาฝุ่นกำลังรุมทำร้ายคนไทย ไม่ว่าจะเป็นการชวนที่ประชุมรัฐสภาโลกร่วมแสดงความยินดีกับการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในไทยช่วงที่รัฐสภากำลังจะโหวตรับหรือไม่รับกฎหมายนี้ ไม่ว่าจะเป็นเขียนบทความลงสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศต่อเมียนมาช่วงการเมืองประเทศเพื่อนบ้านกำลังร้อนแรง
ทุกประเด็นที่เกิดขึ้น พิธา กลายเป็นหนึ่งในผู้ให้ความเห็น กระทั่งเป็นผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลงทางความคิดต่อผู้คนเสมอ โดยที่ต้องไม่ลืมว่า พิธาไม่ได้มีตำแหน่งหัวหน้าพรรค
จะเห็นว่า ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2567 สถาบันพระปกเกล้า โดย สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง และศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง 76 จังหวัด เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ความนิยมในพรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรี : 1 ปีหลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาฯ 2566” จำนวน 1,620 ตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 46.9 ยังคงอยากเห็นพิธาเป็นนายกฯมากที่สุด คะแนนทิ้งห่างคนอื่นๆ

ก่อนที่วาระทางการเมืองอย่างเป็นทางการจะสิ้นสุดลง จึงได้เห็นทูตจากนานาประเทศมาร่วมพบปะให้กำลังใจพิธาไม่ขาดสาย กระทั่งคำตัดสินประหารชีวิตทางการเมืองของพิธาเกิดขึ้น ได้เห็นองค์กรระหว่างประเทศ บุคคลสำคัญทางการเมืองระดับโลก องค์กรทางการทูตจำนวนมากต่างออกแถลงการณ์ให้กำลังใจ พิธา พรรคก้าวไกล
ในแง่หนึ่งมันสะท้อนว่า ‘พิธา’ อาจจะพ่ายแพ้ในทางกฎหมาย แต่ในทางการเมืองโลกกำลังไม่เห็นด้วย
หลังถูกตัดสิทธิทางการเมืองวันที่ 7 สิงหาคม ‘พิธา’ ยุติบทบาททางการเมืองในระบบแล้ว แต่ก็เป็นช่วงจังหวะเริ่มต้นเดินทางกับการเมืองนอกระบบรัฐสภา เคลื่อนไหวทางการเมืองคู่ขนานไปกับพรรคประชาชน
‘พิธา’ เริ่มบทบาทใหม่ๆ อย่างการไปเป็น Visiting Democracy Fellows ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด แชร์ประสบการณ์การเมืองให้คนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังเดินสายพูดคุยบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยดังรอบโลก หน่วยงานต่างๆ รวมถึงในประเทศไทย ต่อเนื่องตลอดปี 2567
มากกว่านั้นเขายังรับบทบาทใหม่เป็นคอลัมนิสต์พิเศษเขียนบทความลงในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์พร้อมๆ กันไปด้วย โดยงานเขียนของพิธาแต่ละสัปดาห์ มีลักษณะพิเศษคืออ่านสนุก มีข้อมูลที่แตกต่าง สร้างสรรค์ เรียบเรียง
ออกมาเป็นหัวข้อได้อย่างเป็นระบบ สะท้อนการคิดอย่างตกผลึกมาแล้วในหลายๆ เรื่อง และหลายๆ เรื่อง พิธาก็ชวนผู้อ่านตั้งคำถามในประเด็นใหม่ๆ เพื่อมองปรากฏการณ์ทางการเมือง การต่างประเทศ เศรษฐกิจ อย่างรอบด้าน ไม่ได้มีข้อความ-ข้อคิดเห็นที่โน้มไปในทางโจมตีทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย
และแน่นอน พิธายังคงเป็นผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญของพรรคประชาชน และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางการต่อสู้ทางการเมือง โดยเฉพาะในสนามข่าวสาร โดยยืนอยู่บนหลักการที่เขายึดถือ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตอบโต้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี การออกมาให้ความเห็นท้วงติงด้านนโยบายต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่เมื่อถึงคราวที่นายทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทยถูกกระทำจากกระบวนการนิติสงคราม พิธาก็ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนิติสงครามดังกล่าว เป็นต้น
ต้องยอมรับว่า ความนิยมของพิธา ไม่ได้พุ่งสูงเช่นช่วงแรกที่ชนะการเลือกตั้ง แต่สิ่งสำคัญทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากพิธาในรอบปีที่ผ่านมาคือการขยายแนวร่วมทางความคิดตามอุดมการณ์ของพรรคเข้าสู่การเมืองระดับท้องถิ่นมากขึ้น เห็นได้ชัดจากการลงพื้นที่หาเสียงอย่างหนักกับสนามอุดรธานี อุบลราชธานี หรือแม้แต่ที่เชียงใหม่ ซึ่งการปรากฏตัวของพิธายังได้รับความชื่นชอบอย่างสูง แต่มากกว่าความชื่นชอบในตัวบุคคล คือการเคลื่อนไหวปักธงทางความคิด ปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ผ่านการเลือกตั้งปี 2570
ดังนั้น หากเอาแว่น “ตำแหน่งทางการเมืองและอำนาจ” มามองดูเส้นทางการเมือง พิธา ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา จะเห็นว่า พิธา “ล้มเหลว”
แต่หากเอาแว่น “ความชอบธรรมทางการเมือง” มาส่องดูพิธา จะพบว่า “เขายังคงเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลระดับสำคัญของปี 2567” อย่างแน่นอน
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
คีย์แมนสำคัญการเมืองไทย
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคกล้าธรรม อีกหนึ่งคีย์แมนทางการเมืองที่มีบทบาทโดดเด่น ทั้งฉากหน้าและเบื้องหลังทางการเมือง ชนิดที่แกนนำรัฐบาลในทุกรัฐบาลต้องเรียกใช้บริการขับเคลื่อนการเมือง
ร.อ.ธรรมนัส เกิดวันที่ 18 สิงหาคม 2508 ปัจจุบันอายุ 59 ปี จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 25 ปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 36 ปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พระพุทธศาสนา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต Doctor of Philosophy CALIFORNIA UNIVERSITY FCE ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดที่ อ.ภูกามยาว จ.พะเยา
เส้นทางการเมือง เริ่มต้นกับพรรคไทยรักไทยในปี 2542 รับบทบาทดูแลยุทธศาสตร์การเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบ จึงย้ายไปสังกัดกับพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2557 ร.อ.ธรรมนัสลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้กับพรรคเพื่อไทย แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ปี’57 ขึ้นเสียก่อน ทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ
จากนั้นปี 2561 ร.อ.ธรรมนัสเปิดตัวร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ได้รับตำแหน่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์ภาคเหนือ ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2562 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.จังหวัดพะเยา เขต 1 เฉือนชนะ น.ส.อรุณี ชำนาญยา เจ้าของพื้นที่เดิมจากพรรคเพื่อไทย และยังช่วยให้พรรคสามารถกวาด ส.ส.ภาคเหนือมาได้ 25 คน จากทั้งหมด 61 คน ด้วยผลงานในฐานะแกนนำภาคเหนือ จึงส่งให้ ร.อ.ธรรมนัสได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน ครม.ประยุทธ์ 2/1
ร.อ.ธรรมนัสถือเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้มีอำนาจในรัฐบาล เขามีบทบาทในการเป็นทัพหน้าช่วยหาเสียง และร่วมชูมือประกาศชัยชนะในสนามเลือกตั้งซ่อมหลายแห่ง รวมถึงใช้ความเป็น “คนกว้างขวาง” สร้างโครงข่ายการเมืองให้กับพรรคพลังประชารัฐ โดยเป็นผู้เปิดดีลเจรจากับบรรดาพรรคเสียงเดียวที่เข้าสภาด้วยคะแนนปัดเศษ “ส.ส.พึงมี” เพื่อมาเติมเสียงในสภา และประสานรอยร้าวของ ส.ส.ในซีกรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง จนครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “ผมคือเส้นเลือดใหญ่ เลี้ยงหัวใจรัฐบาล ผมกุมความลับ ดีลต่อรอง หากล้มผมได้ รัฐบาลก็สั่นคลอน” จนต่อมา เขาได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค ในปี 2564

อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ร.อ.ธรรมนัสได้วางแผนโค่นล้ม พล.อ.ประยุทธ์ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งสุดท้ายจบด้วยความล้มเหลว เป็นเหตุให้ตัว ร.อ.ธรรมนัสต้องพ้นจากการเป็นรัฐมนตรี และถูกขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ พร้อมกับ ส.ส.อีก 21 คน ในวันที่ 19 มกราคม 2565 ซึ่งหลังจากนั้น ร.อ.ธรรมนัสได้พา ส.ส.ก๊วนของตัวเองไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย
เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง 2566 ร.อ.ธรรมนัสได้คุกเข่าต่อหน้า พล.อ.ประวิตร เพื่อขอหวนคืนสู่บ้านพลังประชารัฐอีกครั้ง พร้อมกลับมารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคเหมือนเดิม ซึ่งถึงแม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐจะไม่ได้ ส.ส.เท่ากับตอนปี’62 แต่กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัสก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญ เพราะกวาด ส.ส.มาให้พรรคได้ถึง 20 คน ถือเป็นครึ่งหนึ่งของ ส.ส.ทั้งหมดที่พรรคพลังประชารัฐได้ และเมื่อพรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ทำให้ “ร.อ.ธรรมนัส” ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน ครม.ของนายกฯเศรษฐา ทวีสิน
แต่เมื่อนายเศรษฐาประสบกับอุบัติเหตุทางการเมือง ทำให้ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ พรรคเพื่อไทยจึงต้องมีการฟอร์มรัฐบาลกันใหม่ ระหว่างนี้เองได้เกิดรอยร้าวระหว่าง ร.อ.ธรรมนัสและ พล.อ.ประวิตร เนื่องจากในช่วงการเสนอชื่อรัฐมนตรีใน ครม.นายกฯแพทองธาร ชินวัตร พล.อ.ประวิตรกลับไม่ได้ส่งชื่อ ร.อ.ธรรมนัสไปด้วย เป็นชนวนทำให้ ร.อ.ธรรมนัสเกิดความไม่พอใจ จนขน ส.ส.ก๊วนของตัวเองออกมาดาหน้าประกาศตัวเป็นอิสระจากลุงป้อม ขณะที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ไปตั้งพรรคกล้าธรรม และเมื่อพรรคเพื่อไทยปฏิบัติการถอดพรรคพลังประชารัฐออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็ได้ให้โควต้ารัฐมนตรีกับพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคร่วมใหม่ป้ายแดง ที่มีนางนฤมลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จนในที่สุด วันที่ 12 ธันวาคม 2567 ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ได้มีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส พร้อม ส.ส. 19 คนออกจากพรรค ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัสได้ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรมของนางนฤมลทันที ซึ่งทำให้พรรคมี ส.ส.ทั้งหมด 24 คน และยังประกาศว่าจะสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างชัดเจน ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัสเองก็เตรียมรับบทบาทเป็นกุนซือใหญ่ของพรรค “ประธานที่ปรึกษาพรรค” ดังนั้น ด้วยความเป็นผู้กว้างขวาง ความเป็นหัวหน้าก๊วนใหญ่ ที่พร้อมสนับสนุนได้ทุกขั้วที่เป็นรัฐบาล พรรคกล้าธรรมจึงเป็นที่น่าจับตาว่า ในอนาคตจะมีบทบาทและ “อิทธิพล” ต่อเกมการเมืองของรัฐบาล “อิ๊งค์” อย่างไร
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ฉากชีวิตบนเส้นทางการเมือง
“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในวัย 79 ปี อีกหนึ่งสถานะคือ พี่ใหญ่ของ “พี่น้อง 3 ป.” โดยมี “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นน้องกลาง และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีต ผบ.ทบ. เป็นน้องเล็ก ร่วมบริหารและมีบทบาทในกองทัพบกผ่านตำแหน่ง ผบ.ทบ.มาจนเข้าสู่งานการเมือง
โดย “บิ๊กป้อม” เข้าสู่สนามการเมืองก่อนน้องๆ 2 ป. ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2551 กระทั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2557 พล.อ.ประวิตรได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูแลงานด้านความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้กับ คสช. พร้อมกับมีบทบาทในการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน ตามรัฐธรรมนูญ 2560
เมื่อรัฐบาล คสช.พ้นวาระและต้องการเดินทางการเมืองต่อ พล.อ.ประวิตรจึงเป็นหัวหอกหลักรวบรวมอดีต ส.ส.จากหลายพรรค รวมทั้งเครือข่ายบ้านใหญ่ มาร่วมขับเคลื่อนการเมืองผ่านพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และลงสู่สนามเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับสอง มี ส.ส. 115 คน ที่อาศัยกลไกจากรัฐธรรมนูญ ที่มี ส.ว. 250 คน มาร่วมโหวตเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.
โดยมีพรรค พปชร.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวม 19 พรรค โดย “พล.อ.ประวิตร” รับหน้าที่เป็นผู้จัดการรัฐบาล รวมเสียงโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในสมัยที่ 2
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร นั่งเป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูแลงานด้านความมั่นคง พร้อมกับกำกับดูแล ตร. มีอำนาจแบบพาวเวอร์ฟูล ชนิดที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ต้องแจกบัตรคิวให้กับคณะที่จะเข้าพบ พล.อ.ประวิตร

แต่จุดเปลี่ยนของพรรค พปชร.เกิดขึ้นในการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เมื่อแตกพรรคแบ่ง ส.ส.บางส่วนไปก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมกับชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตอีกสมัย
แต่ผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นไปตามเป้า พรรค พปชร.ได้ ส.ส.มาเพียง 40 คน ขณะที่พรรค รทสช.ได้ ส.ส. 36 เสียง ไม่เพียงพอต่อความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล จนต้องยอมรวมเสียงกับขั้วอำนาจเดิม
ยอมให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โหวตให้ “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกฯ คนที่ 30 โดยพรรค พปชร.ได้โควต้า 2 รัฐมนตรีว่าการ กับ 2 รัฐมนตรีช่วย
ขณะที่ “บิ๊กป้อม” ยังคงนั่งเป็นหัวหน้าพรรค พปชร.เพียงเก้าอี้เดียว โดยส่งน้องชาย อย่าง “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ มาเป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจของแกนนำพรรค พท.ต่อการร่วมรัฐบาลเศรษฐาของพรรค พปชร. กระทั่ง 40 ส.ว.ที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัติของนายกฯเศรษฐา ทวีสิน กรณีแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน”เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และมีคำวินิจฉัยให้ “เศรษฐา” พ้นจากตำแหน่งนายกฯ
จนนำมาซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร พร้อมกับปรับพรรค พปชร.ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พร้อมกับ 19 ส.ส. มีจุดยืนทางการเมือง สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล เป็นเหตุให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ร่วมกับ ส.ส.มีมติขับ 20 ส.ส.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัสออกไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ที่มี “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่งเป็นหัวหน้าพรรคกล้าธรรม
ด้วยสถานะของ “บิ๊กป้อม” และ “พรรค พปชร.” ในเวลานี้ ที่เป็นเพียงพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีเสียง ส.ส.ในมือเพียง 20 คน ขณะที่บทบาทในงานสภายังไร้ความโดดเด่น ไม่มี ส.ส.มืออภิปราย และเชี่ยวชาญการตรวจสอบรัฐบาลเชิงรุกอย่างพรรคประชาชน
บารมีและอำนาจของ “พล.อ.ประวิตร” ในเวลานี้ แม้จะยังอยู่ในลิสต์ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง แต่จัดอยู่ในช่วงขาลงของเจ้าตัว
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ผู้ทะลวงเส้นเลือดฝอย
เปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วย‘ทราฟฟี่ฟองดูว์’
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับเลือกตั้งจากคนกรุงเทพฯอย่างถล่มทลาย กว่า 1.3 ล้านเสียงภายใต้แคมเปญ ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ ขึ้นแท่นเป็นพ่อเมืองที่คนเลือกมากที่สุดในประวัติศาสตร์
จากการเมืองระดับประเทศที่เคยเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เมื่อลงมาสนามการเมืองท้องถิ่นนับว่าเป็นเรื่องไม่ยากและไม่ง่าย เพราะด้วยภาพลักษณ์ซีอีโอมากความสามารถ คุยได้กับคนทุกสีทุกฝ่าย ทำให้การทำงานสามารถประสานทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ช่วยการทำงาน กทม.ได้อย่างราบรื่น แต่การทำงานกับระบบราชการก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก
นโยบายเส้นเลือดฝอยเป็นเรื่องที่พูดมานาน จนเมื่อได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.คนที่ 17 ช่วงกลางปี 2565 ก็เริ่มทำอย่างจริงจัง ตั้งแต่การขุดลอกคูคลองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม การให้งบประมาณในแต่ละเขตมากขึ้น สวน 15 นาที การจ้างงานคนพิการ และอื่นๆ อีกมาก โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ประชาชนสามารถร้องเรียนได้โดยตรง คือ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์)

“สิ่งที่เปลี่ยนใน 2 ปีครึ่ง ทราฟฟี่ฟองดูว์เป็นสิ่งที่ภูมิใจ ใช้งบประมาณน้อย แต่เปลี่ยนมิติการทำงานของราชการ จากวันแรกที่มีคนแจ้งเรื่องร้องเรียนมา 20,000 เรื่อง ปัจจุบันมีการแจ้ง 772,000 เรื่อง แก้ไขแล้ว 616,321 เรื่อง ส่งต่อให้หน่วยงานอื่น 53,000 เรื่อง จากเดิมใช้เวลาแก้ปัญหา 2 เดือนต่อเรื่อง มาเป็น 2 วันต่อเรื่อง เพิ่มประสิทธิภาพของเมืองอย่างดี
ทุกคนที่แจ้งมามีความเท่าเทียมกัน ไม่ต้องเป็นเพื่อนผู้ว่าฯ ไม่ต้องมีเส้น ทำให้ประชาชนไว้ใจเรามากขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น คนรู้สึกมี Empower มีอำนาจ ทำให้เมืองมีความยุติธรรมกับเขามากขึ้น ใช้ตัวนี้เป็นตัวเปลี่ยนนโยบาย จากแต่ก่อนต้องถามผู้ว่าฯ ว่าให้ทำอะไร แต่ตอนนี้ไม่ต้องถามผู้ว่าฯแล้ว ดูจากที่ประชาชนแจ้งมา แล้วเราดันหลังอย่างเดียว” ชัชชาติเผย
นอกจากนี้ ยังนำฟีดแบ๊กจากทราฟฟี่ฟองดูว์ประเมินการทำงานของ ผอ.เขต ตามเรตติ้งที่ประชาชนให้ ทำงานตอบสนองประชาชนได้ดีขึ้น
เรื่องที่ชัชชาติเน้นย้ำตลอดคือ การยกระดับการศึกษา สาธารณสุข เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ ความยากจนของคนกรุง ด้วยการปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุข การตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน ปรับปรุงศูนย์เด็กเล็ก เพิ่มเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันนักเรียน คืนครูให้นักเรียน โดยจ้างคนทั่วไปมาทำงานเอกสารแทนครู เป็นต้น
อีกปัญหาที่สำคัญของคนกรุงคือ ฟุตปาธทางเท้าที่มักชำรุด พื้นกระเดิด หาบเร่แผงลอยตั้งเต็ม มอเตอร์ไซค์วิ่งจนคนเดินไม่ได้ ชัชชาติได้ตั้งเป้าปรับปรุงฟุตปาธ 1,000 กม. ให้เป็นเมืองเดินได้เดินดี โดยมีการออกมาตรการการก่อสร้างทางเท้าใหม่ เสริมสร้างความแข็งแรงให้มากขึ้น ซึ่งมีการปรับปรุงไปแล้วกว่า 800 กม. พร้อมกับการยกเลิกจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย โดยย้ายผู้ค้าไปยังจุดทำการค้าใหม่ การจับปรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้าด้วยกล้อง AI รวมถึงการหนุนให้มีการย้ายสายไฟฟ้าลงใต้ดิน และจัดระเบียบสายสื่อสาร เพื่อการเดินเท้าไม่สะดุด

นอกจากนี้ยังมีสิ่งสำคัญที่ชัชชาติขับเคลื่อนอย่างมากคือ BKK Food Bank หรือธนาคารอาหาร ให้กับคนกลุ่มเปราะบาง โดยได้เปิดครบทั้ง 50 เขตแล้ว
“เชื่อว่ากรุงเทพฯมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกคน เพียงแต่ว่าบางคนอาจมีทรัพยากรมากเกิน แต่บางคนขาดแคลนทรัพยากร กทม.จึงทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงานระหว่างคนที่ต้องการจะแบ่งปันไปสู่คนที่ขาดแคลน นั่นคือเป้าหมายหลักของ BKK Food Bank แต่ไม่ได้หมายถึงการแบ่งปันอาหารเพียงอย่างเดียว ยังรวมถึงเครื่องอุปโภคต่างๆ เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ นมผงสำหรับเด็ก หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เครื่องนุ่งห่ม ผ้าห่ม เสื้อผ้า ฯลฯ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่การบริจาคของเล่นก็จะมอบความสุขให้กับเด็กๆ ได้ โดยสำนักงานเขตจะรวบรวมเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้รับบริจาคมาทั้งหมด และจัดทำคูปองมอบให้กลุ่มเปราะบางได้เข้ามาเลือกสิ่งของที่จำเป็นได้อย่างมีศักดิ์ศรี นอกจากนี้ BKK Food Bank ยังเป็นต้นแบบให้ประเทศต่างๆ ได้ศึกษาแนวทางธนาคารอาหารต่อไปอีกด้วย” ชัชชาติอธิบายวิสัยทัศน์
ย้ำชัดความเปลี่ยนแปลงในทางบวกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งเทอมที่ผ่านมา ส่วนช่วงเวลาที่เหลือจากนี้ เมืองหลวงของไทยจะมีโปรเจ็กต์อะไรใหม่ๆ ให้ได้เซอร์ไพรส์… ต้องติดตาม
ศิริกัญญา ตันสกุล
ขุนพลพรรคพลังส้ม
ชื่อของ “ศิริกัญญา ตันสกุล” หรือ “ไหม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย วัย 43 ปี เป็นอีกหนึ่งดาวฤกษ์ของพรรคพลังส้มมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน มีความโดดเด่นในการเสนอแนะให้ความเห็นในประเด็นเศรษฐกิจหลายเรื่อง
เส้นทางการเมืองของ “ไหม ศิริกัญญา” หลังจบระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง เคยเป็นอดีตผู้จัดการฝ่ายวิจัย สถาบันอนาคตไทยศึกษา และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปี 2555-2559 ยังเป็น Senior Consultant บริษัท ดิ แอดไวเซอร์ จำกัด ปี 2560-2561
ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองในปี 2561 กับพรรคอนาคตใหม่ ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหน้าพรรค และปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นเลขาธิการพรรค
โดย “ศิริกัญญา” ได้รับมอบหมายให้เป็น ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เมื่อปี 2562
ภายหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563 “ศิริกัญญา” ย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล พร้อมกับอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล และยังได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 25 ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกลด้วย
“ศิริกัญญา” เป็นอีกหนึ่งขุนพลด้านเศรษฐกิจของพรรคตระกูลสีส้ม มีบทบาทสำคัญในการชำแหละ ตรวจสอบนโยบายในด้านเศรษฐกิจ ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำรัฐบาล

ในการเลือกตั้งปี 2566 ถือเป็นอีกหนึ่งขุนพลสำคัญของพรรคในการขึ้นปราศรัยหาเสียงร่วมกับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ชี้ให้เห็นนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค อาทิ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปี เริ่มทันทีวันละ 450 บาท ประกันสังคมถ้วนหน้า เจ็บป่วยได้เงินชดเชยและค่าเดินทางหาหมอ แพลตฟอร์มเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนฟรีไม่จำกัด มีระบบจัดหางาน คูปองเสริมทักษะ-เปลี่ยนอาชีพ 5,000 บาทต่อปี จนสามารถนำพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งมาเป็นลำดับที่ 1 ด้วย ส.ส. 151 เสียง
ในช่วงพรรคก้าวไกลเดินหน้าตั้งรัฐบาล “ศิริกัญญา” ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค มีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย แม้พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ แล้วถูกยุบพรรคเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 “ศิริกัญญา” กับ ส.ส.อดีตพรรคก้าวไกลย้ายมาสังกัดพรรคประชาชน พร้อมกับมีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตหัวหน้าพรรคหญิงแห่งพรรคประชาชน แต่สุดท้าย ที่ประชุมพรรคเลือก “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ให้เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคประชาชน
“ศิริกัญญา” ได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายนโยบาย พร้อมกับโชว์ฝีมือในฐานะขุนพลด้านเศรษฐกิจของพรรค และมีบทบาทสำคัญในการชำแหละนโยบายรัฐบาลตั้งแต่สมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน
ต่อเนื่องมาจนถึงการอภิปรายการจัดทำนโยบายของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ว่า “นโยบายของรัฐบาลไม่เหมือนกับที่หาเสียงไว้ แต่กลับเหมือนวิสัยทัศน์ของอดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร ที่พูดไว้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา อย่างน้อยตรงกัน 11 ประเด็นจาก 14 ประเด็นตามวิสัยทัศน์ของนายทักษิณ อาจเป็นการรีไซเคิลนโยบายของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยกับพรรคเพื่อไทย เหมือนที่เรียกว่า ระดับ Mirror AAA+ เช่น เรื่องหนี้บ้าน หนี้รถ รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบในกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ และไม่ได้บังเอิญเพียงแค่นโยบายเดียว ยังเหมือนกันในเรื่องเศรษฐกิจใต้ดิน”
ตลอดปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน “ศิริกัญญา” ยังทำหน้าที่นักการเมืองในบทบาทของพรรคฝ่ายค้านได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ
คิดนอกกรอบ พลิกโฉมนครยะลา
“พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ” นายกเทศมนตรีนครยะลา เป็นผู้บริหารท้องถิ่นแถวหน้าที่โดดเด่น มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นนครยะลา เมืองชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบ ด้วยวิสัยทัศน์การพัฒนาที่ทันสมัย มีนวัตกรรมใหม่ และคิดนอกกรอบ จนพลิกโฉมเมืองยะลาเป็นนครแห่งความสุข ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีเศรษฐกิจที่ดี จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และได้รับรางวัลดีเด่นด้านการพัฒนาท้องถิ่น รวมทั้งได้รับความไว้วางใจชาวเทศบาลให้นั่งบริหารงานต่อเนื่องยาวนาน 20 กว่าปี
นายพงษ์ศักดิ์ หรือนายกอ๋า นั่งบริหารงานเทศบาลนครยะลามาตั้งแต่ปี 2545 ในตำแหน่งเทศมนตรี และนายกเทศมนตรีในปี 2546 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นสมัยที่ 6 ตลอดระยะเวลาที่นั่งบนเก้าอี้นายกเทศมนตรี มีผลงานการพัฒนา โครงการต่างๆ ได้รับรางวัลทุกปีจากหลายสถาบันที่ครอบคลุมแทบทุกด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข การพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะรางวัลใหญ่ของชาวท้องถิ่น “พระปกเกล้าทองคำ” มากถึง 4 รางวัล ทั้งความเป็นเลิศด้านความโปร่งใส และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน, ความเป็นเลิศด้านการเสริมสร้างเครือข่าย รัฐเอกชน และประชาชน ตลอดจนด้านการเสริมสร้างสันติสุข และความสมานฉันท์
ถือเป็นการการันตีผลงานที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ทำงานเพื่อชาวยะลามาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลาที่บริหารงานมาตั้งแต่สมัยแรกจนถึงปัจจุบัน นายพงษ์ศักดิ์ดำเนินตาม “มอตโต” ที่ยึดเป็นหลักมาโดยตลอด 4 เรื่องสำคัญ คือ “สร้างเมืองให้น่าอยู่ สร้างความรู้สู่มวลชน สร้างสังคมให้โปร่งใส สร้างสานใจร่วมพัฒนา นครยะลาสู่สากล”
นายกอ๋าอธิบายว่า การสร้างเมืองให้น่าอยู่ หมายรวมถึง เมืองต้องมีความปลอดภัย มีความอยู่ดีกินดี มีสิ่งแวดล้อมดี และคนมีสุขภาพสุขภาวะที่ดี ไม่ว่าเมืองจะมีปัญหาความไม่สงบหรือไม่ แต่การสร้างเมืองน่าอยู่เป็นหน้าที่ที่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องทำ เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดเวลา ส่วนการสร้างความรู้สู่มวลชน คือ เมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองที่เรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไป คนต้องปรับตัวตลอดเวลาเพื่อให้ทันความเปลี่ยนแปลง วันนี้รูปแบบของการเรียนรู้ทางโซเชียลมากขึ้น
โลกยุคใหม่เป็นเรื่องของสมรรถนะของคนเป็นหลักในการที่จะไปแข่งขัน ฉะนั้น ต้องสร้างให้คนมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ติดตัวไป เหมือนการเห็นคนญี่ปุ่นขึ้นรถไฟแล้วต้องอ่านหนังสือ ทำอย่างไรจะทำให้คนพัฒนาเรียนรู้ตลอดเวลาโดยไม่หยุดนิ่ง และต้องเปิดกว้างข้อมูล การทำงานที่มีประสิทธิภาพจะต้องรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด
“สิ่งที่ผู้นำจะทำได้ คือ ต้องสร้างความเชื่อมั่น Trust ความเชื่อมั่นที่จะเกิดขึ้น มาตั้งแต่การทำ การพูด ทำให้สังคมมีความโปร่งใส เริ่มต้นจากกระบวนการมีส่วนร่วม จำเป็นต้องเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ความเป็นเมือง มันไม่ใช่ Local แต่เป็น Global Acting Local คือ Knowledge ต้อง Global นั่นคือการเรียนรู้โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่อาจนำมาปรับให้เข้ากับท้องถิ่น เรียกว่า Think Global-Act Local คือการเชื่อมทำเมืองยะลาเข้าสู่สากลก็เป็นส่วนหนึ่ง
ผมใช้มอตโต 4 คำนี้มาตั้งแต่วันที่เข้าสู่วงการเมืองครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน เป็นคำที่ไม่ล้าสมัย แต่การดำเนินตามมอตโตในแต่ละยุคสมัยอาจมีปัจจัยแวดล้อมต่างกัน หากเป็นช่วงที่เมืองยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบ จะทำเพียง 3 มอตโต โดยยังไม่ต้องไปคิดเรื่องการเข้าสู่สากล”
เมืองยะลาเป็นเมืองเล็กที่ไม่หล่อ ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีสิทธิเลือก เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ต้องคิดว่า ทำอย่างไรจะทำให้เมืองน่าสนใจ ได้รับความสนใจจากภายนอก โดยเฉพาะจากนักลงทุน ที่ผ่านมามีการทำเมืองให้น่าสนใจ เช่น การรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาในรายการเล็กๆ ที่ไม่ได้รับความสนใจนัก แต่ทำให้ดี ทั้งการระดมทีมงาน การเตรียมความพร้อม การดูแลนักกีฬา ทำให้ภายนอกมองเห็นศักยภาพ และเลือกยะลาเป็นพื้นที่จัดการแข่งขันอีก
ส่วนการเปิดให้นักลงทุนภายนอกเข้ามาทำการค้าในพื้นที่ ล้วนอยู่ในเงื่อนไขที่เทศบาลควบคุมได้ เพื่อปกป้องการค้าท้องถิ่น และผู้ค้าในพื้นที่ได้มีโอกาสและความสามารถในการแข่งขัน ในมุมนี้มองว่าสิ่งสำคัญคือ ควรกระจายอำนาจด้านผังเมืองให้ท้องถิ่นจัดการดีกว่ารวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง เพราะส่วนกลางมองผังเมืองในมิติเดียว ขณะที่ท้องถิ่นมองในมุมของการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นต้องรู้เรื่องหลักเศรษฐศาสตร์ เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อนำมาปรับใช้ในการบริหาร
“สำหรับการบริหารเทศบาลนครยะลาแบ่งได้เป็น 2 เฟส เฟสแรกคือ ช่วงที่มีเหตุการณ์ด้านความมั่นคง ในช่วงนี้การบริหารจะเน้นเรื่องอยู่ร่วมกัน ทำให้คนอยู่แบบเข้าใจกันได้ ไม่มีปัญหาซึ่งกันและกัน ส่วนเฟสหลังคือ หลังปี 2559 จะเน้นการฟื้นฟูเมือง โดยไม่ได้ฟื้นฟูมิติเดียว แต่ฟื้นฟูทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ถึงวันนี้สิ่งที่ทำอยู่ยังไม่สิ้นสุด ยังไม่กล้าบอกว่าสำเร็จ เพราะระยะเวลา 15 ปีที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบมันยาวนานจนทำให้คนมองเป็นภาพลักษณ์ ภาพจำที่ฝังในใจ มองเมืองยะลาเป็นพื้นที่พิเศษ ในทางการค้าต่างประเทศ หลายประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น ยังไม่อนุญาตให้พลเมืองเข้ามายะลา สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าผมยังไม่ประสบความสำเร็จ และยังต้องทำต่อเนื่องเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้คนเข้ามา แม้ในระยะหลังสถานการณ์เริ่มดีขึ้น มีองค์กรระหว่างประเทศเริ่มเข้าใจและเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น เช่น ยูนิเซฟ องค์การแรงงานสากล ซึ่งจะส่งผลไปยังประเทศต่างๆ ให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น
ส่วนในมิติเศรษฐกิจที่ผ่านมา ไม่เพียงเศรษฐกิจของยะลาเท่านั้นที่สูญเสียไปในเหตุการณ์ความไม่สงบ ยังมีสิ่งที่สูญเสียจาก ‘สมรรถนะ’ ที่เปลี่ยนแปลงไป เดิมยะลาในอดีตเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า ที่มีการขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟ ด้วยสถานีรถไฟตั้งอยู่ในเขตเมือง แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปทางเครื่องบิน ผมจึงมีข้อเสนอเพื่อทั้ง 3 จังหวัดไม่เฉพาะยะลาเท่านั้น เช่น เสนอสร้างท่าเรือน้ำลึกในปัตตานี จะตอบโจทย์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และยะลาด้วย เพราะโลกข้างหน้าเศรษฐกิจโลกอยู่ที่เอเชียตะวันออก คือที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งปัตตานีถือเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ประเทศเหล่านั้นที่สุด การเปิดท่าเรือน้ำลึกที่ปัตตานีจะสามารถขนถ่ายสินค้าทั้งภาคใต้ไปต่างประเทศ ด้วยมีระยะทางใกล้กว่า ใช้เวลาสั้นกว่าเส้นทางเดิม และสเต็ปถัดไปคือ การสร้างสนามบินยะลา เหล่านี้คือแนวคิดเรื่องการสร้างสมรรถนะที่อยากจะผลักดันให้เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”

นอกเหนือจากการบริหารเมืองแล้ว นายกอ๋ายังมีมุมมองต่อผู้บริหารท้องถิ่นปัจจุบันว่า ยังมีปัญหาด้านการจำกัดกรอบความคิดของตัวเองอยู่เพียงเรื่องน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับโลกปัจจุบัน การบริหารงานท้องถิ่นต้องคิดไกลกว่าและมากกว่านั้น โดยเฉพาะผู้บริหารเทศบาลนคร กับเทศบาลเมือง ต้องคิดเรื่องการอยู่ดีกินดีของประชาชน ซึ่งมีองค์ประกอบมาก คือต้องมีสิ่งแวดล้อมดี การศึกษาดี เศรษฐกิจดี คนมีงานทำ การที่คนจะมีงานทำก็เพราะมีการลงทุน แต่นักลงทุนจะเข้ามาก็ต่อเมื่อเมืองนั้นๆ ปลอดภัย มีสมรรถนะของการแข่งขันสูง สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นที่ต้องวางเมืองตัวเอง ทำให้เมืองแข่งขันได้และแข่งขันชนะ เหมือนกับคนที่มีสมรรถนะสูงไปสอบที่ไหนก็สอบติด ฉะนั้น การทำให้เมืองมีสมรรถนะสูง คนในเมืองต้องมีคุณภาพ ในด้านการลงทุน ต้องเป็นเมืองที่มีการลงทุนต่ำ นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารเมืองต้องคิด แต่ผู้บริหารเมืองเกือบทั้งหมดยังจำกัดกรอบคิดอยู่แต่ตัวเอง ยังติดระเบียบ ยังไม่กล้าทำอะไรที่หลุดออกจากระบบความคิดเดิม ยิ่งกว่านั้นอาจถูกข้าราชการประจำที่ไม่อยากทำงานครอบงำอีก
ในส่วนของวาระการทำหน้าที่ 4 ปี และตามกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ทำหน้าที่ได้ต่อเนื่อง 2 สมัย 8 ปีนั้น นายกอ๋ามองว่า สำหรับเวลา 8 ปี ถ้ากล้าคิด กล้าทำ และทำได้จริง
ก็ถือว่าเพียงพอ แต่ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละเมือง หากเป็นเมืองที่มีปัญหาหมักหมมมานาน ผู้บริหารคงต้องเหนื่อยพอสมควร แต่ก็ต้องเห็นทิศทางที่ดี และยังเชื่อว่าถ้าทำได้ดี อย่างไรชาวบ้านก็ยังเลือกกลับมาบริหารต่อ
“สำหรับสมัยถัดไปของเทศบาลนครยะลา หากประชาชนยังให้โอกาสทำงาน ผมมีเป้าหมายคือ เน้นเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการป้องกันปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากปีที่ผ่านมายะลาประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เศรษฐกิจ และการลงทุน ทำให้ยะลาในวันนี้ไม่ต่างจากอดีตที่เคยเจอปัญหาความไม่สงบ แต่เป็นความไม่สงบที่มาในรูปของภัยธรรมชาติ”
พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี
ทหารอาชีพไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง
พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี หรือ ‘ผบ.อ๊อบ’ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) บุตรชาย ‘บิ๊กตุ๋ย’ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี เลขาธิการคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตผู้บัญชาการทหารบก กับคุณหญิง พญ.สุมนา หนุนภักดี
ผ่านประวัติการรับราชการ เป็นนายทหารสาย ‘วงศ์เทวัญ’ ที่เติบโตในรั้วกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ในหน่วยกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) มาตั้งแต่นายทหารชั้นยศ ร.ต.-พ.อ.
อาทิ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11, ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์, รองแม่ทัพภาคที่ 1, รองเสนาธิการทหารบก, หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ก่อนข้ามห้วยมาเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.ทสส.) และได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 โดยสำเร็จการศึกษาวิทยาลัยการทหาร Virginia Military Institute จบหลักสูตรทางทหารที่สำคัญ หลักสูตรหลักประจำ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 75 หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 62
เริ่มทำหน้าที่ในตำแหน่ง ผบ.ทสส.ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ในยุคที่ ‘นายกฯนิด’ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีอะไรจะปรึกษา ‘ผบ.อ๊อบ’ ตลอด จนเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์กองทัพกับรัฐบาล ในยุครัฐบาลผสมข้ามขั้ว จนทำให้ พล.อ.ทรงวิทย์เป็นเสมือนที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงส่วนตัวของนายกฯเลยทีเดียว
ปี 2567 พล.อ.ทรงวิทย์ได้มอบเจตนารมณ์การปฏิบัติงาน ประจำปี 2567 ให้แก่กำลังพลในกองบัญชาการกองทัพไทย หัวหน้าส่วนราชการ และผู้บังคับหน่วย จนถึงระดับผู้อำนวยการกอง หรือเทียบเท่า รวมทั้งพบปะพูดคุยและมอบเจตนารมณ์ให้กับนายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวน ซึ่งประกอบด้วยเจตนารมณ์ 12 ด้าน ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (Duty First), การพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์, การพัฒนากำลังพลและครอบครัว (Human resource development)

การสื่อสารทางยุทธศาสตร์กับประชาชน (Strategic Communication), การพัฒนาประเทศและการช่วยเหลือประชาชน (People First), การใช้ทรัพยากรของหน่วยทหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน, การพัฒนาการปฏิบัติการร่วม (Joint Warfighting Functions), การพัฒนาไปสู่กองทัพที่ทันสมัย, การพัฒนาหน่วยทางด้าน Cyber, การรณรงค์ให้เป็นกองทัพของทหารอาสา และการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Support to Government) ทั้งนี้ เพื่อพัฒนากองทัพไทยให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานอย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง
ถือได้ว่า “กองทัพไทย” ได้คนมีความรู้ ความสามารถ เป็นนายทหารรุ่นใหม่ที่ทันต่อโลกยุคโซเชียลมีเดีย อีกทั้งการทำงานของ ‘ผบ.อ๊อบ’ มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน วางตัวได้ดีแบบฉบับทหารอาชีพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ขับเคลื่อนงานกองทัพเป็นหลัก และสนองนโยบายรัฐบาล กระทรวงกลาโหม
โดยเฉพาะในเหตุการณ์น้ำท่วมน้ำป่าที่น้ำโคลนเข้าถล่ม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในห้วงกันยายน 2567 พล.อ.ทรงวิทย์ถือเป็นคีย์แมนในการสนองนโยบายของรัฐบาล มีบทบาทสำคัญในการเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างรวดเร็ว และสั่งการให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) นำยุทโธปกรณ์ เครื่องจักร รถยนต์บรรทุกเข้าไปในพื้นที่ รวมทั้งได้ลุยน้ำช่วยประชาชนพร้อมทั้งบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ด้วยตัวเอง และกลับมารายงาน บรีฟเหตุการณ์ให้ ‘นายกฯอิ๊งค์’ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้รับทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้อย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าการทำงานของ พล.อ.ทรงวิทย์ครั้งนี้ได้ใจทั้งประชาชนและรัฐบาลไปเต็มๆ
พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทสส. คือ ผู้มีอิทธิพลในด้านการทหารคนหนึ่งก็ว่าได้
พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์
นำกองทัพสู่ความทันสมัย เป็นที่เชื่อมั่นของ ปชช.
พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ หรือ “บิ๊กปู” รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง จากเสนาธิการทหารบก (เสธ.) เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คนที่ 44 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567
โดยรับหน้าที่ ผบ.ทบ.ต่อจาก “บิ๊กต่อ” พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ที่เกษียณอายุราชการ
พล.อ.พนาจบโรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่นที่ 26 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 37 และระดับปริญญาโท วิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สหรัฐ
รับราชการที่กองบัญชาการทหารบก เหล่าทหารราบ ผ่านตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (เป็นหน่วยทหารราบส่งทางอากาศและหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็วของกองทัพบก หรือเรียกชื่อย่อว่า หน่วย RDF : Rapid Deployment Force) ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 (ผบ.พล.ร.11) หรือที่รู้จักกันในนาม “กองพลสไตรเกอร์” ต่อด้วยแม่ทัพภาคที่ 1 และเสนาธิการทหารบก
นอกจากนี้ มีประสบการณ์ปฏิบัติราชการสนามป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ อ.ธารโต จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส
พล.อ.พนาถือเป็นสายตรงของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. ในสายวงศ์เทวัญ ที่มีส่วนสำคัญในการแต่งตั้ง พล.อ.พนาขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.11 หรือ “กองพลสไตรเกอร์” ก่อนจะเข้าสู่ไลน์ 5 เสือ ทบ.
โดย พล.อ.พนาถือเป็น ผบ.ทบ.สายคอแดง คนที่ 4 ที่ผ่านหลักสูตร ฉก.ทม.รอ.904 ต่อจาก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ และ พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ อดีต ผบ.ทบ.
แต่ พล.อ.พนาเป็น ผบ.ทบ.คอแดงแค่ 1 เดือน ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นทหารคอเขียว ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 ตามที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาหน่วยทหารรักษาพระองค์ และหน่วยทหารในพระองค์ใหม่ รวม 67 หน่วย โดยมีผลตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 ความเปลี่ยนแปลงให้นายทหารชั้นนายพลที่เป็นทหารคอแดง ที่ไม่ได้อยู่ในกองทัพภาคที่ 1 และ ฉก.ทม.รอ.904 จะกลับมาเป็นทหารคอเขียวตามเดิม
พลันที่ พล.อ.พนาขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ได้จัดทัพวางโครงสร้างอำนาจใน ทบ.ด้วยการแต่งตั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ขึ้นมาคุมหน่วยคุมกำลังที่สำคัญๆ ของ ทบ. อาทิ พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ ผช.ผบ.ทบ. พล.ท.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เจ้ากรมยุทธการทหารบก พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล รอง เสธ.ทบ. พล.ท.จินตมัย ชีกว้าง เจ้ากรมกิจการพลเรือน
ขณะเดียวกัน ได้บริหารอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับพันเอกพิเศษ ในตำแหน่ง รอง ผบ.พล-ผู้การกรม ตามคำสั่งกองทัพบก ที่ 406/2567 และคำสั่งกองทัพบกที่ 442/2567 รวม 823 นาย
ส่วนใหญ่ พล.อ.พนาโฟกัสไปที่หน่วยกำลังหลักในกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยคุมกำลังหลักในกรุงเทพฯและภาคกลาง โดยเฉพาะในหน่วย พล.1 รอ. พล.ร.2 รอ. และ พล.ร.9
การบริหารอำนาจของ พล.อ.พนาในตำแหน่ง ผบ.ทบ.มีเวลา 3 ปี ต่อเนื่องจนเกษียณอายุในปี 2570 เท่ากับอายุของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะบริหารประเทศครบวาระ 4 ปีเช่นเดียวกัน
ในปี 2568 พล.อ.พนา ได้เน้นย้ำถึงนโยบายกองทัพบกที่สื่อสารผ่านสารอวยพรเนื่องในศุภวารดิถีขึ้นปีใหม่ มีใจความบางช่วงบางตอนว่า “การปฏิบัติงานกองทัพบก ปีพุทธศักราช 2568 ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์อันแน่วแน่ในการพัฒนาในทุกมิติให้มีความสอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคง ตามวิสัยทัศน์ของกองทัพบก ที่มุ่งสู่การเป็นกองทัพบกที่มีศักยภาพ ทันสมัย เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน และเป็นหนึ่งในกองทัพบกชั้นนำของภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถที่ครอบคลุมทั้งด้านกำลังพล โครงสร้างการจัดหน่วย อาวุธยุทโธปกรณ์ และการฝึกให้มีความพร้อมต่อภัยคุกคามและการปฏิบัติภารกิจทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
เก้าอี้ ผบ.ทบ.แม้จะเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงกลาโหม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชาตามโครงสร้าง แต่ในนัยยะต่อการเมืองไทย ตำแหน่ง ผบ.ทบ. มักถูกจับตาจากฝ่ายการเมืองมาทุกยุคสมัย เนื่องจากเป็นหน่วยคุมกำลังของประเทศ และมักจะมีส่วนสำคัญต่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมือง
อย่างการรัฐประหาร ในอดีตที่ผ่านมา
กรรชัย กำเนิดพลอย
พิธีกร ผู้สร้างอิมแพคต่อสังคม
ถูกจับตามองในฐานะผู้ทรงอิทธิพลมาโดยตลอด สำหรับ หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย หลังจากที่หันหลังให้งานแสดงแล้วมาเอาดีในบทบาทพิธีกรข่าวทางช่อง 3 และพิธีกรรายการโหนกระแส ที่ถูกพูดถึงและจับตามองมาโดยตลอด เพราะนอกจากจะหยิบเอาข่าวเด่นประเด็นร้อนเรื่องตกทุกข์ได้ยากของชาวบ้านมานำเสนอแล้ว ยังช่วยขับเคลื่อนสังคมกับข่าวดังที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์มาขยายผลจนได้บทสรุปในหลายๆ เรื่อง
คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริง หากจะบอกว่า โหนกระแสเป็นรายการที่ทรงอิทธิพลที่สุดรายการหนึ่งบนหน้าจอทีวีไทยเวลานี้
แต่กระนั้น กับคำว่า ผู้ทรงอิทธิพล กรรชัยก็ปฏิเสธที่จะรับมาโดยตลอด ทั้งยังชี้ว่า หากตนเป็นผู้ทรงอิทธิพลเวลาไปไหนต้องมีการ์ดล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ทุกวันนี้ไปไหนมาไหนก็ยังใช้ชีวิตเป็นปกติ พร้อมระบุว่า ขอเป็นเพียงกระบอกเสียงให้กับสังคมเท่านั้น แต่ถ้าหากใครจะมองว่าเป็นแรงบันดาลใจ อยากให้หยิบจับสิ่งดีๆ เอาไปใช้ แต่ถ้าอันไหนที่ไม่ดี นิสัย คำพูดคำจา ความกวน ขอร้องว่าอย่าเอาไปใช้เลย เหตุว่ามันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลจริงๆ
กับการที่เคยเป็นคนในวงการบันเทิงแล้วผันตัวมาเป็นคนข่าวนั้น ทำให้เคยถูกสบประมาทว่าไม่ใช่สื่อที่แท้จริง แต่เจ้าตัวก็ได้รับรางวัล ผู้ประกาศชายยอดเยี่ยม ในเวทีนาฏราช ครั้งที่ 15 มาครอง พร้อมทั้งเผยว่า “ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้รางวัลนี้ในเวทีนี้ มันโคตรฝันเลยครับ และต้องขอบคุณคุณผู้ชมทุกๆ ท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้ผมตลอดมานะครับ ที่สำคัญขอบคุณช่อง 3 ที่ให้โอกาสผมได้อ่านข่าวในรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ครับ ขอบคุณจากใจจริงๆ ครับ”
“อยากจะบอกว่า ผมเป็นสื่อตัวจริงแล้วนะครับ”

ทั้งนี้ กับการทำงานข่าวเป็นคนหน้ากล้องที่ไม่ว่าหยิบจับอะไรก็จะเป็นกระแส มีอิมแพคกับสังคมมาโดยตลอดนั้น กรรชัยกล่าวว่า ไม่ได้คิดว่าตนเองจะหยิบจับอะไรแล้วเป็นกระแส เพียงแต่อยู่ในช่วงที่มันมีจังหวะของมันพอดีมากกว่าเลยเป็นประเด็นขึ้นมา และยอมรับว่ามีความกดดันที่ต้องทำงานบนความคาดหวังของสังคม
“ความกดดันได้ย้อนกลับไปที่เคยพูดว่าทุกคนจะคาดหวัง ทำไมไม่นำเสนอเรื่องนี้ ทำไมนำเสนอเรื่องนี้ โดนว่าเป็นสื่อขยะ นู่นนี่นั่น ก็เป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่า แล้วเราจะทำตามใจใคร แต่ว่ามีวิธีคิดบวกที่ทำให้เรารู้ได้ว่า อย่างน้อยๆ จากคนนึงที่ต๊อกแต๊กๆ ในชีวิตที่ผ่านมา พอวันนึงมีคนคาดหวังกับตัวมันว่าอยากให้ทำอะไรให้สังคม พอคิดบวกแบบนี้สบายใจ ถึงเขาจะด่า แต่เขาด่าบนความคาดหวัง เขาไม่ได้ด่าเพราะเขาเกลียดเรา”
“กับคนที่ด่าบนความคาดหวัง ผมจะตอบไปว่า บางทีผมทำให้ถูกใจทุกคนไม่ได้ แต่รู้แหละว่าคุณคาดหวังกับผม ถ้าคุณไม่คาดหวังกับผม คุณคงไม่บอกให้ผมทำแบบนี้”
และในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา หนุ่ม กรรชัย ยังมีชื่อติด 1 ใน 10 ที่ได้รับฉายาดารา ประจำปี 2567 จากสมาคมนักข่าวบันเทิง ที่พิจารณาจากความโดดเด่นในหลายแง่มุม ทั้งในด้านกระแสข่าว ตัวตนของบุคคลในวงการบันเทิง ซึ่งได้รับฉายาว่า ‘หน่วงส่งกรรม’ พร้อมเหตุผลที่ว่า พิธีกรหนุ่มฝีปากจัดจ้านแห่งรายการโหนกระแส ซึ่งสารพัดเรื่องราวที่เป็นกระแส จะเป็นเรื่องชาวบ้าน หรือเรื่องราวระดับประเทศ เรื่องพระสงฆ์ เมื่อมารายการนี้ต้องโดนขุดคุ้ย เจาะลึกละเอียด หลักฐานลับจะถูกนำมาเปิดเผยในรายการนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อใครทำผิด ซ่อนเร้น สร้างความเดือดร้อน กรรมใดใครก่อ พี่หน่วง…ฉายาที่ผู้ชมตั้งให้ หนุ่ม กรรชัย พร้อมแฉหลักฐานส่งเข้าไปรับกรรม
ทางด้านกรรชัยได้กล่าวว่า “จริงๆ แล้วเป็นที่ตำรวจกับศาลนะ เราแค่เป็นกระบอกเสียงนะ ผู้ตัดสินผิดถูกก็จะเป็นศาลนะครับ ขอบคุณนะครับสำหรับฉายาที่มอบให้”

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งประชาชน
ขึ้นเป็นผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติท่ามกลางวิกฤตศรัทธาประชาชนต่ออาชีพ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”
เนื่องจาก “ศึกบิ๊กสีกากี” สาวไส้กันเองโยงใยเว็บพนันออนไลน์
จึงมีภารกิจสำคัญกอบกู้วิกฤตภาพลักษณ์องค์กร ให้หลุดพ้นคำประณาม ‘ตำรวจถึงยุคตกต่ำที่สุด’ ‘ตำรวจเป็นอาชีพที่ไม่ต่างอะไรจากโจร’
ขณะเดียวกัน ปลุกขวัญผู้ใต้บังคับบัญชา และปรับ “มายด์เซต” ให้จิตวิญญาณความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริงกลับคืนมา
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 15 มีชื่อเล่นว่า “ต่าย” บุคลิกที่คนเห็นทั่วไปคือ อารมณ์ดี เฟรนด์ลี่ และคิดบวก

บิ๊กต่ายเปิดใจว่า ไม่ดีใจเลยที่ได้รับแต่งตั้ง ตำแหน่งนี้ต้องมีภาระหน้าที่หนักหน่วง มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ต้องดูแลตำรวจ ดูแลพี่น้องประชาชนมากขึ้นกว่าที่เคยทำตำแหน่งอื่นๆ ที่ผ่านมา
แต่ก็เป็นความภูมิใจของครอบครัวและวงศ์ตระกูล เพราะการที่ก้าวขึ้นมาในจุดที่เป็นตำแหน่งสูงสุดขององค์กรนี้ เป็นความดีใจและภูมิใจของคนที่เกี่ยวข้องในชีวิตของเรา
“พูดตรงๆ ผมไม่เคยคิดเลยชีวิตจะก้าวมาถึงตรงนี้ ตอนสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ตอนนั้นจบมัธยมที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดราชบุรี ไม่คิดอยากเป็นตำรวจ เพราะเห็นชีวิตพ่อลำบากมาก”
คุณพ่อเป็นตำรวจ ยศแค่ดาบตำรวจ ทำหน้าที่เสมียนคดีโรงพักเมืองราชบุรี เป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน บ้านอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง เป็นเด็กบ้านนอก เล่นน้ำ เข้าทุ่งนาหาปลากันแบบเด็กๆ
“อยากใช้ชีวิตอยู่กับแม่น้ำ ทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับน้ำ เพราะว่าแม่น้ำแม่กลองเหมือนชีวิตของเรา แต่คุณพ่อก็บอกว่าพี่น้อง 4 คน ไม่มีข้าราชการเลย คุณพ่อเลยเอาความอยากตรงนี้มาหลอกล่อว่า ถ้าสอบเตรียมทหารได้จะให้แห 1 ปาก
คือชีวิตเราอยู่กับแม่น้ำ อยากได้แห เนื่องจากเห็นคุณพ่อกับพี่ชายใช้แหหาปลา เราก็อยากมี เลยไปสอบเตรียมทหาร จนได้เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 25 แล้วเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 41 ตอนนี้คุณพ่อเสียแล้ว ผมยังไม่เคยได้แหเลย” บิ๊กต่ายเล่าพร้อมหัวเราะ
สำหรับวิสัยทัศน์ยุค ผบ.ตร.คนที่ 15 คือ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน”
และได้มอบ 15 นโยบายให้เหล่าข้าราชการตำรวจกว่า 2 แสนนาย ยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ดังนี้ 1.ปกป้องเทิดทูนสถาบัน 2.เปลี่ยนแนวคิด ตำรวจเป็นที่พึ่งประชาชน 3.ทำดีมีรางวัล ทำไม่ดีมีโทษ 4.ปรับการบริการ และพัฒนางานสถานีตำรวจ 5.พัฒนางานสอบสวน อำนวยความยุติธรรมทางอาญา 6.ปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลประทบต่อประชาชน 7.ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 8.สร้างวินัยจราจร 9.การข่าวเชิงรุกทุกมิติ 10.สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และความโปร่งใส 11.พัฒนาระบบและวิธีการทำงาน สร้างแผนแม่บท 12.ปรับรูปแบบการบริหารบุคคลและงบประมาณ 13.ปรับปรุงระเบียบ คำสั่ง กฎหมาย 14.ฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 15.จัดสวัสดิการตำรวจ สิทธิประโยชน์พึงมีอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า อยากให้คนมีภาพจำ ผบ.ตร.คนที่ 15 อย่างไร บิ๊กต่ายตอบทันทีว่า “เป็นคำถามที่ยากต่อความรู้สึกตัวเองมากๆ เพราะเป็นคนที่ไม่อยากให้ใครมาจำผมเลย อยากทำงานตามหน้าที่ที่มี จริงๆ ผมก็เป็นตำรวจทั่วๆ ไป แต่ด้วยหน้าที่และบทบาทที่ถูกมอบหมายเป็นภาระที่หนัก และต้องรับผิดชอบสูงมาก ดังนั้น คิดว่าภาระและความรับผิดชอบที่มาก แล้วเราทำไปตามตัวตนของเรา ตามสิ่งที่ปรารถนา จะทำไปเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ สิ่งที่สำเร็จเหล่านั้นจะทำให้คนจดจำโดยอัตโนมัติเอง
ถ้ามาจำในมุมมองของผม เป็นคนรักองค์กรมาก มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กรมาก และยืนยันว่าผู้ใดจะมาล่วงละเมิดสถาบันที่ผมยึดถือไว้ คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มิได้เด็ดขาด นี่คือปณิธานที่ตั้งไว้
ส่วนจะจำผมในมิติอย่างไร อาจเป็นคนเฟรนด์ลี่ แต่ถ้าขนาดโหดร้าย หรือแกล้งใครนั้นไม่มี ยืนยันว่าได้ทำงานที่รับผิดชอบเพื่อนำพาองค์กรไปสู่ทิศทางที่ต้องการ แล้วให้ชาวบ้านอ้าแขนและกอดเราได้อย่างเต็มใจ โดยไม่ต้องบอกว่า แกล้งกอดผมหน่อยนะ ผมจะขอถ่ายรูป
ถ้าอยู่ในตำแหน่งครบ 2 ปี อยากให้จดจำว่าผมทำงานไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้นานแค่ไหน ไม่เคยคิดว่าได้ 2 ปีแน่นอน ทำทุกวันให้มีคุณค่า ให้เกิดความสำเร็จในสิ่งที่เราพึงปรารถนาก็พอใจแล้ว”
อรุณ วัชระสวัสดิ์
ผู้ใช้‘ลายเส้น’
แผ้วถางทางให้อาชีพการ์ตูนและประชาธิปไตยไทย
อรุณ วัชระสวัสดิ์ ถือเป็นการ์ตูนนิสต์ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย
ผลงาน แนวคิด และวัตรปฏิบัติ ทั้งในฐานะศิลปิน ทั้งในฐานะสื่อมวลชน เป็นที่ยอมรับ มากว่าห้าทศวรรษ
เป็นที่ยอมรับอย่างไร
คงต้องพิจารณา จากคำประกาศเชิดชูเกียรติของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
ที่มีฉันทามติเป็นเอกฉันท์ มอบรางวัล “มติชนเกียรติยศ” ปี 2567 ให้กับการ์ตูนนิสต์ท่านนี้
“อรุณ วัชระสวัสดิ์ ถือเป็นสื่อมวลชน และศิลปินผู้ทรงคุณค่าแห่งวงการการ์ตูนประเทศไทย
มีคุณูปการต่อวงการสื่อสารมวลชนและสังคมไทยอย่างสูง
ด้วยการใช้ศิลปะการวาดการ์ตูนสะท้อนความจริงทางสังคมและการเมือง ผ่านงานศิลปะอันทรงพลัง
สามารถสื่อสารประเด็นที่ซับซ้อนด้วยภาพการ์ตูนที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
ใช้อารมณ์ขันและการเสียดสีเป็นเครื่องมือในการสะท้อนสังคมได้อย่างแยบยล กล้าหาญ
ตลอดระยะเวลากว่าห้าทศวรรษ นายอรุณ วัชระสวัสดิ์ ได้ยืนหยัดในการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก
ด้วยการนำเสนอความจริงผ่านลายเส้นการ์ตูนที่ปราศจากอคติทางการเมือง
ไม่เชิดชูหรือโจมตีฝ่ายใด แต่มุ่งสะท้อนความเป็นจริงของสังคมด้วยความรักและความห่วงใยต่อบ้านเมือง
ผลงานของอรุณ วัชระสวัสดิ์ จึงมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยและความโปร่งใสในสังคมไทย
สมดังคำกล่าวที่ว่า การ์ตูนคือลมหายใจของประชาธิปไตย…”
ปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ขยายความ จากประกาศยกย่อง “อรุณ วัชระสวัสดิ์” ในฐานะผู้ได้รับรางวัล “มติชนเกียรติยศ” ประจำปี 2567
ไว้อย่างน่าสนใจว่า
…ถ้าเราลองย้อนอ่านผลงานการ์ตูนที่ตีพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ของอรุณ ในช่วงตลอดทศวรรษกว่าๆ ที่ผ่านมา
เรื่องน่าทึ่งที่เราสามารถค้นพบได้ทันที คือ แม้วิธีการวาดการ์ตูนของอรุณอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามเทคนิควิธีที่เจ้าตัวใช้ในแต่ละช่วงเวลา หรือตามความก้าวหน้า-พลวัตของเทคโนโลยี
แต่หลักคิดและจุดยืนทางการเมืองของเขายังคงเดิมเสมอ ไม่ได้โอนเอนตามบุคคล ตามพรรคหรือกลุ่มการเมืองใดๆ
อรุณยึดมั่นในหลักการและคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย ระบบเลือกตั้ง ตลอดจนหลักสิทธิมนุษยชนชุดเดิมที่เขาเคยยึดถืออย่างเคร่งครัดซื่อสัตย์
ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ที่สังคมไทยมีความขัดแย้งทางความคิดอย่างหนัก
มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ต้อง “เสียผู้ใหญ่” ไปคนแล้วคนเล่า แต่อรุณกลับยังเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ยัง “ไม่เสียผู้ใหญ่” มาจนกระทั่งถึงบัดนี้…
…หลายครั้งที่การ์ตูนของอรุณ สามารถทำหน้าที่สร้างสรรค์ จุดประกาย และเป็นบ่อเกิดในการส่งมอบความหวัง ความใฝ่ฝันอันดีงาม ให้แก่คนไทยผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย
การ์ตูนของอรุณช่วยฉายให้เห็นเค้าโครงบางอย่าง ว่าอะไรคือภาพที่พึงปรารถนาและภาพที่ไม่พึงปรารถนาของสังคมการเมืองที่ดี
พูดอีกอย่าง คือ อรุณพยายามร่วมออกแบบโครงสร้างการเมืองไทยที่พึงปรารถนา ผ่านผลงานการ์ตูนของเขา
การ์ตูนของอรุณทำหน้าที่เช่นนี้ได้ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ การ์ตูน ผลงานจิตรกรรม ผลงานวรรณศิลป์ ของอรุณ จึงเป็นผลงานศิลปะที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อมวลชนจำนวนมาก และผู้คนหลากหลายเจเนอเรชั่น
แม้อาจไม่ใช่ผลงานศิลปะที่สูงส่งขึ้นหิ้ง
แต่ผลงานของอรุณก็เป็นศิลปะที่แพร่กระจายไปตามท้องตลาด วงจรการผลิต จัดหน่าย และบริโภคสินค้า รวมถึงวิถีชีวิตของสามัญชนอย่างกว้างใหญ่ไพศาล จนนับเป็นศิลปะที่เข้าถึงประชาชน เป็นศิลปะของประชาชาติ ชาติที่หมายถึงประชาชน
“อรุณ วัชระสวัสดิ์” จึงมีสถานะเป็น “ศิลปินแห่งชาติ” หรือ “ศิลปินของประชาชน” ไปแล้วเรียบร้อย
อรุณ วัชระสวัสดิ์ เริ่มต้นงานวาดการ์ตูนล้อการเมืองครั้งแรกในปี 2515 กับหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่งในขณะนั้นเขายังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 6 คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย 2 รุ่นพี่คือ สุจิตต์ วงษ์เทศ และขรรค์ชัย บุนปาน ในฐานะศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยศิลปากร และนักข่าวสยามรัฐ เป็นผู้ “เปิดประตูบานแรก” ให้น้องร่วมสำนักก้าวเข้าสู่อาชีพการ์ตูนนิสต์ หลังเขาส่งการ์ตูนชุด 5 รูปที่ล้อหนังไทยไปยังกอง บก.สยามรัฐ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการ์ตูนเด็กไทยหัวโต “ม้าหิน-จอมปลวก” ล้อเลียนเสียดสีสังคม ซึ่งปรากฏอยู่บนหน้ากลางของสยามรัฐรายวัน
ขณะที่ สุทธิชัย หยุ่น ถือเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ช่วย “เปิดโลกทัศน์ทางการ์ตูน” ของ อรุณ วัชระสวัสดิ์ ให้ยกระดับและก้าวไปสู่การ์ตูนระดับสากล ในช่วงอรุณ วัชระสวัสดิ์ ทำงานให้เครือเดอะเนชั่น (The Nation) 1 ใน 2 หนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษของไทยในยุคนั้น
อรุณ วัชระสวัสดิ์ เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศห้องข่าว
นอกจากศึกษารูปแบบและถอดวิธีเขียนจากการ์ตูนต่างประเทศแล้ว ยังศึกษาวิธีคิดและการตีประเด็นจากการอ่านหนังสือพิมพ์วันละหลายๆ ฉบับ ฟังการสนทนาของนักข่าวภายในกองบรรณาธิการ ได้ยินเสียงนักข่าวคุยข่าว ได้เห็นการถกเถียงประเด็นในห้องประชุมข่าว
การ์ตูนของอรุณ ในหลายๆ ครั้ง จึงเป็นความคิดเห็นของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ ไม่ใช่ความคิดเห็นของนักวาดการ์ตูน เรียกว่า editorial cartoon (การ์ตูนบรรณาธิการ) ไม่ใช่ political cartoon (การ์ตูนการเมือง) เท่านั้น
อรุณ วัชระสวัสดิ์ กล่าวในวันที่รับรางวัลมติชนเกียรติยศ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ว่า เขียนการ์ตูนการเมืองมานานมาก
การ์ตูนการเมืองที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในชีวิตคือเมื่อ 52 ปีที่แล้ว ตอนอายุ 25 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
ความอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนการเมือง เริ่มเมื่อตอนเข้ากรุงเทพฯมาเรียนหนังสือที่เพาะช่าง ได้เห็นการ์ตูนการเมืองฝีมือคุณประยูร จรรยาวงษ์ ก็ชอบและอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนการเมืองมาตลอด
ความอยากที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนการเมืองนั้น ทำให้เขียนการ์ตูนตัวอย่างชิ้นหนึ่ง เป็นการ์ตูนช่องมีคำบรรยาย ชื่อ “ม้าหิน-จอมปลวก”
ม้าหินก็คือชนชั้นที่สูงขึ้นมาหน่อย มีม้าหินให้นั่ง กับอีกชนชั้นหนึ่งที่ไม่มีที่นั่ง ต้องนั่งบนจอมปลวก ซึ่งเป็นการสนทนาปะทะกันของสองความคิด สองกลุ่ม โดยมีตัวละครเป็นเด็กหัวจุก ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นแมสคอตของประชาชาติและมติชน
แล้วได้ส่งผลงานพร้อมแนะนำตัวไปให้คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่สยามรัฐทางไปรษณีย์
ไม่นานท่านก็เขียนจดหมายตอบให้ไปพบ และนั่นคือการเริ่มเขียนการ์ตูนการเมืองที่ได้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ครั้งแรก
ต่อมา คุณขรรค์ชัยกับพวกอีกหลายท่าน ก็ไปเปิดหนังสือพิมพ์รายวันชื่อประชาชาติ
และที่ประชาชาติรายวันนี้เอง ถึงได้เขียนการ์ตูนการเมืองครั้งแรกทุกวัน และรู้สึกมั่นคงกับการได้ทำงานที่ตนรัก

ที่ประชาชาตินอกจากผมมีหน้าที่เขียนการ์ตูนแล้ว ยังมีหน้าที่เขียนภาพประกอบบทความ ซึ่งคุณสุจิตต์จะเอาบทความมาให้ผมอ่านก่อน เพื่อเขียนเป็นภาพประกอบ บทความที่ว่าจะเป็นเรื่องหลากหลาย มีทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ ของนักวิชาการ นักเขียน มากมาย
การเขียนภาพประกอบบทความนี้ ทำให้ต้องอ่านและตีความ นึกภาพว่าจะเป็นภาพอะไรดี ทำให้ต้องอ่านด้วยความสนใจ จึงพอจะนึกภาพเป็นภาพประกอบได้
ตรงนี้แหละที่ทำให้คิดว่า เป็นเทคนิคการคิดเรื่องและข่าวต่างๆ ให้เป็นการ์ตูน ซึ่งเป็นวิชาที่ไม่มีการสอนในสถาบันใดๆ เลย
นิสัยนี้ยังติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเวลาที่เห็นข่าวอะไร ในสมองส่วนหนึ่งจะถูกคิดเป็นภาพการ์ตูนโดยอัตโนมัติ
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่าท่านทั้งสามคือ คุณสุจิตต์ คุณขรรค์ชัย คุณสุทธิชัย คือส่วนสำคัญที่ได้สร้างนักเขียนการ์ตูนชื่อ อรุณ วัชระสวัสดิ์
“เหมือนทุกครั้งที่ผมได้รับรางวัลอะไรต่ออะไร เช่น รางวัลศรีบูรพา เป็นต้น นอกจากจะดีใจ และแปลกใจที่นักเขียนการ์ตูนได้รับรางวัล ดีใจแทนนักเขียนการ์ตูนทุกท่าน ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่ ‘การ์ตูน’ ที่มีแต่เรื่องตลกขบขัน ไร้สาระ เรายังมีสติปัญญา ความคิด ความรู้สึกต่อสังคมเพื่อนมนุษย์ เพียงแต่เราสะท้อนออกมาเป็นภาพ” อรุณ วัชระสวัสดิ์กล่าว
และว่า …ด้วยความคิดตลอดว่า “การ์ตูนการเมือง” เป็นเพียง “น้ำจิ้ม” บนโต๊ะอาหาร ที่มีอาหารหลักมากมายหลายชนิด ซึ่งล้วนอร่อยและมีคุณค่าทางสมอง ทางความคิด
“งานผมเป็นเพียง ‘น้ำจิ้ม’ ถ้วยหนึ่งบนโต๊ะอาหารนี้ เพื่อปรุงรสให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น (แต่) ก็อดดีใจและตกใจไม่ได้ ว่าวันหนึ่งเจ้าของภัตตาคารได้ประกาศว่า ร้านเรามีน้ำจิ้มอร่อย ต้องขอขอบคุณที่เห็นคุณค่าของเหล่าน้ำจิ้มทั้งหลาย”
“น้ำจิ้ม” ที่ไม่ว่าเป็นพวกนิยายภาพ การ์ตูนการเมือง หรือการ์ตูนตลก …ถูกสังคมมองข้ามมาตลอด ต่างล้มหายตายจากไปตามๆ กัน จนทุกวันนี้เหลือนักเขียนการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็นนิยายภาพ การ์ตูนการเมือง หรือการ์ตูนตลกเหลือน้อยเต็มที
“ก็ดีใจและขอบคุณที่ได้มองเห็นคุณค่าของการ์ตูน และนักเขียนการ์ตูน สิ่งเหล่านี้คงจะเป็นกำลังใจแก่นักเขียนการ์ตูนรุ่นหลังๆ”
นั่นคือความรู้สึกของ อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูนนิสต์ ที่นอกจากใช้ “ลายเส้น” ร่วมแผ้วถางทาง ให้กับวงการการ์ตูนเมืองไทยแล้ว
ยังใช้แผ้วถางทางประชาธิปไตย ความเป็นธรรม ให้กับสังคมไทย ในฐานะสื่อมวลชนด้วย
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
หัวเรือใหญ่ไอลอว์
เคลื่อนไหวไม่เคยหยุด ไม่เคยนิ่ง ไม่เคยท้อ สำหรับ ‘ไอลอว์’ หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน-iLaw โดยมี ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอย่างเต็มตัวมาแล้วกว่า 2 ปี หลังนั่งเก้าอี้ผู้จัดการมานานจนคุ้นตาจากหลากวงเสวนา เวทีปราศรัย อีเวนต์รณรงค์และเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายสำคัญๆ มากมาย
นับได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดสายก้าวหน้าในสังคมไทย
“ในการทำงานที่ผ่านมา คนชอบเราก็มีเยอะ และคนเกลียดเราก็มีเยอะ แต่เราพยายามทำสิ่งที่คิดว่ามันสมควรจะทำในแต่ละช่วงเวลา แค่มีคนเห็นประโยชน์ก็ดีใจแล้ว” ยิ่งชีพเผย ก่อนย้อนเล่าสถานการณ์ในปี 2567 โดยยอมรับว่า ‘เหนื่อยสุดๆ’
“ไอลอว์ทำ 2 แคมเปญใหญ่ คือ กฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน กับ ส.ว. สมัครเพื่อโหวต เดิมตามแผนงานน่าจะต้องมีประชามติรัฐธรรมนูญด้วย เราก็กลัวมากว่าทุกอย่างจะมาชนกัน
แต่ปรากฏว่าประชามติรัฐธรรมนูญไม่มี จึงมีแค่ 2 แคมเปญที่ออกแบบกิจกรรมโดยพึ่งพาคนอื่น ความหมายคือ เราไม่ได้เป็นคนทำเองทุกอย่าง แต่เป็นคนประชาสัมพันธ์และอธิบาย ขอให้ประชาชนลุกขึ้นมาช่วยกัน”
ผอ.ไอลอว์เปิดใจอย่างตรงไปตรงมา ว่าทุกแคมเปญที่ไอลอว์ทำ เกิดขึ้นเพราะอยู่ใน ‘สภาวะหลังชนฝา’
“ไม่มีทางเลือก เรารู้ว่าตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ส.ว.มีอำนาจเยอะมากทั้งเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การออกกฎหมาย การเลือกคนมาเป็นองค์กรอิสระ เราก็เห็นผลงานมาแล้วว่า ส.ว. 250 คน ชุดที่แล้วที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่ง ส.ว.นับเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการรวบอำนาจด้วยมือของผู้มีอำนาจเอง
กลไก ส.ว.ชุดใหม่ออกแบบมาเพื่อจะให้คนมีอำนาจรวบอำนาจได้อีก และให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้น้อยที่สุด ถ้าไม่ทำอะไรเลย ส.ว.ชุดใหม่ก็คงหน้าตาคล้ายๆ กับ 250 คน ในชุดแรก เราก็พยายามที่จะชี้ช่อง บอกทางให้ประชาชนว่า ให้ไปช่วยกันสมัคร ส.ว.เพื่อออกเสียงโหวต ไอลอว์มีเจตนาที่จะออกจากระบบวังวนอำนาจแบบเดิม ถ้าเราไม่ทำก็จมอยู่ที่เดิม” ยิ่งชีพเล่า

แม้ลุยเต็มที่ แต่ ผอ.ไอลอว์เปิดอกยอมรับว่า 2567 เป็นปีที่ ‘ไม่สำเร็จ’ แต่ยืนยัน ‘ไม่ท้อ’ แน่ๆ
“นับว่าเป็นปีที่ผมทำงานเพื่อออกแคมเปญไม่เคยสำเร็จเลย เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายมาแล้วหลายชิ้น ก็ไม่มีอะไรผ่านออกมาเพื่อพิจารณาเป็นกฎหมาย แต่ไม่ท้อ
การทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีอะไรท้อเลย บางครั้งผมคิดว่าสังคมไทยคาดหวังกับเรามากไป 2 ปีที่ผ่านมา แรงกดดันต่อพวกเราสูงมาก นักกิจกรรมเอ็นจีโอ ด้วยกัน ก็คาดหวังจากเราเยอะให้ไอลอว์เป็นคนออกตัวบ้าง รวมถึงก็มีประชาชนจำนวนมากที่สนับสนุน ก็ต้องขอชื่นชมทุกคนที่ช่วยกันสนับสนุนพวกเรา
ไอลอว์เองก็ไม่สามารถเอาชนะได้ทุกเรื่อง มีภาวะที่กดดันสูง รู้สึกว่าต้องทำได้ดีกว่านี้ แต่ว่าก็มีเบรกตัวเองไว้ว่า เราก็แค่นี้แหละ ถ้าเขาคาดหวังกับเรามากกว่านี้ เราก็ไม่ได้จะตอบความคาดหวังของทุกคนได้เสมอไป” ยิ่งชีพกล่าว
ส่วนแผนงานและเป้าหมายในปี 2568 แน่นอนว่า ยังเดินหน้าต่อ แต่อาจไม่ ‘ตู้มต้าม’ ตลอดเวลา เหมือนในปีที่ผ่านมา
“ผมรู้สึกว่าปีนี้ จะเป็นปีที่รู้สึกเงียบเหงา อาจจะไม่ได้มีอีเวนต์สำคัญๆ แต่ก็อาจจะมีนิรโทษกรรมประชาชนเข้าสภาก็ได้ ไอลอว์มีบทบาทสำคัญเป็นผู้บันทึกข้อมูล เผยแพร่ข้อมูลลงบนโลกออนไลน์ซึ่งเราทำมาโดยตลอด ถ้ามีอีเวนต์ใหญ่ เราจะออกตัวรณรงค์อย่างแน่นอน เช่น ถ้ามีประชามติรัฐธรรมนูญจริง เราก็จะออกตัวทันที”
ด้านชีวิตส่วนตัว เพิ่งจดทะเบียนสมรสกับภรรยาหมาดๆ หลังกฎหมาย ‘สมรสเท่าเทียม’ ผ่านฉลุย ชาติแรกในเอเชีย จน ‘ยูเอ็น’ ออกปากชมภาคประชาสังคมในไทยที่มีบทบาทร่วมผลักดันจนสำเร็จ
“ไอลอว์มีบทบาทเป็นผู้ตามมากกว่า เราซัพพอร์ตกิจกรรมสมรสเท่าเทียมมาโดยตลอด และมีเอ็นเกจเมนต์ที่ดี ทุกคนช่วยกันแชร์จนรับรู้กันในวงกว้าง ผมคิดว่าสังคมไทยพามันไปมากกว่า
ผมคบกับแฟนมาตั้งแต่ปี 2559 แต่งงานเมื่อปี 2562 แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แม้จะไม่ใช่คู่รักชายชาย หญิงหญิง แต่ก็มีความตั้งใจว่า ขอรอสมรสเท่าเทียมผ่านก่อน จึงจะไปจดทะเบียน พร้อมกับคู่สมรสที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะบุคคล-บุคคล ชาย-หญิง ตอนนี้สมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว รอวันประกาศใช้ แต่คิดว่าคนคงไปจดทะเบียนเยอะแน่นอน เลยขอไปจดก่อนเรียบร้อยแล้ว”
เมื่อถามถึง ‘ของขวัญปีใหม่’ ที่อยากได้ ยิ่งชีพตอบทันทีว่า ‘นิรโทษกรรมประชาชน’
“อยากให้นักโทษการเมืองได้กลับบ้าน ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญมันเป็นเกมยาวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว โดยกระบวนการมันต้องผ่านหลายขั้นตอน ค่อยๆ ทำกันไป แต่ถ้าทุกคนได้กลับบ้านก่อนผมก็สบายใจ
อีกหนึ่งสิ่ง คือ ขอของขวัญให้นักโทษทุกคนได้ไหมในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในการเยี่ยมญาติ ก่อนโควิด-19 เราสามารถเยี่ยมนักโทษได้ทุกวัน/วันละครั้ง 20 นาทีที่เห็นหน้า ปัจจุบันนี้สถานการณ์โควิดดีขึ้น ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้แล้ว แต่สิทธินี้ก็ยังไม่กลับมา รวมถึงสิทธิในการซื้อของ ซื้อข้าว ส่งน้ำ การติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอก ก่อนโควิดมันดีกว่านี้” ผอ.ไอลอว์ระบุ
ขนาดของขวัญปีใหม่ ยังไม่ขอเพื่อตัวเอง ทว่า ร้องขอเพื่อนักต่อสู้ทางความคิด สมเป็นหัวเรือใหญ่ไอลอว์ที่สู้ไม่ท้อ ลุยไม่ถอย
สมบัติ บุญงามอนงค์
รัฐต้องส่งเสริมอาสาสมัคร
สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือชื่อที่รู้จักกันในนามแฝงว่า ‘บก.ลายจุด’ ผู้ที่มักจะตั้งคำถามบนสื่อออนไลน์ และโยนโจทย์อันแหลมคมให้สังคมได้ขบคิด พร้อมด้วยบทบาทผู้ลงมือปฏิบัติ และนำหัวเรือใหญ่ ‘มูลนิธิกระจกเงา’ หน่วยงานภาคประชาสังคม ที่โดดเด่นด้านการทุ่มเททำงานเพื่อสังคมมาต่อเนื่องหลายทศวรรษ
จุดเริ่มต้นของการฉายบทบาท หนึ่งในนักขับเคลื่อนประเด็นสังคมคนสำคัญ เมื่อครั้งก้าวออกมาประกาศจุดยืน “ต่อต้านรัฐประหาร” หลังจากเหตุการณ์เมื่อครั้งปี 2549 ด้วยการสร้างมูฟเมนต์ทางการเมือง ในฐานะแกนนำ “กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ต่อต้านรัฐประหาร” และ “เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร” จวบจนได้รวมตัวกับคณะเพื่อก่อตั้ง “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)” ด้วยข้อเรียกร้องที่ชัดเจนคือ ขอให้มี ‘การเลือกตั้ง’
นับจากนั้นตลอดเส้นทางในฐานะนักเคลื่อนไหวทางสังคม และการเมืองเพื่อประชาธิปไตย นอกจากจะเป็นผู้หยิบปากกาออกมาขีดเขียน ปราศรัย ตั้งคำถามต่อความอยุติธรรมที่เห็นอยู่ซึ่งหน้า ขณะเดียวกันนั้นสายตาก็ยังคงสอดส่อง มองลึกลงไปถึงผู้ทุกข์ยาก และขาดโอกาสทางสังคม

จนได้ร่วมจุดพลังของหนุ่มสาวไฟแรง ณ ขณะนั้น ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงาขึ้นมา พร้อมกระโจนเขาไปสางปัญหาเก่า ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมทางสังคม ผนึกนำทีม NGO ที่ทำงานโดยไม่ได้ตีกรอบตัวเองว่าต้องทำเพื่อเฉพาะเด็ก หรือผู้สูงวัยเพียงเท่านั้น แต่ยังคงลุยทำงานกับทุกโจทย์ พร้อมตรงดิ่งไปแก้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
ผลงานมูลนิธิกระจกเงาเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมเรื่อยมา พร้อมได้รับการการันตีอีกครั้ง ด้วยรางวัล “นักสิทธิมนุษยชนประเภทองค์กร” จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากล ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่เพิ่งผ่านพ้นมาอีกด้วย
บทบาทการทำงานของ สมบัติ บุญงามอนงค์ แสดงให้เห็นความหนักแน่นในอุดมการณ์และการลงมือทำ เพื่อมุ่งหวังการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ในฐานะตัวแทนผู้นำภาคประชาสังคมที่ได้ช่วยบรรเทาความทุกข์ร้อนจากวิกฤตภัยพิบัติทางธรรมชาติ ดับไฟป่า ฝ่าฝุ่นพิษ และน้ำท่วมใหญ่หลายพื้นที่ ซึ่งเปรียบดั่งภาพสะท้อนการทำงานอย่างมุ่งมั่น ด้วยบทบาท ‘จิตอาสา’ ที่จะร่วมเดินหน้าไปพร้อมประเทศไทย โดยไม่คิดถอดใจท้อถอย
เมื่อถามถึง ‘ความเชื่อมั่นไทยแลนด์ 2025’ แล้วนั้น สมบัติ ในฐานะ ผอ.มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยว่า ตามจริงแล้วปีนี้ครบรอบ 20 ปี สึนามิครั้งใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เราได้เห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์เกี่ยวกับเรื่อง ‘อาสาสมัคร’ ที่เข้าไปช่วยบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่
“โดยคอมมอนเซนส์ผมรู้สึกว่าคนไทยเป็นคนน่ารัก ผู้คนพอเห็นปัญหาปุ๊บก็อยากจะมีส่วนร่วม อยากไปช่วย ซึ่งปัญหามันอยู่ที่ว่าพอไปถึงหน้างานแล้ว มันจะไปช่วยทำอะไรได้บ้าง ซึ่งถ้าคนที่มีองค์กรเข้าไปช่วยมันก็จะง่าย แต่คนที่จะตามเข้าไปช่วยในชุดที่ 2-3 หรือการเข้าช่วยในนามบุคคล ก็อาจจะยากด้านการประสานงาน
เราไม่สงสัยในจิตสำนึกการมีอาสาสมัคร แต่เราต้องมี ‘แพลตฟอร์ม’ ที่สามารถทำให้ปัจเจกเข้าไปสู่ระบบ และสามารถช่วยเหลือคนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สิ่งที่ผมทำในช่วงที่เกิดสาธารณภัยขนาดใหญ่ทุกครั้ง คือ ทำแพลตฟอร์มเพื่ออาสาสมัคร เพื่อให้เกิดระบบซัพพอร์ตคนที่อยู่หน้างาน ให้ได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างชัดเจน รู้ว่ามีหน้างานอยู่ที่ไหน ทำอะไร มีอุปกรณ์และระบบบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
เราจำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมา ไม่อย่างนั้นอาสาสมัครก็จะไปเกะกะ อย่างมากก็ทำได้แค่แจกของ เหมือนที่เราเห็นสมัยก่อน แต่เราต้องยื่นมือเข้าไปช่วยอีกหลายด้าน เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติเขาต้องการแรงงานให้เข้าไปช่วย เราจึงจะสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเข้าไปช่วยตรงนั้น
สิ่งที่เขาชอบพูดกันว่า เราเป็นสังคมพุทธ มันเป็นเรื่องจริงมาก คือคนไทยเป็นคนที่มีจิตใจดีมาก อยากจะช่วยเหลือเวลาเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก คนรู้สึกอยากเข้าไปช่วย ซึ่งการเข้าไปช่วยนั้นสามารถทำได้หลากหลายช่องทาง ดังนั้น สิ่งนี้คือเครื่องยืนยันว่า งานอาสาสมัครกับสังคมไทยมันสอดคล้องกัน” สมบัติระบุ
จากนั้นมองถึงการทำงานร่วมกับภาครัฐอีกว่า ที่ผ่านมารัฐแค่ขอบคุณการทำงานของอาสาสมัคร ก็แค่มอบโล่กัน แต่ไม่ได้ส่งเสริม หรือดำเนินนโยบายให้งานอาสาสมัครมันแข็งแรงขึ้น แต่ต่างประเทศงานที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ประชาชน เป็นหน้าที่ของรัฐต้องทำ แล้วภาคประชาสังคมไปช่วยเสริม
“ภาครัฐเขาก็จะอุดหนุนภาคประชาสังคม เช่น กลไกการลดหย่อนภาษี อย่างการที่คนบริจาคเงิน สามารถไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งตอนนี้ยังมีเพียงไม่กี่มูลนิธิที่ลดหย่อนภาษีได้ ผมคิดว่าภาครัฐโดยเฉพาะสรรพากรควรที่จะปรับท่าทีในเรื่องนี้” สมบัติยกประเด็นเสนอ

พร้อมยกเคสต่ออีกว่า ในต่างประเทศเขาพยายามส่งเสริมงบประมาณจากภาษีลงไปสนับสนุนองค์กรเหล่านี้ ให้คนทำงานเขาได้มีอุปกรณ์ที่เพียงพอในการขับเคลื่อน ระบุไว้เลยว่า หน่วยงานสามารถเบิกค่าน้ำมันได้เท่าไหร่ หรือแม้กระทั่งสร้างสวัสดิการให้คนที่เข้าไปทำงานในพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาไปนอนวัดกัน
“เมื่อเกิดสาธารณภัยครั้งใหญ่นั้น การปักหลักตั้งฐานทำงานตามสถานที่ราชการมันจะทำให้การจัดการมันง่ายขึ้น แล้วจะได้สื่อสารกันให้มาก และได้สนับสนุนกันและกัน” ผอ.มูลนิธิกระจกเงาชี้
ก่อนจะฝากประเด็นสุดท้ายว่า เราสามารถมีมุมมองต่ออาสาสมัครในบทบาทของพลเมืองได้ เพราะในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสำนึกทางการเมืองและความเป็นพลเมือง
“เวลาที่เกิดเหตุการณ์อะไรก็ตาม แล้วเขาเห็นว่าประชาชนสามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เขาก็จะเอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานั้น
ประชาชนจะเข้าไปเป็นกองกำลัง เป็นแนวร่วมที่แข็งแกร่งร่วมมือกับรัฐในการแก้ปัญหา ดังนั้น อาสาสมัครจึงเป็นสิ่งที่รัฐควรส่งเสริมให้มาก เพราะเมื่อเกิดกรณีสาธารณภัยขนาดใหญ่ มันเกินความสามารถของกลไกรัฐที่ออกแบบไว้ตอบโต้” บก.ลายจุดอธิบาย ก่อนทิ้งท้ายว่า
ภาคประชาสังคมจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญมาก รัฐควรคิดให้ออก หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา จะทำงานง่าย ประชาชนผู้ประสบภัยจะได้ประโยชน์จากจุดนี้
วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร
นักรณรงค์เพื่อสิทธิ LGBTQ+
เป็นอีกหนึ่งผู้หญิงเก่งที่มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่เรื่อง “สมรสเท่าเทียม” ของประเทศไทย สำหรับ วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) ผู้เสนอแก้ไขกฎหมายสมรสเท่าเทียมภาคประชาชน ในฐานะนักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) มากว่า 20 ปี และเป็นผู้นำในความพยายามทำให้ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ผ่านรัฐสภา
วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร บอกว่า “ไม่อยากเรียกว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพล จริงๆ แค่ติดตามงานนี้มานานมากพอ และอาจจะใช้เครื่องมือหรือกลไกที่คนอื่นไม่ใช้ เช่น ใช้แมสแอ๊กทิวิตี้ แมสอีเวนต์ อย่างงานไพรด์ การทำม็อบ หรือการลงไปทำงานกับระบบรัฐสภา หรือทำพรรคการเมือง รวมไปถึงการเสนอกฎหมายในสภา เลยทำให้เกิดการมองเห็น แต่ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรมากมาย”
สำหรับ วาดดาว ปัจจุบันอายุ 41 ปี จบการศึกษาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนมาเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน เธอเคยทำงานด้านสื่อสารมวลชนมาก่อน ทั้งโปรดิวเซอร์โทรทัศน์ รายการข่าว และสำนักพิมพ์ กระทั่งปี 2012 เข้ามาเป็นอาสาสมัครด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยระหว่างที่ทำงานก็พบว่าประเด็น LGBTQ+ ยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก จึงได้ลงมาทำประเด็นดังกล่าว

“ตัวเองก็เป็นเลสเบี้ยน แต่ไม่ได้เปิดเผยกับครอบครัว ไม่ได้เปิดเผยกับคนอื่น ใช้ชีวิตอย่างปกปิด เมื่อมาทำงานประเด็น LGBTQ+ จึงดึงเรื่องมนุษยชนขึ้นนำ เพราะยังไม่กล้าเปิดเผย กลัวพ่อแม่รู้”
แอ๊กชั่นแรกของงานนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2013 ในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ เธอพาคู่เลสเบี้ยนไปจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตบางรัก แม้จะถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ หากก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้เพียงชั่วข้ามคืน เมื่อสำนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ ต่างนำประเด็นดังกล่าวพาดหัวใหญ่โต เป็นที่สนอกสนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง
“เรานำอะไรใหม่ๆ เข้ามา ตอนนั้นไม่มีใครทำอะไรใหม่แบบนี้ ไม่มีใครกล้าที่จะเดินไปจดทะเบียนสมรส เราก็ต้องกล้า ก็ต้องทำ เพราะการพูดเรื่องนี้ ต้องไปวันที่สำคัญที่สุด คือ วันแห่งความรัก ตอนนั้นยังไม่ได้มีอะไรมาก มีป้ายรณรงค์ มีไมค์พูดปราศรัย ไปสำนักงานเขตบางรัก โดนไล่ออกมา เราก็ไปเอาใบปฏิเสธมาทำงานต่อสู้ต่อ”
“วันนั้นก็เป็นข่าวทุกสำนัก ทั้งสื่อไทยและต่างประเทศ มีพาดหัวข่าวว่า ตีฉิ่งครองเมือง และในข่าวหน้าเดียวกัน มีคู่วายที่จดทะเบียนกันได้ ตอนนั้นเราก็รู้สึกโคตรโหดกับพวกเรามาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และทำให้เราเข้าใจประเด็นทำงานสาธารณะ ที่ต้องทำในวันสำคัญ เพราะยังไงนักข่าวจะวิ่งหากิจกรรมในวันสำคัญ เราเข้าใจการทำงานของสื่อ และวางยุทธศาสตร์ในการทำงานกับสื่อเพิ่มมากขึ้น”
จากวันนั้น ก็นำไปสู่การทำงานในวันสำคัญๆ อีกหลายต่อหลายครั้ง อย่างในวันยุติการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ที่มีการทำแฟลชม็อบไปทั่วกรุงเทพฯ นับจากนั้นประเด็น LGBTQ+ ก็มีการพูดถึงในสังคมเพิ่มมากขึ้น
“มีการพูดถึงเรื่องสิทธิ LGBTQ+ เพิ่มขึ้น พูดถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน หน่วยงานรัฐเชิญพวกเราไปให้ข้อมูลเพิ่มขึ้น แสดงว่าการเปิดเผยตัวตนที่พวกเราแอ๊กชั่นมันค่อนข้างสำเร็จ และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ทำให้สำนักข่าวต่างๆ ติดต่อมาเพื่อสัมภาษณ์คู่รัก ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของสมรสเท่าเทียม เราใช้แก่นแท้เรื่องของการต่อสู้เรื่องความรักของผู้คนที่รักกันจริงๆ และประสบปัญหาชีวิตจริงๆ มาใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้”

หากกว่าจะคลอดออกมาเป็นตัวบทกฎหมายอย่างวันนี้ วาดดาวบอกว่า “การทำงานไม่ได้สวยหรู” หากเธอยึดคติประจำใจว่า “เป็นเรื่องที่ชีวิตหนึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้” และ “ความสำเร็จคือการแก้แค้นที่ดีที่สุด” ยิ่งไปกว่านั้น
“กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เปลี่ยนชีวิตของ LGBTQ+ จะเป็นกฎหมายหลักที่เราอยากได้สิทธิ และสิทธินี้เราต้องได้เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งการทำงานไม่ได้สวยหรู ร้องไห้กันมาเยอะมาก ทะเลาะกันเอง ทะเลาะกับเพื่อน ทะเลาะกับเครือข่าย ทะเลาะกับสื่อ ทะเลาะกับรัฐ เราทำม็อบเกี่ยวกับสมรสเท่าเทียม 2 ครั้ง ก็ถูกฟ้องคดี 17 คน เอาจริงๆ มันไม่ได้มาง่ายๆ เพียงแต่เราก็ทำงานตามสเต็ป โดยไม่ร้องขอความเมตตาจากใคร หยิ่งมาก หยิ่งสุดๆ ให้ดีเบตกับใคร ถ้าอยากฟัง ฉันพูดเรื่องสมรสเท่าเทียมนะ ถ้าอยากฟัง พ.ร.บ.คู่ชีวิต หรือฉบับอื่น คุณไปฟังคนอื่น ต้องทะนงในเรื่องของจุดยืนมากๆ เพราะมันไม่ง่ายเลยสำหรับการต่อสู้เรื่องนี้ เอาจริงๆ มันยากมาก เขามองพวกเราเป็นพวกมักมาก อยากได้จนเกินตัว ไม่มีใครสนับสนุนเลย เขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่พวกเราไม่ยอมแพ้ เพราะหัวใจของเราในการทำงาน ล้อไปกับสิทธิเสรีภาพที่มันได้อย่างเสมอหน้ากัน”
โดยเฉพาะในการจัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) ที่แม้จะประสบความสำเร็จ ในปี 2022 มีผู้มาร่วมงาน 20,000 คน ปี 2023 มีผู้มาร่วมงาน 1 แสนคน และปี 2024 เพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนคน และยังขยายไปอีก 35 จังหวัด
“งานไพรด์ ร้องไห้เยอะสุด สถานการณ์ทุกอย่าง เป็นการจัดงานที่มีแต่ปัญหา อุปสรรค การเดินทางไปแต่ละก้าว หนักมาก บางทีก็ถามว่า จะทำให้คนรู้สึกภาคภูมิใจในชีวิต มันจะเยอะแยะมากมายขนาดนี้เลยหรือ แต่การต่อสู้มันเป็นเรื่องในชีวิต ร้องไห้แล้วก็ปาดน้ำตา ตอนนี้เจออะไรก็เป็นสภาวะอย่างนั้นอยู่ จริงๆ พวกเราทำงาน พวกเราอ่อนไหวกันมากๆ”
หากสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จด้วยดีคือ “ประชาชน”
“ป้อมปราการที่ปกป้องพวกเราให้ทำงานได้ คือ ประชาชน ตำรวจให้เราเดินได้เพราะคนมาเยอะ ซึ่งเราแตกต่างจากม็อบ เพราะการมีคนมาเดินเยอะ มันสร้างมูลค่าทางการตลาดได้ หน่วยงานรัฐไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นอื่นในโลกทำแบบเราได้ยากมาก มีแค่ประเด็น LGBTQ+ เท่านั้นที่สร้างขบวนพาเหรดหรืออีเวนต์ในรูปแบบของการต่อสู้แล้วสร้างมูลค่าทางการตลาดได้ เรียกว่าเป็น “อินโนเวชั่น” ของโลกใบนี้ ทั่วโลกพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าขบวนการต่อสู้ ขบวนพาเหรดประเด็นเจนเดอร์ หรือ LGBTQ+ ที่ถูกกดขี่ มันต่อสู้ด้วยครีเอทิวิตี้ เราไม่ได้จับอาวุธต่อสู้ เราเอาความครีเอตมาต่อสู้ให้เห็นตัวตน มันก็เลยทำให้เกิดสภาวะสร้างสรรค์ของการตลาด อีกมุมหนึ่ง LGBTQ+ เมืองนอกที่ถูกกดทับ ส่วนมากเขาอยู่ในวงการแฟชั่น วงการโฆษณา เพราะฉะนั้น การล็อบบี้ทางการตลาดมันง่ายมาก มันเลยมีมิตรภาพที่ใหญ่มาก ที่ทำให้สภาวะแวดล้อมของงานไพรด์ เป็นสภาวะแวดล้อมที่ดี ทำให้สังคมอยากเข้าร่วม ปลอดภัยและสร้างสรรค์”
อีกกำลังใจที่ทำให้เดินต่อไม่ท้อถอย แม้จะออกตัวว่า “พูดแล้วเว่อร์” หากมันก็คือ “เหตุผลจากหัวใจ”

“ในชีวิตเรา เราเติบโตมากับการเรียนรู้ปัญหาสังคม ปัญหาสังคมเยอะมาก เราอยากให้สังคมดีขึ้น การจับเรื่อง LGBTQ+ มันเป็นชีวิตเรา อีกมุมคือทำแล้วสังคมมันเปลี่ยน พอสังคมเปลี่ยน พอเห็นชีวิตคนอื่นเปลี่ยนเป็นรูปธรรม มันก็เป็นกำลังใจ”
“เอาจริงๆ แค่เราสามารถบอกพ่อแม่ได้ว่าเป็นเลสเบี้ยนมันก็เปลี่ยนชีวิตแล้ว สมรสเท่าเทียมเป็นของขวัญที่ทำสำเร็จแล้ว ไม่ต้องการอะไรในชีวิตแล้ว ที่เหลือขอเป็นกำไรในชีวิต เป็นของขวัญที่อธิบายได้ในนามธรรม สัมผัสได้จากความรู้สึก เป็นเอ็นเนอร์จี้ที่เรารู้สึกว่ามันเบิกบาน การทำงานสมรสเท่าเทียม มันพูดเรื่องความรัก มีคู่รักมาให้เราจดทะเบียนวันแรกพร้อมกันหลายร้อยคู่ เราก็ประทับใจมาก”
จากนี้เข้าสู่การนับถอยหลัง “จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม” ซึ่งจะเป็นวันที่ 22 หรือ 23 มกราคม 2568 ขณะนี้รอกฤษฎีกาตีความ
นับเป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่กลายเป็นประเทศแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชียที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้รับการรับรองและได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
พระพรหมวชิโรดม (สุทัศน์ วรทสฺสี)
เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร
พระพรหมวชิโรดม (สุทัศน์ วรทสฺสี) เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ พระสงฆ์ผู้เป็นแบบอย่างของพระภิกษุ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ของพระภิกษุสามเณร ที่ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541
โดยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสมณศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมราชานุวัตร ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิโรดม ปริยัตยาคมธุรโกศล โสภณสีลสมาจาร บริหารศาสนกิจดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร
ต่อมาในวันที่ 8 มิถุนายน 2567 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ พระพรหมวชิโรดม
พระพรหมวชิโรดม นามเดิมชื่อ สุทัศน์ ไชยะภา เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2514 ภูมิลำเนาเดิม อยู่ ต.โคกตูม อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ บรรพชาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2527 หลังเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นได้ศึกษาต่อนักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ที่สำนักเรียนวัดกลาง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่อสอบประโยค ป.ธ.4 ได้แล้ว พระมงคลวชิรธาดา จึงนำมาฝากพระราชเมธี (วรวิทย์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ รองเจ้าคณะภาค 10 และเจ้าคณะ 8 ในขณะนั้น เพื่อเข้าศึกษาต่อ
ด้วยความมีวิริยอุตสาหะในการศึกษา สามารถสอบผ่านชั้นประโยค ป.ธ.5 ถึง ป.ธ.9 โดยไม่สอบตกเลย ธรรมเนียมวัดมหาธาตุนั้น เมื่อมีสามเณรนวกะเข้ามาอยู่อาศัยแต่ละปี จะต้องผ่านการอบรมกรรมฐาน การอบรมขนบธรรมเนียมประเพณีของวัดมหาธาตุ และบรรพชาใหม่ จึงได้บรรพชาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 4 เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2533 ณ พระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร มี พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) อดีตเจ้าอาวาส และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นพระอุปัชฌาย์
ครั้นสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค อายุครบบวชพระ จึงกลับไปอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดกลาง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2535 มีพระราชเมธี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์
หลังศึกษาพระปริยัติธรรมต่อจนจบเปรียญธรรม 9 ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุฯ ได้เข้าศึกษาต่อปริญญาตรี-โท-เอก ในปี พ.ศ.2540 ได้เป็นพระอนุจร ติดตามพระเทพปริยัติสุธี พระอุปัชฌาย์ ย้ายไปอยู่วัดโมลีโลกยาราม ระยะแรกทำหน้าที่เป็นอาจารย์ใหญ่ ช่วยพระอุปัชฌาย์สอนบาลีและนักธรรม และบูรณปฏิสังขรณ์วัด จนทำให้สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม เป็นสำนักเรียนชั้นแนวหน้า
ต่อมาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 พระพรหมกวี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ) มรณภาพ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม สืบแทน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 ปกครองอารามแห่งนี้ด้วยดี ตั้งปณิธานสานต่อเจตนารมณ์ของบูรพาจารย์สำนักเรียนวัดโมลีฯ ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา ทําให้สำนักเรียนมีความเจริญรุดหน้า มีผลงานเป็นที่ประจักษ์โดดเด่นทั้งในด้านการบริหารและด้านวิชาการ และในปี พ.ศ.2565 เป็นรองแม่กองบาลีสนามหลวง
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงแก่พระพรหมวชิโรดม ในแวดวงพระภิกษุสามเณร คือ ทำให้สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ครองแชมป์สอบไล่ได้เปรียญธรรม 9 ประโยค หรือ ป.ธ.9 ติดต่อกันถึง 6 สมัย นับตั้งแต่ปี 2562-2567 ในการสอบ ป.ธ.9 ปี ที่ผ่านมาสามารถสร้างประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่เคยมีสำนักเรียนแห่งใดทำได้มาก่อน คือ มีผู้สอบไล่ได้ ป.ธ.9 จำนวนถึง 25 รูป ถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักเรียน อีกทั้งมีสามเณรสอบได้ ป.ธ.9 ถึง 9 รูป โดยสามเณรภานุวัฒน์ กองทุ่งมน อายุ 17 ปี อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี

นอกจากนี้ ยังได้เข้าเฝ้าฯ เป็นผู้ถวายพระอักษรภาษาบาลี แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปี ที่บำเพ็ญประโยชน์ด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีนั้น พระพรหมวชิโรดมเผยว่า งานที่ทำมาต่อเนื่อง คือ เรื่องการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ของพระภิกษุสามเณร ทำมาตั้งแต่ปี 2541 รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม จนมีพระภิกษุสามเณรสอบพระปริยัติธรรมแผนกบาลีได้เป็นอันดับ 1 ของกรุงเทพมหานคร และเป็นอันดับ 1 ของประเทศต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
“เป้าหมายเพื่อให้พระภิกษุสามเณรเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนา รวมทั้งเปิดโอกาสให้ฆราวาสเข้ามาศึกษาพระบาลี (บาลีศึกษา) ในสำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม เพื่อให้เกิดความเข้าใจคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถ่องแท้ เปรียบเป็นการสร้างทายาททางพระพุทธศาสนา บุคคลเหล่านี้จะกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาต่อไป”
พระพรหมวชิโรดม ยังเป็นผู้นำการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ไปเปิดสอนในเรือนจำเป็นครั้งแรก เป็นความร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ เปิดสอนตั้งแต่ พ.ศ.2557 มาจนปัจจุบัน ในเรือนจำหลายแห่ง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ผู้ต้องขังสอบพระปริยัติธรรมแผนกบาลีได้จำนวนมากที่สุดในประเทศไทย
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร
มหา’ลัยต้องเป็นพลังพัฒนาประเทศ
เป็นหนึ่งบุคคลที่มีบทบาทต่อการศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน สำหรับ “ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร” อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งรับตำแหน่งนี้มาตั้งแต่กลางปี 2567 ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ สร้างชื่อเสียงนำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาด้านบริหารธุรกิจระดับสากลในฐานะ “The Top Business School with Triple Crown Accreditation”
ศ.ดร.วิเลิศถือเป็นลูกหม้อจุฬาฯ เรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม บริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ก่อนจะบินลัดฟ้าไปเรียนต่อระดับปริญญาโท MPPM และ MBA จากมหาวิทยาลัยเยลสหรัฐอเมริกา และยังคว้าปริญญาเอก DPhil (Management Studies) จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร
เป้าหมายการพัฒนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ก้าวไกลนั้น “ศ.ดร.วิเลิศ” บอกว่า จะทำให้จุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยของแผ่นดินไทย เป็นสถาบันการศึกษาระดับโลกที่สร้างคุณค่าแห่งการเปลี่ยนชีวิตด้วยการเป็นแหล่งอุดมปัญญา ที่เป็นที่พึ่งพิงได้ และสร้างจิตวิญญาณของประชาคมและนิสิตจุฬาฯ ในการรับใช้สังคมอย่างแท้จริง จะขับเคลื่อนแนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยภายใต้นโยบาย “Chula Power of Togetherness” ที่มุ่งเน้นการเติบโตของจุฬาฯ ในทุกมิติ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง ทั้งการเติบโตในระดับนานาชาติ มุ่งสู่การเป็น Global-Thai University การเติบโตที่ส่งผลกระทบต่อสังคม มุ่งสู่การเป็น The Most Admired University การเติบโตจากภายในสู่การเป็นองค์กรของคนเก่งและคนดี การเติบโตแบบบูรณาการสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ กับหน่วยงานภายนอก รวมถึงนิสิตเก่าทั่วประเทศที่แข็งแกร่ง และการเติบโตทางปัญญา ที่มุ่งเน้นที่การบ่มเพาะนิสิตและบัณฑิตจุฬาฯ สู่การเป็นนิสิตและเป็นบัณฑิตที่มีความฉลาดและความเชี่ยวชาญ เป็นผู้นำในระดับนานาชาติ
บทบาทของมหาวิทยาลัยต้องเป็นพลังในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นพลังในการสรรค์สร้างให้คนมีทักษะ เป็นพลังในการพัฒนาประเทศ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่แค่นิสิต นักศึกษา แต่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการพัฒนาความสามารถและพลังของคน การใช้ดิจิทัลในการพัฒนาคน มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทในการสร้างปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เป็นผู้ชี้นำการพัฒนาคุณภาพชีวิตและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ

“ตั้งเป้าให้จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศ ในการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ จะผลิตบัณฑิตที่มีความรู้หลากหลาย ไม่ใช่ผลิตวิศวกรที่รู้แต่เรื่องวิศวะเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นวิศวกรที่รู้เรื่องบริหาร และเข้าใจว่าโลกจะพัฒนาไปในทิศทางใด เป็นต้น โดยในช่วง 4 ปีจากนี้ จุฬาฯ ต้องมีบทบาทในอาเซียนมากขึ้น ให้ประเทศต่างๆ วิ่งเข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ร่วมกัน ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก” ศ.ดร.วิเลิศอธิบาย
จุดมุ่งหมายในระยะต่อไป จะต้องนำจุฬาฯ มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติระดับสากล หรือติดอันดับท็อป 10 มหาวิทยาลัยโลก กำหนดยุทธศาสตร์ ทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และร่วมมือกับองค์กรนานาชาติ ทำวิจัยระดับแนวหน้า เป็นต้น
นอกจากบทบาทหลักในตำแหน่งอธิการบดีจุฬาฯ “ศ.ดร.วิเลิศ” ยังได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ที่สำคัญ คือ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ศ.ดร.วิเลิศได้บอกถึงการขับเคลื่อน ทปอ.ว่า จะนำสมาชิก ทปอ.ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยต่างๆ ในไทยร่วมมือกัน ผนึกกำลังสร้างคุณภาพการศึกษาของประเทศในองค์รวม เพื่อดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียน จะช่วยส่งผลต่อภาพรวมในที่สุด รวมทั้งทุกพื้นที่ ทุกตารางเมตรของจุฬาฯ คือพื้นที่สำหรับทุกมหาวิทยาลัยของประชาชน ทุกกลุ่มที่เข้ามาแสวงหาความรู้ โดยจะเปิดกว้างทั้งหมด
เป็นอีกหนึ่งผู้นำการศึกษา ที่เข้ามาช่วยกันพัฒนายกระดับการศึกษาไทย
สันติธาร เสถียรไทย
ประเทศไทยต้องคว้าบอร์ด
‘หาจังหวะโต้คลื่น’ ยิ่งแรง ยิ่งไกล
ในห้วงเวลา โลก (เลี้ยว) หักมุม ด้วยเทคโนโลยีและความคิดสรรค์สร้าง
ชื่อของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ดร.ต้นสน วัย 43 ปี กลายเป็นหนึ่งในไอคอนิกแห่งความก้าวล้ำทาง ‘กลยุทธ์’
ผู้นำองค์กรก้าวข้ามขีดจำกัดได้อย่างชาญฉลาด เป็นหนึ่งในหัวเรือที่เคยนำพา Sea Group ออกท่องมหาสมุทรแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ, ยังเป็นบอร์ด ‘บลูบิค’ (BBIK) ที่ปรึกษาชั้นนำผู้ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ทั้งยังรับภารกิจ ที่ปรึกษา Future Economy แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
นอกจากความเป็น ‘นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต’ บทบาทอีกพาร์ตยังเป็น ‘ผู้นำทางความคิด’ เจ้าของลายเซ็นปกฮิต ‘The Great Remake สู่โลกใหม่’ และ ‘Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม’
ด้วยเลนส์สายตาไม่เคยหยุดกวาดหา ‘สัญญาณอนาคต’ บทสนทนาที่ได้แลกเปลี่ยนกับนักวิเคราะห์-นักลงทุน ได้ลับคมวิสัยทัศน์ให้เฉียบขาด ไม่เพียงมอง ‘ลึก กว้าง ไกล’ หากแต่ยังเชื่อมจุด ย่นย่อออกมาเป็นแทคติคที่เคลียร์คัต

‘AI คือเครื่องมือ กลยุทธ์คือหัวใจ’
เพื่อเชื่อมศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ เข้ากับการพัฒนาชาติ ในสายตาคอนซัลต์แถวหน้า ‘บาลานซ์ให้ได้’ คือโจทย์ใหญ่ รากฐานจึงจะแกร่ง คนตัวเล็กมีแรงเดินหน้า
ในระยะให้หลัง สันติธาร เสถียรไทย จึงปรับโฟกัสหันมาทุ่มด้านนโยบายและการศึกษา หวังเสริมแรงให้องค์กรไทย หันมองอนาคตด้วยทิศทางที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น
ต่อไปนี้คือไอเดียจากหนึ่งใน ‘48 ผู้ทรงอิทธิพล’ สถาปนิกแห่งกลยุทธ์ ที่ยังมองเห็นลู่ทางและเชื่ออย่างสุดใจว่าคนไทยไม่แพ้ใคร จะก้าวข้ามความท้าทายได้แน่ ถ้าแก้ให้ตรงจุด
“ผมมองว่าโลกกำลังเข้าสู่จุดหักมุม 4 ด้าน (Twists) การเปลี่ยนแปลงเริ่มกระทบเราชัดเจน และต่อไปอาจเร่งแรงขึ้นไปอีก”
ทั้ง 1.ประชากรวัยแรงงานที่เริ่มหดตัว 2.AI ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต 3.ภัยธรรมชาติที่เพี้ยนอย่างถาวร 4.ภูมิรัฐศาสตร์ ที่สงครามการค้า เทคโนโลยีและเศรษฐกิจ น่าจะทวีความรุนแรง
4 สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ เป็นได้ทั้งปัญหาและโอกาส หรืออาจ ‘พลิกเกม’ ขึ้นอยู่กับคน-องค์กร-ประเทศนั้นๆ พร้อมรับมือแค่ไหน
สำหรับ ‘ไทย’ ไม่เพียงหักมุมด้านโครงสร้างประชากร เพราะเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่เป็นการเข้าสู่ ‘ยุคที่วัยแรงงาน’ ลดลงเรื่อยๆ จากการที่คนมีลูกน้อยลง หัวกะทิถูกดึงตัวไปต่างประเทศด้วยค่าแรงที่สูงกว่า ผลคือ ศักยภาพทางเศรษฐกิจหด
แม้อยากแทนที่จำนวนคนทำงาน ด้วย ‘คุณภาพ’ แต่ด้วยคุณภาพการศึกษายังฉุดรั้ง GDP ทำให้โตได้ช้ากว่าเพื่อนบ้าน ส่งให้ธุรกิจต่างๆ ขยายตัวได้ยาก การลงทุนใหม่ลด ต้องแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาดเพื่ออยู่รอด และหาโอกาสนอกบ้านมากขึ้น
ด้าน ‘คนวัยทำงาน’ รุ่นปัจจุบันกลายเป็น ‘เดอะแบก’ แบกรับภาระทั้งครอบครัวและตัวเอง ห้ามล้ม-ป่วย-ตาย
กลับกัน ‘สังคมสูงวัยก็สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ’ ได้เหมือนกัน เมื่อคนต้องพยายามยืดให้ Healthspan และ Workspan ยาวตาม Lifespan ที่นานขึ้น เพื่อจะไม่เจ็บป่วย ทำงานได้เมื่ออายุมากขึ้น ทำให้เทรนด์ Care Economy มีศักยภาพจะเป็น S curve ใหม่ได้ หมายถึง ‘อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพทั้งกาย-ใจ’ เพื่อลดการป่วย ไปจนถึงเมื่อเจ็บป่วยแล้วเข้าถึงการแพทย์ที่ดีได้ ฯลฯ
“ไทยยังมีชื่อเสียงด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก ที่สำคัญการพัฒนาของ Care Economy ไม่ใช่ช่วยแต่ภาคบริการ แต่อาจกระตุ้นภาคการผลิตที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตร อาหารสุขภาพ ซุปเปอร์ฟู้ด อาหารเสริม ยา อุปกรณ์การแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ได้อีกด้วย
โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเอไอ และชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) อาจทำให้การพัฒนายา อาหาร และผลิตภัณฑ์จากเกษตรต่างๆ มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างก้าวกระโดด” ดร.สันติธารมองภาพกว้าง
อีกการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่นักลงทุนระดับโลกพูดถึงกันบ่อยว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ‘สมองกล’ ที่เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดร.สันติธารมองว่า หากเราเข้าใจบริบทเรื่อง Demographic twist ว่าจะยิ่งขาดกำลังคนมากขึ้นเรื่อยๆ และต้องการเพิ่ม productivity ของแรงงานอย่างเร่งด่วน จะเล็งเห็นว่า AI อาจเป็นกุญแจสำคัญหนึ่งของ ‘ทางรอดเศรษฐกิจไทย’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก หรือความเสี่ยง เพราะประโยชน์หลักคือ การ ‘คืนเวลา’ และเป็น ‘เพื่อนคู่คิด’
แต่หากไม่เตรียมพร้อม ก็เสี่ยงที่โลกจะถูกแบ่งเป็น ฝั่งใช้เอไอเป็น กับฝั่งใช้ไม่เป็น ซึ่งอาจถูกดิสรัปต์จากหลายทาง เช่น โดนทำงานแทน, โดนคู่แข่งที่ใช้เทคโนโลยีคล่องตีตลาดจนสู้ไม่ได้
สเต็ปต่อไปที่ต้องเร่ง คือรีบเตรียมความพร้อมทั้ง ‘การพัฒนาคนให้พร้อมกับเอไอ’ x ‘พัฒนาเอไอให้พร้อมกับคน’
“ในส่วนแรก สร้าง Literacy ทักษะและ Mindset ให้คนใช้เอไอได้อย่างสร้างสรรค์, มีความรู้เชิงลึกในศาสตร์วิชาชีพของตน
ในส่วนที่สอง ไม่ได้หมายถึงเราต้องไปพัฒนาโมเดลแบบ GPT แต่อาจจะเอามันสมองที่พัฒนาขึ้นแล้วมาสร้าง applications หรือ agents ให้ใช้ได้ง่ายอย่างแพร่หลาย เหมาะสมกับบริบทไทยและปลอดภัย”
จะเปิดการมองเห็น ให้ไทยไม่ใช่เพียงตัวประกอบ แต่เป็น ‘ตัวแสดงหลัก’ ที่มีความ Shine ในเอเชียอาคเนย์ ก็ยังมีหนทาง
หาก ‘สงครามการค้า’ เข้มข้นขึ้นจริง การกระจายความเสี่ยงของบริษัทและกองทุนระดับโลกจากจีนเข้ามาที่เอเชียใต้ (อินเดีย+เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) น่าจะเร่งตัวขึ้นอีก ซึ่งไทยก็จะได้รับอานิสงส์ด้วย
“แต่หากจะให้ขึ้นเป็น ‘ตัวเอก’ ได้รับการลงทุนไม่น้อยหน้าสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผมคิดว่าต้องแก้อย่างน้อย 3 ข้อ”
ก. กฎกติกา ที่รุงรัง ไม่โปร่งใส และทำโทษ ‘เด็กดี’ ที่พยายามทำตามกฎ เพราะนอกจากจะทำให้ลงทุนยากแล้วยังเกิดปัญหาคอร์รัปชั่นได้ง่าย และทำให้เราดึงดูดธุรกิจเทา การทำกิโยตินกฎหมายเก่าและรับฟังความเห็นอย่างจริงจังก่อนออกกฎหมาย จึงสำคัญมาก ซึ่งความพยายามที่จะเข้าร่วม OECD เพื่อผลักดันกฎหมายให้เป็นสากลมากขึ้น เช่นที่รัฐบาลพยายามทำอยู่ ถือเป็นแนวทางที่ดี
ข. ขนาดตลาดของไทยโดยรวม อาจไม่ได้น่าสนใจเท่ากับอินโดนีเซีย หรือประเทศที่โตเร็วแบบเวียดนาม แต่ไทยมีบางด้านที่ยังโตได้ดีกว่าเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ว่าจะ Care Economy, ท่องเที่ยว, EV, Digital Economy บางส่วน ฯลฯ ที่หากเราปักธงชัดๆ วางยุทธศาสตร์ที่เคลียร์ จะยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดได้
ค. คน จะเป็นคอขวดสำคัญในอนาคต เราคงต้องมียุทธศาสตร์ชัด ว่าจะเติมแรงงานมีฝีมืออย่างไร

ส่วนหนึ่งคงต้องมาจากการนำเข้า โดยใช้เสน่ห์ที่ต่างชาติจำนวนมากอยากมาทำงานอยู่แล้ว เป็นแม่เหล็ก เพียงแต่ต้องเสริมด้วยการ ‘ลดกฎระเบียบ’ นอกจากนี้ ยังต้องพยายามสร้างหัวกะทิ โดยควรมีแผนพัฒนารีสกิล/อัพสกิลคนระดับชาติคล้าย SkillsFuture ของสิงคโปร์ หรือ Prakerja ของอินโดนีเซีย
เพราะต่อไป โจทย์ใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงเสมอ ไม่ใช่แค่การ ‘ดึงเม็ดเงิน’ แต่จะทำอย่างไรให้การลงทุน ช่วยสร้างศักยภาพของคนไทยและธุรกิจในระยะยาวด้วย เหมือนที่เราได้เห็นการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีทั้งการลงทุนเพื่อผลิต และเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D)
เพื่อ ‘บาลานซ์’ ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มเงินในกระเป๋าสตางค์คนตัวเล็ก ดร.สันติธารให้กุญแจ 3 ดอกสำคัญ คือ ‘3 ไม่ลืม’
หนึ่ง ไม่ลืม ‘โลก’ (Global) – เนื่องจากไทยไม่ใช่เศรษฐกิจใหญ่แบบจีน สหรัฐ ไม่ได้มีประชากรที่เด็กและยังโตได้ดีแบบอินเดีย อินโดฯ ที่โฟกัสการหาโอกาสในประเทศได้ แถมไทยยังโชคดีที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเอเชียที่กำลังผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ โดยรายงานของ Goldman Sachs ทำนายไว้ว่าภายในปี 2050 สามในห้าเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะอยู่ในเอเชีย (จีน อินเดีย อินโดนีเซีย) การเชื่อมโยงกับโลก-ภูมิภาคจึงเป็นทั้งทางรอดและโอกาสที่สำคัญ
การเปิดประตูหาโอกาสอาจต้องมีทั้งมิติการ ‘เอาโลกมาอยู่ในประเทศไทย’ ด้วยการดึงทุนและ Talent เก่งๆ มาจากทั่วโลก และการ ‘ออกไปสู่โลก’
สอง ไม่ลืม ‘คนตัวเล็ก’ (Underserved) – หมายรวมทั้งคน ธุรกิจ ท้องถิ่น การสร้างโอกาสให้กลุ่มนี้สำคัญทั้งในมิติการลดความเหลื่อมล้ำ และยังเป็นการสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ เช่น กระจายนักท่องเที่ยวต่างชาติไปยังจังหวัดอื่นๆ ด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่
“การพัฒนาของเมืองที่กระจุกในกรุงเทพฯมาก จนการศึกษาของธนาคารโลกล่าสุด พบว่า GDP ของชุมชนเมืองใน กทม.สูงทิ้งห่างเมืองอันดับสอง ถึงราว 40 เท่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะลดช่องว่างนี้ด้วยการสร้างโอกาสให้เมืองอื่นๆ ได้กลายมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ยังมีคนจำนวนมากที่อยู่ ‘นอกระบบ’ เข้าถึงบริการต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ เช่น แรงงานครึ่งหนึ่งที่อยู่นอกระบบประกันสังคม ไม่มีตาข่ายรองรับเวลาล้มลง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างโอกาส ดึงให้คน-ธุรกิจเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น โดยการเข้าถึงเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยปลดล็อก และเติมโอกาสให้กับกลุ่มนี้”
ผลลัพธ์ประจักษ์ใจ ดร.สันติธารยกตัวอย่างในปีนี้ มีการประเมินว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยโตถึง 19% แทบจะเร็วที่สุดในอาเซียน (ตามรายงาน Google Temasek Bain) ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ประกอบการรายย่อย ใช้ช่องทางดิจิทัลเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งต่อไปควรช่วยให้ MSMEs ใช้ช่องทางดิจิทัลเหล่านี้ เปิดตลาดส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น
สาม ไม่ลืมว่า ทรัพยากรมีจำกัด – เราต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ‘ใช้น้อย ให้ได้ผลมาก’ เน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’
ในด้าน ‘คน’ ต้องเน้นสร้างผลิตภาพ พัฒนาทักษะ
ในด้าน ‘ธรรมชาติ’ ภูมิอากาศที่แปรปรวน ในน้ำอาจไม่ได้มีปลาเสมอไป และในนาอาจไม่ได้มีข้าวอยู่ตลอด สถานที่ท่องเที่ยวอาจไม่ได้สวยเหมือนเดิม จึงต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
ในด้านทรัพยากรของรัฐ แม้เราจะยังมีฐานะการคลังที่เข้มแข็ง เมื่อเทียบกับหลายประเทศกำลังพัฒนา แต่ก็ไม่ได้แกร่งเท่ากับอดีต การจะใช้ทรัพยากรทางการคลังแต่ละครั้ง จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบยิ่งกว่าเดิม
สำหรับคนรุ่นใหม่ เราอาจจะเคยให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ล้มแล้วลุกได้’ แต่ไม่เพียงพอสำหรับอนาคต เราอาจต้องเปลี่ยนเป็น ‘Antifragile’ คำที่นักวิชาการและนักเขียนชื่อดัง Nassim Taleb ตั้งไว้ แปลว่า เมื่อล้มแล้วไม่ใช่ลุกขึ้นยืนได้แต่ต้องกลับมา ‘แกร่งกว่าเก่า’
“เราต้องรู้จักฉกฉวยโอกาสในยามวิกฤต เมื่อเห็นคลื่นใหญ่แห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกมาอย่ามัวมองไปทางอื่น อย่ามัวกลัวและเห็นแต่ปัญหา แต่ให้รวบรวมความกล้า เตรียมบอร์ดดีๆ ไว้ หาจังหวะโต้คลื่นนั้นเพื่อพุ่งไปข้างหน้า เพราะยิ่งคลื่นแรงก็จะยิ่งพาเราไปได้ไกล และมีโอกาสแซงคู่แข่งอยู่เสมอ” ดร.สันติธารกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
หวังว่าปี 2025 จะเป็นปีที่คนไทย ธุรกิจไทย และประเทศไทย จะคว้าบอร์ดและขี่คลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามาได้ทัน
สารัชถ์ รัตนาวะดี
ซีอีโอ’กัลฟ์’
มองความเชื่อมั่นประเทศไทย
หากเอ่ยถึงชื่อ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF น้อยคนนักที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะในฐานะแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ปีซ้อน
ในปี 2024 สารัชถ์ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 240,341.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49,513.84 ล้านบาท หรือ 25.95% จากปีก่อนหน้า หุ้นหลักที่ถือครองได้แก่ หุ้น GULF ในสัดส่วน 35.81% สูงเป็นอันดับ 1 บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่เป็นบริษัทลูกของไทยยูเนี่ยน 0.67% และ บมจ.ร็อคเทค โกลบอล (ROCTEC) บริษัทในเครือบีทีเอสกรุ๊ป ที่ให้บริการด้านงานระบบครบวงจร 4.89%
ปีที่ผ่านมา “สารัชถ์” ได้เปิดแผนเดินหน้าธุรกิจใหม่ ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (เวอร์ชวลแบงก์) ที่กัลฟ์ร่วมมือกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ด้วยเงินลงทุนเบื้องต้น 5,000 ล้านบาท เนื่องจากกัลฟ์มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับเอไอเอสที่มีความพร้อมความเข้าใจในสายธุรกิจดีจากลูกค้า 45 ล้านเลขหมาย ธุรกิจด้านอินฟราสตรัคเจอร์ด้านดิจิทัล หรือลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจพลังงาน ที่ร่วมกับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ เพื่อต่อยอดธุรกิจร่วมกัน และการเจาะเข้าอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าสีเขียว เป็นต้น
สำหรับปี 2025 สารัชถ์สะท้อนถึงความเชื่อมั่นประเทศไทยว่า “ผมคิดว่า ความเชื่อมั่นประเทศไทยในปี 2025 มีฐานมาจากปี 2024 ดูจากการแก้ไขหนี้ครัวเรือน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย เพราะการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามจะแก้ไขแต่ยังทำไม่สำเร็จการดำเนินการของรัฐบาลชุดนี้ หากทำได้ จะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศไทยได้
อีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทย คือ เสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลที่มีเสียงเกิน 300 เสียง ทำให้การเมืองเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ว่า รัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายของตัวเองได้สำเร็จ ความจริงแล้วเรายังเห็นความพยายามของรัฐบาลที่พยายามทำหลายอย่าง มีความพยายามที่จะหาวิธีลดค่าใช้จ่าย
อย่างค่าไฟฟ้า หรือค่าสาธารณูปโภค ลดค่าครองชีพให้ประชาชน รวมถึงการจัดการหนี้นอกระบบ ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยในเรื่องการเพิ่มกำลังซื้อ เรื่องนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวไทยเยอะมาก ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าประเทศไทยกำลังฟื้นคืนมา เพราะประเทศไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวมาก การที่มีนักท่องเที่ยวกลับมา แสดงว่าพวกเขามีความเชื่อมั่น”

อีกทั้งสะท้อนมุมมองต่อแนวคิดใหม่หลายอย่างในการผลักดันประเทศของรัฐบาล เช่น เรื่องภาษี อีกว่า “แนวคิดการลดภาษีจะก่อให้เกิดกำลังซื้อมากขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ที่ภาษีเขาต่ำกว่าไทย จึงดึงดูดนักลงทุน การปรับลดภาษีนิติบุคคลก็จะช่วยชักชวนให้คนไม่หนีภาษี เพราะไม่รู้จะหนีภาษีไปทำไม เพราะภาษีที่เสียอยู่ในวงเงินที่จ่ายได้ ทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บ ก็น่าจะนำไปช่วยผู้มีรายได้น้อย เรื่องนี้แม้จะอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ก็ถือว่ารัฐบาลชุดนี้มีความกล้า กล้าคิด กล้าทำ และความกล้าเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อมั่น”
พร้อมกันนี้ สารัชถ์มองถึงธุรกิจยุคใหม่ในปี 2025 ว่า “ธุรกิจโลกในปี 2025 ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ AI นำเอา AI มาใช้ประโยชน์ในธุรกิจทั่วไป ตอนนี้ประเทศไทยโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็กำลังทำ คลาวด์ เฟิร์สต์ ซึ่งถ้าสามารถทำได้ก็เป็นเรื่องดี ยังมีธุรกิจ คลีนเทค พลังงานสะอาด เมื่อปลายปี 2024 มีการชะลอการรับซื้อพลังงานสะอาด ทำให้รู้สึกเสียดายเพราะต้องชะลอการลงทุนไปก่อนด้วย การลงทุนพลังงานสะอาด ต้องได้สัดส่วน ซึ่งไทยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดอยู่น้อย มีแค่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก ธุรกิจคลีนเทคนี้ยังรวมถึงรถอีวีด้วย ธุรกิจเหล่านี้เดินไปตามเทรนด์โลก คือ ต้องการลดคาร์บอนไดออกไซด์”
เมื่อถามว่าอะไรคือปัจจัยจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในปี 2025 ซีอีโอกัลฟ์มองว่า “ไปดูที่กระแสโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศตั้งกำแพงภาษี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์คงเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังต้องดูผลกระทบจาก OCED ที่กำหนดภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นความท้าทายของบีโอไอไทย เนื่องจากมาตรการดังกล่าวกระทบต่อมาตรการภาษีที่เราเคยใช้จูงใจนักลงทุน
ปัจจัยการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ แต่สำหรับประเทศไทยในปี 2025 คิดว่า เสถียรภาพทางการเมืองแม้จะมีผลบ้าง แต่ก็เชื่อว่าไทยยังมีเสถียรภาพทางการเมืองสูงอยู่
สำหรับความท้าทายอื่นๆ ก็มีอีกครับ เช่นเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ เพราะปี 2024 ในตลาดทุนมีหุ้นหลายตัวที่มีเรื่องอื้อฉาว กลต.จึงต้องสร้างความเชื่อมั่น ถ้าไม่สร้างก็จะกระทบต่อการลงทุนในตลาดทุน”
สารัชถ์ตบท้ายถึงธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี ที่กำลังโดดเด่นในปี 2025 ว่า “คริปโทเคอร์เรนซี เป็นเรื่องใหญ่มาก ไทยเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่คิดถึงก็ไม่ได้ แต่เราจะไปเสี่ยงก็ไม่ได้อีก ดังนั้น แนวคิดที่จะทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตก่อนนั้นผมว่าดี เพราะโลกหมุนไปเรื่อยๆ เราก็ต้องหมุนไปตามโลก ตอนนี้ฮ่องกง สิงคโปร์ ก็สนใจคริปโท มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาก็ประกาศชัด ไทยเป็นประเทศเล็กๆ ไม่สามารถต้านทานกระแสโลกได้ เราจึงต้องตามกระแสของโลกให้ได้”
อีกเสียงที่สะท้อน Trust Thailand 2025
ธนินท์ เจียรวนนท์
อภิมหาเศรษฐีไทย
ผู้พลิก’วิกฤต’เป็น’โอกาส’
”เจียรวนนท์” ถือเป็นอีกตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลทางด้านธุรกิจ ที่แผ่อาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาลทั้งในประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก
ล่าสุด บลูมเบิร์กจัดอันดับ “ตระกูลเจียรวนนท์” ติดอันดับ “25 ตระกูลเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก” ประจำปี 2567 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 4.41 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่าประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท
ด้วยชื่อเสียงที่เกรียงไกร ในวันนี้จึงไม่มีใครไม่รู้จัก “เครือเจริญโภคภัณฑ์” หรือซีพี ที่ทำธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ
ไม่มีใครไม่รู้จัก “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มหาเศรษฐีผู้มีความมั่งคั่งที่สุดในเมืองไทย ผู้สร้างอาณาจักร “เครือเจริญโภคภัณฑ์” จนสำเร็จ เติบโตอย่างยิ่งใหญ่จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ “เจ้าสัวธนินท์” ยังถือเป็นบุคคลแบบอย่างของความสำเร็จในการทำธุรกิจให้กับนักธุรกิจรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มวัยเก๋า จากการยกย่องของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่เชิดชูเกียรติเจ้าสัวธนินท์ให้เป็น “ผู้สูงอายุแห่งชาติ พุทธศักราช 2567”
เพราะถือเป็นผู้มากประสบการณ์ เป็นผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ใช่ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค แต่เป็นระดับโลก
“คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องมีความกตัญญู รู้จักตอบแทนบุญคุณ รู้จักให้ รู้จักเสียสละ และรู้จักให้อภัย” คำกล่าวของเจ้าสัวธนินท์ ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นำมาเผยแพร่ เป็นต้นแบบแนวคิดที่มีคุณค่า

วันนี้ถึงแม้ว่า “เครือเจริญโภคภัณฑ์” จะประสบความสำเร็จและสามารถขยายเครือข่ายธุรกิจในเครือมากมายตลอดศตวรรษที่ผ่านมา แต่ “เจ้าสัวธนินท์” กลับมองว่า “ความสำเร็จ” ไม่ได้มีแค่วันเดียว ยังต้องมองไปข้างหน้า ในวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆ ไป หรือเมื่อล้มเหลวก็เช่นกัน ก็ไม่ควรกลุ้มใจเกิน 1 วัน เพราะความกลุ้มใจไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ดั่งที่ได้เคยถ่ายทอดเคล็ดวิชาการทำธุรกิจไว้ในหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กเล่มแรก “ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” โดยสำนักพิมพ์มติชน
ท่ามกลางสถานการณ์โลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม จาก “ยุคเก่า” เปลี่ยนผ่านสู่ “ยุคไร้พรมแดน” ในปัจจุบัน แต่ “เจ้าสัวซีพี” ก็ไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้ และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการต่อยอดธุรกิจอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะมองว่าการทำธุรกิจนั้น “ไม่มีสูตรสำเร็จ”
ถึงแม้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ในการลงทุนต่างๆ สิ่งที่ “เจ้าสัวธนินท์” ยึดมาตลอดศตวรรษ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ “เครือซีพี” ให้เติบโตและขยายการลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง คือ ค่านิยม 3 ประโยชน์ อย่างแรกประโยชน์ของประเทศชาติ ต่อมาประโยชน์ของประชาชน สุดท้ายจึงเป็นประโยชน์ของบริษัท
ย้อนเส้นทาง “เครือเจริญโภคภัณฑ์” ถือกำเนิดมาจากร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักชื่อ “เจียไต้จึง” หรือ “เจียไต๋” บนถนนเยาวราช โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2464 ถึงวันนี้มีอายุกว่า 100 ปี
ปัจจุบันมีการดําเนินธุรกิจถึง 8 สายธุรกิจหลัก 14 กลุ่มธุรกิจย่อย ตั้งแต่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและดิจิทัล ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ ไปจนถึงธุรกิจการเงินและการธนาคาร มีฐานธุรกิจครอบคลุม 21 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยมีการส่งออกกว่า 140 ประเทศ ใน 6 ทวีป มีฐานโรงงานผลิต 330 แห่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนา/สถานีวิจัย 91 แห่ง ศูนย์การกระจายสินค้า 168 สาขา และมีพนักงานทั้งหมดกว่า 450,000 คน
ปัจจุบัน หลัง “เจ้าสัวธนินท์” ส่งไม้ต่อให้กับทายาทแล้ว จึงไม่บ่อยครั้งนักที่จะเห็น “เจ้าสัวธนินท์” ให้สัมภาษณ์สื่อ นอกจากขึ้นกล่าววิสัยทัศน์และแชร์มุมมองด้านเศรษฐกิจบนเวทีสำคัญๆ
ล่าสุด “เจ้าสัวธนินท์” ได้เป็นวิทยากรพิเศษในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง TEPCIAN รุ่น 4 เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนไทย-จีนที่ยั่งยืน” จัดโดยหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 โดยประธานอาวุโสซีพี ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจในจีนและโอกาสในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีนไว้อย่างน่าสนใจ
“จีนถือเป็นตลาดใหญ่ระดับโลก มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในด้านเทคโนโลยี และส่งผลให้ธุรกิจไทยมีโอกาสในการลงทุนที่มากขึ้น โดยเน้นว่าการปรับตัวทางเทคโนโลยีและการสร้างความร่วมมือกับจีนจะช่วยให้นักธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้”

นอกจากนี้ ยังมองว่า แม้ปัจจุบันโลกก้าวสู่ยุคไฮเทค การค้าขายเติบโตทางออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นธุรกิจตัวหลัก ยังมีความสำคัญ แต่นักลงทุนด้านการผลิตจำเป็นต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง
พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าระบบการศึกษาไทยควรต้องมีหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต เน้นไปที่การใช้ “เทคโนโลยีเอไอ และบิ๊กดาต้า” ในการเพิ่มผลผลิต สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป คือ การ “พัฒนาคน” ให้มีทักษะให้เข้าตลาดแรงงานดังกล่าวมากขึ้น
ในขณะเดียวกันยังมองว่าประเทศไทยจะต้องให้ความสนใจเรื่อง “พลังงานสะอาด” มากขึ้นด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญและเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักลงทุนในยุคไฮเทคได้
“เจ้าสัวธนินท์” ยังเน้นถึงการปรับตัวและสร้างความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศไทยในยุคปัจจุบัน
ในช่วงหนึ่ง “เจ้าสัวซีพี” ได้สะท้อนมุมมองต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า “มาถูกเวลามาก” เนื่องจากเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องการเปลี่ยนแปลง พร้อมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเงินโลกได้ แต่ต้องมีการแก้กฎหมายให้เอื้ออำนวย เพื่อดึงบุคลากรเก่งๆ จากทั่วโลกให้มาอยู่เมืองไทย มาลงทุนและพัฒนาประเทศ
สำหรับปี 2568 ภายใต้สถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับการเมืองและเศรษฐกิจโลก หลังผู้นำหลายประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนขั้ว โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ที่ทั่วโลกกำลังจับตานั้น
ในมุมคิดของ “เจ้าสัวซีพี” ที่ผ่านมาหลายวิกฤต ทำธุรกิจมาทั่วโลก ในโอกาสได้ร่วมเวทีระดับโลกในงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ครั้งที่ 2 ณ กรุงปักกิ่ง จัดขึ้นโดย สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567
โดยได้สะท้อนมุมมองว่า “จีนยังคงเป็นจุดหมายสำคัญ” สำหรับนักลงทุนระดับโลก ด้วยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเครือซีพีมีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนและขยายธุรกิจในจีน เพื่อส่งเสริมการเติบโตร่วมกันในระดับโลก
การที่ประธานอาวุโสซีพีกล่าวเช่นนั้น อาจจะเป็นเพราะเชื่อว่าในทุกวิกฤตนั้นย่อมมีโอกาส โดยที่ผ่านมาเจ้าสัวธนินท์มักจะกล่าวอยู่เสมอให้มอง “อุปสรรค” ที่เจอ เป็น “อาหารสามมื้อ” ที่นักธุรกิจต้องเจอ และอยู่กับปัญหาให้ได้
จากหลักคิดนี้ ทำให้ “เจ้าสัวธนินท์” ในปัจจุบัน แม้วัย 85 กะรัตแล้ว จึงยังสนุกกับการเรียนรู้และการทำงาน
“ต้องไม่กังวลกับอายุที่สูงขึ้นเพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ขอให้มุ่งมั่น เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมถึงการมีจิตใจที่กว้างขวาง รู้จักให้ รู้จักเสียเปรียบ ทำเพื่อคนอื่น ให้อภัย ไม่ผูกใจเจ็บ จะทำให้เราสบายกายสบายใจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อายุยืนยาว”
เป็นเคล็ด (ไม่) ลับ ฉบับเจ้าสัวธนินท์ นักธุรกิจแถวหน้าและมั่งคั่งที่สุดในประเทศไทย
คงกระพัน อินทรแจ้ง
ซีอีโอ ปตท. ชูภารกิจพลังงานมั่นคง
สู่องค์กรระดับโลกยั่งยืน
ปี 2567 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพราะเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง วัย 57 ปี ได้เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือซีอีโอ ปตท. คนที่ 11 อย่างเป็นทางการ ต่อจาก นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ครบวาระ 4 ปี วันที่ 12 พฤษภาคม 2567
ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ปตท. คือ แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตระดับโลกอย่างยั่งยืน หรือ TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD
โดยสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศกำลังปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ ปตท.ในยุคซีอีโอคงกระพัน ตัดสินใจทบทวนและปรับทิศทางแผนกลยุทธ์ เน้นความยั่งยืนอย่างสมดุล ให้เหมาะกับบริบทองค์กร ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้ ปตท.เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล และสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารองค์กรด้วยความโปร่งใสมีการกำกับดูแลที่ดี มีธรรมาภิบาล
ซีอีโอคงกระพันประเมินว่า หลายปีที่ผ่านมามีบริษัทพลังงานชั้นนำหลายแห่งของโลกต่างปรับตัว มีการทำเรื่องที่แตกต่างไปจากธุรกิจที่ตนเองถนัด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) จากปัญหาโลกร้อน และความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะลดลง แต่ปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มกลับมาทบทวน (Revisit) และมุ่งเน้นกับสิ่งที่เป็นธุรกิจหลัก (Core Business) ของตัวเองเพราะแนวโน้มของตลาดเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้ง ปตท. คณะกรรมการ ปตท. (บอร์ด) จึงอนุมัติทิศทางและแผนกลยุทธ์องค์กรใหม่ มีการคัดเลือกและจัดกลุ่มธุรกิจที่จะเน้นให้ความสำคัญ และ/หรือธุรกิจที่ต้องกลับมาประเมินใหม่ถึงศักยภาพและความเหมาะสมในการลงทุนต่อไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศ

แกนหลักของการ Revisit แผนธุรกิจ คือ ปตท.กลับมา Refocus ธุรกิจไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) ที่ทำได้ดีและมีความเชี่ยวชาญ โดย ปตท.จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
– ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะต้องเร่งหาแหล่งก๊าซใหม่ๆ ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้
– ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จะต้องลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ
การผลิต แสวงหาการเติบโตใหม่ๆ และทำงานร่วมกับภาครัฐ
– ธุรกิจไฟฟ้า จะต้องมีบทบาทในการลดการปลดปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) ให้กับกลุ่ม ปตท. พร้อมกับการเสริมสร้างเสถียรภาพ (Reliability) ทางด้านไฟฟ้าให้กับกลุ่ม ปตท. ประกอบกับการหาโอกาสในการเติบโตธุรกิจใหม่ๆ
– ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นจะต้องปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุน รวมถึงหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ มาช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจ
– ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ จะต้องขยายผลสร้างความร่วมมือกันภายในกลุ่ม ปตท.
– ธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก จะต้องเร่งแผนในการเป็น Mobility Partner ให้กับคนไทยในทุกๆ ประเภทพลังงานมีการลงทุนที่เป็นชิ้นเป็นอัน โดยใช้ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์
ขณะที่ธุรกิจ Non-hydrocarbon จะมีการ Revisit เช่นกัน เน้นทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่ม ปตท. นอกจากนี้ ปตท.มีแผนจะลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความยั่งยืนผ่านการทำธุรกิจ Carbon Capture and Storage (CCS) หรือโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ควบคู่กับลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฮโดรเจน สอดรับกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 หรือ PDP 2024 ที่กำหนดสัดส่วนการใช้ไฮโดรเจน 5% ผสมในเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติสำหรับผลิตไฟฟ้า
ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจต้องใช้เวลาในกระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย รวมทั้งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ซึ่ง ปตท.ต้องพิจารณาแนวทางรอบด้าน
แนวทางบริหารของซีอีโอคงกระพัน สะท้อนผ่านการสร้างกำไรสุทธิ ช่วง 9 เดือนของปี 2568 อยู่ที่ 80,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,502 ล้านบาท หรือ 2% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2566 มาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นตามปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการ G1/61 เพิ่มอัตราการผลิตก๊าซในเดือนมีนาคม 2567 มีกำไรจากการขายเงินลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และ Life Science รวมทั้งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น
แม้ผลการดำเนินงานโดยรวมของ ปตท.และบริษัทย่อยลดลงจากธุรกิจการกลั่นที่มีค่าการกลั่นที่โรงกลั่นได้รับ (Market GRM) ลดลง รวมทั้งมีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง ผลกระทบของนโยบาย Single Pool รวมถึงจากการด้อยค่าสินทรัพย์ธุรกิจปิโตรเคมี
กำไรที่มาจากผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือ ปตท. คิดเป็น 78% และมาจากผลการดำเนินงานของ ปตท. คิดเป็น 22% โดยเป็นกำไรที่มาจากธุรกิจ Hydrocarbon 94% และธุรกิจ Non-Hydrocarbon 6% โดย 9 เดือนแรกของปี 2567 ปตท.และบริษัทในเครือยังนำเงินส่งรัฐ รวม 42,669 ล้านบาท เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืนอย่างสมดุล
ซีอีโอคงกระพันคาดว่า กำไรปี 2567 จะเป็นบวก ขณะที่ปี 2568 จะสามารถสร้างรายได้และกำไรให้ ปตท.เพิ่มขึ้นแบบยั่งยืน ไม่เน้นกำไรระยะสั้น จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น บวกกับการ Revisit ธุรกิจที่จะเห็นผลการดำเนินการชัดเจน
แผนงานของซีอีโอคงกระพันที่จะดำเนินการในปี 2568 อยู่ภายใต้ Vision for Opportunity 2025 ของกลุ่ม ปตท. (PTT Group Direction and Strategy) จะเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ.2593
โดย ปตท.กำลังเร่งผลักดันธุรกิจใหม่ด้านการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) และธุรกิจไฮโดรเจน เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการกักเก็บคาร์บอนจากกระบวนการผลิตของบริษัทในกลุ่ม อีกทั้งยังมีการลงทุนในธุรกิจไฮโดรเจนต่างประเทศ รองรับการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มเติม และมีเป้าหมายนำไฮโดรเจนเข้ามาผสมกับเชื้อเพลิงหลักเพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนในอนาคต
เพราะความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศถือเป็นสิ่งที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการเตรียมความพร้อม และพัฒนาด้วยการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ มาปรับใช้ เพื่อให้ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทยมีความมั่นคงยิ่งขึ้นไป รองรับการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ
โดย ปตท.ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทย ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานที่สะอาดมากขึ้น สิ่งสำคัญจะต้องสมดุลระหว่างด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะประเทศไทยยังต้องสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ราบรื่นจะต้องบาลานซ์ทั้ง 3 องคาพยพ

พร้อมเน้นย้ำเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างสมดุล มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) สอดรับกับทิศทางการเติบโตของธุรกิจพลังงานโลกผ่านแนวทาง C3 ได้แก่
Climate Resilience Business ปรับ Portfolio ธุรกิจให้เติบโต ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน Carbon-Conscious Asset ปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด Coalition, Co-Creation, and Collective Efforts for All ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจก ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) รวมถึงเพิ่มการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ผ่านการปลูกและบำรุงรักษาป่า
โดยสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. โดยศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ ได้รับประกาศเกียรติคุณจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการจัดการขยะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 4.848 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
อีกทั้งศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ได้ขยายผลองค์ความรู้ในการจัดการของเสีย ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 6.848 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนการบูรณาการทุกภาคส่วน พร้อมส่งต่อองค์ความรู้ในการร่วมลดการปลดปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพทางพลังงานแล้ว ปตท.และบริษัทในกลุ่ม ได้ร่วมช่วยเหลือและดูแลสังคม เร่งบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์วิกฤต โดยได้ส่งมอบความช่วยเหลือแก่พี่น้องผู้ประสบเหตุอุทกภัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคม ประกอบด้วย ถุงยังชีพ 25,170 ถุง น้ำดื่ม 81,740 ขวด ยารักษาโรค ผ้าห่ม เรือพาย และแก๊สหุงต้ม เพื่อใช้ในการประกอบอาหาร รวมมูลค่ากว่า 15.73 ล้านบาท
อีกทั้งได้ส่งทีมปฏิบัติการ PTT Group SEALs ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ยากแก่การเข้าถึง พร้อมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการมอบถุงยังชีพ อพยพประชาชน และน้ำมันเชื้อเพลิงในการฟื้นฟูพื้นที่และบ้านเรือนในจังหวัดสุโขทัย เชียงราย และเชียงใหม่อีกด้วย
ล่าสุด เดือนธันวาคม 2567 ปตท.ได้เปิดสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ “เปรมประชาวนารักษ์” จัดสร้างเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ พื้นที่ถนนกำแพงเพชร 6 แนวขนานคลองเปรมประชากร เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ภายในสวน ประกอบด้วย สวนสาธารณะ อาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ชลวิถีธีรพัฒน์” และท่าเรือ พร้อมเปิดให้บริการประชาชนทั่วไปปี 2568
ซีอีโอคงกระพันเน้นย้ำปี 2568 ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ มุ่งมั่นรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
“เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย พร้อมสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล มุ่งสู่การเติบโตขององค์กรในระดับโลกอย่างยั่งยืน” ซีอีโอคงกระพันทิ้งท้าย
ปลิว ตรีวิศวเวทย์
เจ้าสัว’ช.การช่าง’
ผู้สร้างอาณาจักรรับเหมาแสนล้าน
เอjยชื่อบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักยักษ์รับเหมาก่อสร้างแถวหน้าของเมืองไทย ผู้ก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ระดับประเทศมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าถนน อุโมงค์ รวมถึงทางด่วนและรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศ
“ช.การช่าง” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 โดย “ปลิว ตรีวิศวเวทย์” ที่ร่วมกับพี่น้องตรีวิศวเวทย์ เริ่มต้นธุรกิจจากห้องแถวเล็กๆ จากนั้นได้ขยับขยายสู่ “ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง” ทั้งงานอาคาร งานโยธา สนามบิน โครงการสาธารณูปโภค ระบบน้ำประปา พลังงาน ทางด่วน รถไฟฟ้า จากทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งภาคเอกชน
โดยดำเนินธุรกิจในรูปแบบรับเหมาก่อสร้างและรับสัมปทาน ทั้งในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จนสร้างอาณาจักรแสนล้าน มีบริษัทในเครือ ที่รับสัมปทานมากมายและ ช.การช่างเข้าไปลงทุน เช่น บมจ.ซีเค พาวเวอร์ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ บมจ.ทีทีดับบลิว เป็นต้น จนทำให้ธุรกิจยืนหยัดมาได้กว่า 5 ทศวรรษในวันนี้
“ปลิว” ถือเป็นหัวเรือใหญ่ให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตและขึ้นมาอยู่บนแถวหน้า ด้วยความที่เขาเป็นคนหัวดี เรียนเก่ง ทำให้เขามีโอกาสได้เรียนสูงกว่าพี่น้องคนอื่นๆ และยังได้ทุนเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า และใช้ความรู้ ความสามารถที่ร่ำเรียนมาขยายธุรกิจครอบครัว

นอกจากนี้ “ปลิว” ยังเคยติดโผเศรษฐีในอันดับที่ 50 ของไทย จากการจัดอันดับของนิตยสาร ฟอร์บส์ไทยแลนด์ เมื่อปี 2558 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 1.43 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบัน “ปลิว” ในวัย 79 ปี หลังส่งไม้ต่อให้กับลูกๆ หลานๆ ได้ถอยจากฉากหน้ามานั่งเป็นประธานกรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เดินหน้าธุรกิจ
แต่กว่าธุรกิจที่ปลุกปั้นมาจะประสบความสำเร็จได้อย่างวันนี้ “ปลิว” บอกว่าต้องเริ่มจากปรัชญาองค์กร ที่มุ่งรับโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ผลตอบแทนที่เหมาะสม และวางกลยุทธ์สร้างรายได้ที่ยั่งยืนด้วยการลงทุนสัมปทาน และสิ่งสำคัญที่นักบริหารจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมีความอดทนและติดดิน
และในปี 2568 เป็นปีที่ “ช.การช่าง” กำลังเตรียมเริ่มต้นงานใหญ่แห่งปี ก่อสร้างงานโยธา “รถไฟฟ้าสายสีส้ม” ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม ขณะเดียวกันเตรียมความพร้อมเปิดเดินรถช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรีในปี 2570
นับเป็นรถไฟฟ้าสายที่ 3 ที่ “ช.การช่าง” รับสัมปทาน ต่อจากสายสีน้ำเงิน MRT และสายสีม่วงช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ ก่อนหน้านี้ ในทางคู่ขนานยังรอลุ้นสร้างทางด่วน 2 ชั้น จากงามวงศ์วาน-พระราม 9
ด้วยศักยภาพความเชี่ยวชาญ ผ่านประสบการณ์ในการก่อสร้างโครงการใหญ่ระดับประเทศมามากมาย “ปลิว” จึงมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย รวมถึงโอกาสโครงการลงทุนใหม่ๆ นับแสนล้านบาท ที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนออกมาตลอดปี 2568
พินิจ จารุสมบัติ
สปีดโลกหมุนไว สัมพันธ์จีน-ไทยก้าวกระโดด
นับเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างสง่างามสำหรับบทบาทการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-จีนที่เข้าสู่ห้วงเวลาสำคัญในศักราช 2568 นี้ เนื่องด้วยตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่ภาคประชาชนกระชับมือแน่นแฟ้นในแทบทุกมิติตลอดมา โดยมีบุคคลผู้หนึ่งปรากฏกายทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในการขับเคลื่อนผลักดันซึ่งมิตรภาพอย่างสุดกำลัง
ย่อหน้าข้างต้น จะหมายถึงใครอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก พินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง หลายสมัย ในฐานะ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์
ล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเพิ่งได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รองประธานสภาสมาพันธ์ขงจื่อนานาชาติ พร้อมทั้งรับมอบของที่ระลึกจาก ซุน ชุนหลาน อดีตรองนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสัมมนาทางวิชาการนานาชาติเพื่อรำลึกครบรอบ 2575 ปีแห่งการกำเนิดของขงจื่อและการประชุมสมาชิกสมัยที่ 7 แห่งสมาพันธ์ขงจื่อนานาชาติ ซึ่งมีบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมกว่า 700 ราย จากกว่า 100 ประเทศ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง
ยังไม่นับคุณูปการด้านการบุกเบิกปลูกยางพาราในภาคอีสานตั้งแต่ครั้งยังเป็น ส.ส.หนองคาย กระทั่งพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ ที่แยกออกมาเป็นจังหวัดบึงกาฬ ปกคลุมไปด้วยพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ กลายเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้เกษตรกร กระทั่งผลักดันให้เกิดการจัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ” ต่อเนื่องหลายปี

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อ พ.ศ.2560 มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า เมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ยังจัดพิธีเเต่งตั้งให้เป็นอธิการบดีกิตติมศักดิ์ของ “วิทยาลัยนานาชาติ ยางพาราไทย-จีน” ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ และบริษัท รับเบอร์ วัลเลย์ กรุ๊ป เพื่อเดินหน้าสร้างบุคลากรด้านยางพาราร่วมกัน
กลับมาที่ภารกิจเนื่องด้วยวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน พินิจ ในฐานะหัวเรือใหญ่สภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ เผยยุทธศาสตร์เพิ่มพูนความร่วมมือระหว่าง 2 ชาติอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการต่างๆ ที่จะดำเนินร่วมกัน ทั้งกับภาครัฐ เมือง องค์กร มูลนิธิ สมาคม ฯลฯ
ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็กต์ด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างการเขียนพู่กันจีนก็ดี การวาดภาพอันสื่อนัยยะความหมายก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น และบทวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อการร่วมเดินหน้าฝ่าวิกฤตหลายด้านของโลกไปสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนไปด้วยกัน โดยมีแผนการร่วมมือจัดเสวนาในมหาวิทยาลัยและชุมชนต่างๆ อีกทั้งจะมีการแลกเปลี่ยนทุนการศึกษากับมหานครเซี่ยงไฮ้ ด้านภาษาจีนและไทย หลังจากก่อนหน้านี้ประสบผลสำเร็จจากการโครงการ “ภาษาจีนสำหรับข้าราชการ” ซึ่งผนึกความร่วมมือกับสถาบันภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง ส่งข้าราชการไทยไปเรียนภาษาจีนที่ปักกิ่งมาแล้ว โดยมีการเซ็นเอ็มโอยู ครั้งที่ 2 เพื่อต่อยอดเมื่อปี 2567
นอกจากนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ประกาศให้ พ.ศ.2568 เป็น “ปีทองแห่งมิตรภาพความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน” (Golden Year of Friendship) เฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต พินิจมองว่ารัฐบาลมีแนวคิดในการเสริมสร้าง ผลักดัน พัฒนาความสัมพันธ์ไทย-จีนให้ลึกซึ้ง แน่นแฟ้น มั่นคง และมีความร่วมมือในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นในวันที่โลกหมุนเร็ว
“ขณะนี้สปีดโลกเร็วขึ้นอย่างมาก เพราะฉะนั้นความถี่ของความร่วมมือด้านมิตรภาพ สัมพันธภาพ ก็มีความเรียกร้องต้องการจากประชาชนทั้ง 2 ประเทศสูงมาก เช่น นักลงทุนจากจีนหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวจีนก็มากเป็นอันดับ 1 คือเกือบ 7 ล้านคน และยังมีเรื่องของความร่วมมือด้านอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี ไอที ความทันสมัย เพราะจีนก้าวไปไกลมาก การลงทุนด้านอุตสาหกรรม รถยนต์อีวี รถไฟความเร็วสูง เส้นทางจีน ลาว ไทย ไปถึงสิงคโปร์ ก็เป็นที่ต้องการ
ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลจะผลักดันเสริมสร้างความร่วมมือให้มากยิ่งขึ้น ไทยและจีนจะได้ผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ทุกย่างก้าวล้วนมีประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสิ้น” พินิจเผยวิสัยทัศน์
ครั้นถามถึงการต่อยอด “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย” จากวาทะ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่เอ่ยถึงผ้าไทย และมวยไทย ซึ่งได้รับความนิยมมากในหมู่ชาวจีน พินิจย้ำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยมีจุดแข็งอย่างมาก เนื่องด้วยมรดกภูมิปัญญาอันลึกซึ้ง โดยที่ภาคเอกชนระหว่างไทยและจีนมีความร่วมมือคืบหน้าไปมาก
“ความร่วมมือเหล่านี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยมิตรภาพ ด้วยมิตรไมตรี ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการทำธุรกิจเท่านั้น แต่มันมีความลึกซึ้ง มีวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่จะไปจีนยังมีอีกหลายส่วน หลายกิจกรรมสามารถสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจและแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น การนวดแผนไทย สปา และอีกมากมาย คนจีนยอมรับเชื่อถือในฝีมือและภูมิปัญญาของคนไทยในการนวด ไม่ว่าจะเป็นการนวดรักษา นวดผ่อนคลาย นวดเพื่อสุขภาพ เคยมีสินค้าไทยไปแสดงงานโอท็อปที่เซินเจิ้น ตามกำหนด 7 วัน แต่ของขายหมดภายใน 3 วัน ต้องปิดร้านเลย คนมาต่อคิวยาวเหยียด”

อีกความคืบหน้าสำคัญของความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยที่จีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน คือการเข้าเป็นสมาชิก บริกส์ (BRICS) หรือกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิก 9 ประเทศ ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน อียิปต์ และเอธิโอเปีย ซึ่ง ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ระบุว่า ปัจจุบันมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก แสดงความประสงค์เข้าร่วม ล่าสุด 1 มกราคมที่ผ่านมา ไทยได้เข้าร่วมเป็น “ประเทศหุ้นส่วน” ของกลุ่ม BRICS อย่างเป็นทางการ
ย้อนไปเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2567 พณฯ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้คำมั่นระหว่างหารือทวิภาคีร่วมกับนายกรัฐมนตรีไทยในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 31 ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู โดยยืนยันสนับสนุนไทย ให้ไทยเป็นสมาชิก BRICS รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในทุกระดับ ทั้งการประชุมกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD)
การประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC) รวมทั้งพร้อมร่วมมือสาขาใหม่ๆ ระหว่างกัน เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนี้ จีนยังยินดีนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศไทย และพร้อมขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านการศึกษา เยาวชน และการเชื่อมโยงระหว่างภาคประชาชน รวมทั้งการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามแดนและภัยออนไลน์ต่างๆ ด้วย
จากเหตุการณ์และบรรยากาศข้างต้น พินิจคิดคำนวณถึงเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเชื่อว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ ”จีดีพี” ของไทยจะเติบโตขึ้นอีกหลายเปอร์เซ็นต์
“การเป็นสมาชิกบริกส์ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะเป็นการรวมตัวของประเทศที่มีตลาดใหญ่ที่มีความต้องการสินค้าและบริการ การที่ไทยได้เข้าร่วมจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต ผมเชื่อว่าธุรกิจการค้า อุตสาหกรรมของคนไทยจะมีความเจริญก้าวหน้าสูงขึ้นมาก หมายความว่าจีดีพีเราจะเพิ่มขึ้น”
จากภาพกว้างและหนทางอนาคต มาโฟกัสยังเทศกาลสำคัญในอีกไม่กี่อึดใจ นั่นคือ “ตรุษจีน” ในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้ ซึ่งองค์การสหประชาชาติเพิ่งประกาศรับรองให้เป็น “มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สะท้อนความลุ่มลึกและยิ่งใหญ่ของพลังอำนาจทางวัฒนธรรมจีน อันส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักช่วงวันหยุดยาว หรือ Golden Week ที่ชาวจีนออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย “ผู้ไม่ใช่อื่นไกล….พี่น้องกัน”
“ตรุษจีน ไม่ใช่แค่ปีใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองของชาวจีนทั่วโลกที่มากมายด้วยกิจกรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง ทุกวันนี้คนจีนไม่ได้ไปมือเปล่า เสื่อผืนหมอนใบ แต่ไปด้วยเงินหยวน ไปด้วยกระเป๋าอั่งเปาทั้งนั้น ถือเป็นพลังขับเคลื่อนการผลิตสินค้าและบริการ เพราะมีการเดินทางท่องเที่ยว เข้าพักยังโรงแรมต่างๆ ร้านอาหาร ภัตตาคาร โลจิสติกส์ คนจีนไปไหนรายได้เข้าประเทศนั้น”
ปิดท้ายด้วยแผนงานในบทบาทรองประธานสภาสมาพันธ์ขงจื่อนานาชาติ ซึ่งพินิจแย้มว่า อยู่ระหว่างการวางแผนจัดประชุมองค์กรขงจื่อจาก 110 ประเทศทั่วโลกที่จะเดินทางมายังประเทศไทย
“ทางจีนส่งเสริมให้ไทยจัดประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต ผู้มีปัญญาความรู้ที่เกี่ยวกับปรัชญาขงจื๊อ ซึ่งหัวใจคือความสามัคคี ปรองดอง นั่นก็คือ การสร้างสันติภาพให้โลกอยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติสุข ร่มเย็น แบ่งปัน ร่วมมือ โดยในปีนี้อาจมีการประชุมที่เชิญศาสนาจารย์ นักปรัชญา ครูบาอาจารย์ระดับสูงมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในไทย พร้อมเผยแพร่ไปทั่วโลก” พินิจทิ้งท้าย
วิสัยทัศน์สมศักดิ์ศรีอดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้ผลักดันสัมพันธ์จีน-ไทยอย่างเห็นผลเป็นที่ประจักษ์
ปิดจบครบมิติ เศรษฐกิจการค้า การลงทุน ความร่วมมือด้านการศึกษา อีกทั้งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เน้นย้ำความเชื่อมั่นทั้งในสายสัมพันธ์ และความรุ่งโรจน์แห่งอนาคตที่จะมีร่วมกันในวันพรุ่งนี้
เสถียร เสถียรธรรมะ
แม่ทัพใหญ่คาราบาวกรุ๊ป
หากพูดถึงค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย รวมถึงธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังเบอร์ต้นๆ แล้วนั้น หนึ่งในผู้คร่ำหวอดของวงการคงต้องมีรายนามของ “เสถียร เสถียรธรรมะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผุดขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะในปี 2567 คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ซีเจ เอ็กซ์เพรส” และ “คาราบาว” ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หลักหมื่น-แสนล้านบาทในปัจจุบัน แม้ความยิ่งใหญ่จะสามารถครอบครองไว้ในมือแล้ว แต่เสถียรยังไม่หยุดคว้าโอกาสเพื่อเดินหน้าสู่ธุรกิจใหม่สุดท้าทายอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ช่วงปลายปี 2566 คาราบาวกรุ๊ป ได้เปิดตัวเบียร์คาราบาวและตะวันแดง เพื่อชิงเค้กก้อนใหญ่กว่า พร้อมบุกตลาดเบียร์มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท จากการทุ่มเงินทุนกว่า 4 พันล้านบาท เพื่อประกาศว่าไม่ได้มาเล่นๆ อย่างแน่นอน
โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือ การขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของทั้งธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง ควงคู่ธุรกิจแอลกอฮอล์ไปพร้อมกัน

เสถียรเล่าว่า ปี 2567 การทำธุรกิจในประเทศไทย ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเบียร์คาราบาว และเบียร์ตะวันแดงที่ปล่อยออกสู่ตลาดแล้ว แม้บริษัทจะมีโครงข่ายในการค้าขายเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์คาราบาวมากว่า 20 ปี ทำเหล้ามา 7-8 ปี ยังเจออุปสรรคการรับน้องจากเจ้าถิ่น ทำให้การเติบโตโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยหากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีรายใหม่เข้ามาเล่นในตลาด ก็จะไม่เกิดการพัฒนา เพราะนอกจากไม่มีการแข่งขันในตลาดแล้ว ยังก่อให้เกิดการไม่แข่งขันกับตัวเองด้วย เพราะผู้เล่นรายใหญ่ที่ผูกขาดเป็นเบอร์ต้นๆ ของธุรกิจนั้น จะออกสินค้าเพิ่มเติมเพื่ออะไร หากของเดิมที่มีขายดีอยู่แล้ว
หากประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2567 คาดว่าจะเติบโตเด่น เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของบริษัท โดยคาดว่ายอดขายจะโตรวม 20% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2567 แต่หากเป็นยอดขายเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังจะโตมากถึง 10% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566 จากฐานที่ต่ำ ขณะที่ธุรกิจสุราของบริษัทถือว่าเติบโตดีมาก โดยปัจจัยที่ทำให้ผลดำเนินงานไตรมาส 4/2567 มีแนวโน้มเติบโตที่ดี เนื่องจากเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจ และในไตรมาส 4 ปีนี้ของบริษัทโตเด่นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และหากเทียบกับไตรมาส 4/2566 จะโตสูงมากจากฐานที่ต่ำ ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในส่วนของสุราข้าวหอม ทำออลไทม์ไฮต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาส 4 ปีนี้ ทำออลไทม์ไฮติดต่อกันทุกเดือน ขณะที่ธุรกิจเบียร์ปัจจุบันมีแชร์อยู่ที่ 1% จากภาพรวมทั้งตลาด
ต้องบอกว่าต้นทุนการผลิตในปี 2567 เทรนด์ปรับตัวลง ทั้งในส่วนของบรรจุภัณฑ์แก้วที่เป็นขาลงต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนราคาน้ำตาลก็ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยที่ 19.50 บาท จากปี 2566 เฉลี่ยที่ 26 บาท ช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างปรับสูตรเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อลดปริมาณน้ำตาลลง เพื่อรองรับการปรับขึ้นภาษีน้ำตาลของรัฐบาลในปี 2568
ในปี 2568 บริษัทยังคงใช้กลยุทธ์ในการคงราคาขายเครื่องดื่มชูกำลังที่ 10 บาทตลอดทั้งปี ซึ่งคาดว่าจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 29% ภายในสิ้นปี 2568 จากปัจจุบันอยู่ที่ 25% ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทมีแผนที่จะไปตั้งโรงงานผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง คาราบาวแดง ที่ประเทศเมียนมา ร่วมกับตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ซึ่งบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วนไม่มาก ซึ่งจะทำให้บริษัทมียอดขายในเมียนมามากขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาการนำเข้าของที่เมียนมา ขณะที่โรงงานที่กัมพูชาบริษัทมีแผนที่จะไปตั้งโรงงานเช่นกันในปี 2569 เพื่อเป็นการลดต้นทุนขนส่ง เพราะปัจจุบันบริษัทมีต้นทุนขนส่งไปกัมพูชาที่สูง เมื่อเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ ยิ่งเสริมความเชื่อมั่นว่าปี 2568 นี้ จะเป็นปีทองของธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังของบริษัทอย่างแน่นอน

ปี 2568 เทรนด์ที่จะมาแบบเข้มข้นมากขึ้นเป็นเรื่องความยั่งยืน โดยปี 2567 คาราบาวกรุ๊ป ติดอันดับบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนระดับโลกใน The Sustainability Yearbook 2024 เป็นปีแรก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “World Class Product, World Class Brand” โดยถือเป็นบริษัทที่มีผลคะแนนสูงสุดในกลุ่ม 15% แรกเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันจากทั่วโลก โดยมีบริษัทที่เข้าร่วมตอบแบบประเมินที่เข้มข้นของ S&P Corporate Sustainability Assessment (CSA) ในปี 2566 รวมกันทั้งหมดมากกว่า 9,400 บริษัท
“การติดอันดับบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนระดับโลกใน The Sustainability Yearbook นี้ เป็นความภาคภูมิใจและเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ ‘World Class Product, World Class Brand’ ของคาราบาวกรุ๊ป โดยขอขอบคุณพนักงานทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันและเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ เราจะมุ่งมั่นขับเคลื่อนคาราบาวกรุ๊ปให้เติบโตอย่างแข็งแรง และยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป” เสถียรกล่าว
The Sustainability Yearbook 2024 เป็นรายงานด้านความยั่งยืนที่ได้รับความเชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ด้วยเกณฑ์การประเมินที่เข้มข้นของ S&P CSA ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาล และเศรษฐกิจ ซึ่งในปี 2566 ทาง S&P CSA ได้เพิ่มความเข้มข้นในการประเมิน ด้วยการปรับคำถามและเพิ่มหัวข้อคำถามที่เจาะลึกมากขึ้น ทำให้การติดอันดับใน The Sustainability Yearbook
นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของคาราบาวกรุ๊ป ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตของธุรกิจ ตามวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจคาราบาว ร่วมสร้างสังคมแห่งโอกาส เพื่อชีวิตที่ดีกว่า มีความเชื่อมั่น และเดินหน้าตามความเชื่อมั่นสู่ปี 2568 อย่างแข็งแกร่งต่อไป
ฐาปน สิริวัฒนภักดี
เคลื่อนอาณาจักรไทยเบฟ สู่ความมั่งคั่ง-เติบโตยั่งยืน
นับเป็นอีกหนึ่งผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งยุค สำหรับ “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” วัย 49 ปี ทายาทมหาเศรษฐีเมืองไทย
”เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” ผู้สร้างอาณาจักรแสนล้าน ธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารที่เลื่องชื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ปัจจุบัน “ฐาปน” หรือคุณหนุ่ม รับไม้ต่อจากผู้เป็นพ่อ คุมบังเหียน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือไทยเบฟ ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจนับแสนล้านไปสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียน หลังบ่มเพาะประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนานหลายสิบปี
“ฐาปน” เป็นลูกคนที่สามและเป็นลูกชายคนโตของ “เจ้าสัวเจริญ” จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งระดับปริญญาตรี ด้านบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน และปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์การเงินการธนาคาร มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการลงทุน
เส้นทางการเติบโตของ “ไทยเบฟ” นั้น เริ่มต้นธุรกิจครอบครัวของตระกูลสิริวัฒนภักดี ที่วางรากฐานมาอย่างแข็งแกร่งจนมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ติดป้ายเป็นบริษัทมหาชน เมื่อปี 2549 ต่อมาในปี 2555 ได้ขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ, ลิมิเต็ด (F&N) ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศสิงคโปร์ ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง

จากนั้นในปี 2560 เสริมสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค ด้วยการเข้าซื้อหุ้นในแกรนด์ รอยัล กรุ๊ป (GRG) ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดใน “ตลาดวิสกี้” ของประเทศเมียนมา และหุ้นในบริษัท ไซ่ง่อน เบียร์-แอลกอฮอล์-เบฟเวอเรจ คอร์เปอเรชั่น (ซาเบโก้) ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ส่งผลให้ “ไทยเบฟ” ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในด้านปริมาณของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อาณาจักรธุรกิจ “ไทยเบฟ” ในปัจจุบันมี 4 สายธุรกิจด้วยกัน ประกอบด้วย สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มuแอลกอฮอล์ และอาหาร นอกจากนี้ มีโรงงานผลิตสุรา 19 แห่ง โรงงานผลิตเบียร์ 3 แห่ง โรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อีก 20 แห่งในประเทศไทย มีเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมจุดขายมากกว่า 500,000 จุดทั่วประเทศ มากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก รวมถึงมีเครือข่ายโรงงานผลิตเบียร์ 26 แห่งในเวียดนาม โรงงานผลิตสุรา 5 แห่งในสกอตแลนด์ ยังมีโรงงาน 1 แห่งในฝรั่งเศส 1 แห่งในนิวซีแลนด์ 2 แห่งในเมียนมา และ 1 แห่งในจีน
ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงกลุ่ม “สุรา” ประกอบด้วย รวงข้าว หงส์ทอง เบลนด์ 285 แสงโสม แม่โขง และแกรนด์ รอยัล วิสกี้ ขณะที่ “เบียร์ช้าง” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ขณะที่กลุ่ม “เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์” ก็มีตราสินค้าชาเขียวโออิชิ เครื่องดื่มอัดลมเอส โคล่า น้ำดื่มคริสตัล เครื่องดื่มอัดลม F&N เครื่องดื่มเกลือแร่ 100PLUS ยังมีธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น รวมทั้งอาหารพร้อมปรุงและพร้อมทาน และธุรกิจแฟรนไชส์เคเอฟซีอีกด้วย
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา “ฐาปน” ประกาศยุทธศาสตร์จะต่อยอด PASSION 2025 สู่ PASSION 2030 เพื่อ “สรรค์สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” ของกลุ่มไทยเบฟในอีก 6 ปีข้างหน้า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งสถานะผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียนในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหาร
หลังสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและความท้าทายในด้านการดำเนินงานและต้นทุน เป็นผลมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาได้ ด้วยการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างใกล้ชิด ภายใต้สถานการณ์ที่อัตรา “ดอกเบี้ย” อยู่ในระดับสูง
สะท้อนได้จากผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2567 ออกมาดีเช่นเดียวกับ 5 ปีที่ผ่านมา มีรายได้การขาย 217,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% และกำไร 38,595 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% ส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากธุรกิจเบียร์และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
“ถือเป็นการสร้างความท้าทายให้กับตัวเราเอง ทั้งๆ ที่รายได้อาจจะไม่เติบโตสูงมากนัก แต่ในเชิงของกำไรแล้ว เราสามารถรวมพลัง การบริหารจัดการได้ จนเติบโตได้” ฐาปนวิเคราะห์
เมื่อแยกรายธุรกิจ พบว่าธุรกิจสุรามีรายได้จากการขาย 92,788 ล้านบาท ลดลง 0.9% และกำไรลดลง 1.3% จากการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย แต่ชดเชยด้วยธุรกิจในประเทศเมียนมาที่ยังคงเติบโตและมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากปีก่อน ทั้งรายได้จากการขายและกำไร ธุรกิจเบียร์ มีกำไรเติบโต 10.2% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น 0.6% เป็น 93,793 ล้านบาท จากการท่องเที่ยวฟื้นตัวและสภาพอากาศร้อน ที่ส่งผลให้มีการบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนในเวียดนามยังเผชิญความท้าทายการบริโภคที่ลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาค ธุรกิจเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ มีรายได้จากการขาย 15,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% มีกำไร 1,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่ธุรกิจอาหาร มีรายได้จากการขาย 15,022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% จากการขยายธุรกิจต่อเนื่อง ส่วนกำไรลดลง 0.6% เป็น 1,438 ล้านบาท จากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
“สัญญาณดอกเบี้ยที่เริ่มปรับตัวลดลง แสดงว่าเศรษฐกิจเราจะเริ่มกลับมาสดใสมากยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวผม ผมรู้สึกเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในอนาคตอันใกล้ต้องไปในทิศทางที่ดี เพราะภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นในเรื่องของการเติบโต และฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทุกรัฐบาล แม้กระทั่งรัฐบาลปัจจุบัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ท่านก็พยายามขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการหมุนตัวทางเศรษฐกิจ” แม่ทัพไทยเบฟกล่าวอย่างมั่นใจ
ภายใต้ความเชื่อมั่นและมองว่าทุกตลาดมีโอกาสเติบโต ทำให้ในปี 2568 “กลุ่มไทยเบฟ” ประกาศทุ่มเงินลงทุนสูงถึง 18,000 ล้านบาท สำหรับขับเคลื่อนการเติบโตทุกธุรกิจในเครือให้ยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ในปี 2030 แบ่งเป็น ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ วงเงิน 9,500 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุน 8,000 ล้านบาท ในโครงการ อะกริ วัลเลย์ (Agri Valley Farm) ฟาร์มโคนมในประเทศมาเลเซีย ธุรกิจเบียร์ วงเงิน 3,000 ล้านบาท สำหรับตั้งโรงงานเบียร์และชาเขียวพร้อมดื่มในประเทศกัมพูชา และผลิตภัณฑ์นมแบรนด์ทีพอท ส่วนธุรกิจสุราลงทุน 2,500 ล้านบาท ธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนความยั่งยืนประมาณ 2,000 ล้านบาท
ไม่เพียงเท่านั้น ยังลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมการดำเนินธุรกิจด้านต่างๆ อาทิ ประยุกต์ใช้ระบบขายอัตโนมัติ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต การดำเนินงาน รวมถึงการกระจายสินค้า อีกทั้งยังมีแผนที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า และเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

“ใน PASSION 2030 มีสองเรื่องที่ต้องให้ความสนใจ เรื่องแรก Reach Competitively คือ การพัฒนาด้านการบริการส่งมอบสินค้าและบริการให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง พูดง่ายๆ คือให้เข้าถึงลูกค้า และเรื่องที่สอง Digital for Growth ซึ่งมีความสำคัญ เพราะตอนนี้คนใช้สมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว ซึ่ง 2 เรื่องนี้สะท้อนถึงกันและเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพื่อรองรับการแข่งขัน เราคงทำในทุกปี คนไม่รอไปถึงปี 2030 ทีเดียว เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจะทำแผนเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 3 ปี” ฐาปนตอกย้ำ
พร้อมขยายความว่า เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลถือว่ามีประโยชน์ ถ้าใช้ให้เกิดความคุ้มค่า เกิดความเชื่อมโยง สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ดังนั้น เมื่อผู้บริโภคใช้ ทางผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัว โดยกลุ่มไทยเบฟรอคอยการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเหมือนกับอีกหลายๆ ธุรกิจที่กำลังรอคอยในการกระตุ้นและต้องการการเติบโต
นอกจากโรดแมปธุรกิจเพื่อวางแผนการเติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ในเรื่องของ “ความยั่งยืน” เป็นอีกพันธกิจที่แม่ทัพไทยเบฟเดินหน้าอย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย “สรรค์สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” ตามที่ได้ประกาศไว้ รวมถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ทั้งทางตรงและทางอ้อม ภายในปี 2583 สอดรับเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลง
ในงาน Sustainability Expo 2024 ที่เป็นการรวมตัวของบิ๊กคอร์ป และจัดขึ้นเป็นปีที่ 5 ในวงเสวนา “วิสัยทัศน์ 2030 : พลังความร่วมมือสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ฐาปนสะท้อนมุมมองว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ทุกคนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ซัพพลายเออร์ หรือเวนเดอร์บางรายที่ให้ความสนใจ และพร้อมในการพัฒนาด้านความยั่งยืน อาจจะมีความได้เปรียบมากกว่ารายอื่นๆ ที่กำลังมองดูเรื่องนี้
“เรามองไปถึงปี 2030 ซึ่งทุกองค์กรที่กำลังขับเคลื่อนความยั่งยืนจะมีการดำเนินงานในมิติที่คล้ายกันมากๆ แต่สิ่งสำคัญคือ เรายังจะต้องเดินไปพร้อมกัน และอาจจะสามารถนำพาไปถึงการคิดและสร้างสรรค์ร่วมกัน Co-creation ทำไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดพลังร่วม” แม่ทัพไทยเบฟทิ้งท้าย
นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ
อย่ามัวแต่รอ ต้องสร้างโอกาส
ความหวังและโอกาสของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 หนึ่งในเสาหลักสำคัญ คือ ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการต่างๆ นักธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในส่วนนี้ ต้องมีชื่อของ “ตระกูลปราสาททองโอสถ” อยู่ในอันดับต้นๆ สะท้อนได้จากการจัดอันดับเศรษฐีของเมืองไทย และแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 10 อันดับแรก ในแต่ละปีตระกูลปราสาททองโอสถติดโผมาอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2567 ที่ผ่านมา นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือหมอเสริฐ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ และสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส อยู่ในอันดับที่ 3 ของเศรษฐีหุ้นไทย มูลค่าถือครองหุ้น 50,655.23 ล้านบาท จึงเชื่อว่าน้อยคนนักที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ
นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2476 สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ พ.ศ.2501 ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายมหาวิทยาลัย เช่น ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปริญญาแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
หลังจากที่สำเร็จการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ทำอาชีพหมอได้เพียง 5 ปี ได้ลาออกมาทำธุรกิจ ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน
หมอเสริฐเคยให้สัมภาษณ์ว่า “อย่ามัวแต่รอ ต้องสร้างโอกาส คำว่าโชคดี ไม่มีสำหรับคนทำธุรกิจ ถ้าเผอิญโชคผ่านมา ถ้าเราไม่พร้อม โชคจะผ่านไป แต่หลายครั้งโชคไม่มา เราต้องสร้างโอกาสเอง เช่น การทำสายการบิน หลายแห่งที่บางกอกแอร์เวย์สตั้งใจจะไปลง ไม่มีสนามบิน หากนั่งรอจนสนามบินสร้างเสร็จคงไม่ได้ทำธุรกิจ จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจสร้างสนามบินเอง”

เมื่อกลางปี 2566 บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ทำธุรกรรมการลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด คิดเป็นเงินลงทุน 4,725 ล้านบาท เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 45 ของบริษัท อู่ตะเภาฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจการพัฒนาและบริหารสนามบินในโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
ความก้าวหน้าการพัฒนาโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกอยู่ระหว่างการก่อสร้างและดำเนินการ หลายส่วนมีความคืบหน้าไปมาก อาทิ ด้านงานก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับ ปัจจุบันกองทัพเรือ ได้รับอนุมัติกรอบวงเงินจำนวน 16,210 ล้านบาท และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) ได้ส่งมอบพื้นที่เขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการเป็นที่เรียบร้อย และอยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมางานก่อสร้างและที่ปรึกษาเพื่อควบคุมงานก่อสร้าง เป็นต้น ตามเป้าหมายโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา จะสามารถเปิดให้บริการในปี 2572
โดยการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาจะก้าวสู่ศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค เป็นสนามบินนานาชาติที่ได้มาตรฐานโลก รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวสู่ภาคธุรกิจ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และขนส่งทางอากาศแห่งภูมิภาค เพื่อสร้างความมั่นใจ และเป็นปัจจัยสำคัญดึงดูดให้นักลงทุนเข้าสู่พื้นที่ EEC
เชื่อได้ว่า ระหว่างทางก่อนถึงปี 2572 แนวการบริหารภายใต้ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ จะได้เห็นอะไรเกิดขึ้นอีกมากมาย
ชฎาทิพ จูตระกูล
ชูซอฟต์พาวเวอร์ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนศก.
นักธุรกิจหญิงเก่งแนวหน้าของไทย ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ เป็นหนึ่งในผู้บริหารธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย โดยเป็นผู้นำกำกับดูแล บริหารและดำเนินงานศูนย์การค้าชั้นนำที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเทพฯ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และสยาม พรีเมียม เอาต์เล็ต
บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ภายใต้การบริหารงานของชฎาทิพเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัทในเครือ 50 บริษัท ซึ่งดำเนินการพัฒนาธุรกิจห้างสรรพสินค้า ธุรกิจค้าปลีก ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งที่อยู่ภายในการกำกับดูแลของชฎาทิพ ประสบความสำเร็จ มีรางวัลการันตีมากมายระดับโลก เช่น สยามพารากอน ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นศูนย์การค้าที่มีผู้คนกล่าวถึงมากที่สุดในเฟซบุ๊กเป็นอันดับที่ 6ของโลก ไอคอนสยาม ยังคว้ารางวัลชนะเลิศโครงการที่ออกแบบดีที่สุดในโลกจาก World Retail Awards 2019 สาขา Best Store Design of the Year
“ชฎาทิพ” ได้รับเกียรติสูงสุดในฐานะผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้รับการจารึกชื่อในหอเกียรติยศของสภาการค้าปลีกโลก (World Retail Hall of Fame 2019) ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “นักธุรกิจสตรีผู้ทรงอิทธิพลของเอเชีย” จากนิตยสารฟอร์บส์ เอเชีย เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2560 และยังได้รับอีกหลายรางวัล อาทิ ปี 2561 ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 500 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุด โดย Business of Fashion สื่อด้านแฟชั่นระดับโลก ปี 2567 ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 100 Most Powerful Women Asia 2024 ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย โดยนิตยสาร Fortune ตอกย้ำผู้นำแห่งวิสัยทัศน์ ที่มีบทบาทสำคัญในวงการค้าปลีก
ในปัจจุบัน “ชฎาทิพ” ยังดำรงตำแหน่งคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล ที่ปรึกษาคณะกรรมการหอการค้าไทย คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านทรัพยากรมนุษย์ และกรรมการมูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
ในฐานะนักธุรกิจหญิงระดับแถวหน้าของไทยนั้น “ชฎาทิพ” สะท้อนมุมถึงความเชื่อมั่นประเทศไทยปี 2025 ว่า จากนโยบายที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายในวิสัยทัศน์ “โอกาสประเทศไทย 2025” ทำให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของประเทศหลายๆ เรื่องที่สั่งสมมานาน จึงเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เสร็จได้โดยเร็วตามนโยบายจะช่วยปลดล็อกปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ความเท่าเทียม และกับดักของกลุ่มรายได้น้อยและ SME ไปได้พอสมควร ในปี 2025 นี้รัฐบาลมีโอกาสใช้งบประมาณเต็มที่ จะช่วยให้เกิดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเป็นจำนวนมาก การพัฒนาในเรื่องต่างๆ น่าจะเกิดขึ้น และทราบว่ามีนโยบายที่จะจัดการเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนอยู่หลายเรื่อง หากทำได้สำเร็จจริงก็ควรจะทำให้ความเชื่อมั่นของผู้คนดีขึ้นมาก

ส่วนนโยบายเกี่ยวกับการค้าต่างประเทศ มีการเดินหน้าเรื่อง FTA อย่างรวดเร็ว และอานิสงส์จากการที่รัฐบาลชุดก่อนได้โปรโมตการลงทุนในประเทศไทยอย่างเต็มที่แล้วนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้มีธุรกิจใหญ่ๆ หลายอุตสาหกรรมเริ่มเข้ามาลงทุนกัน หากรัฐบาลมีความระมัดระวัง และยังสามารถดำรงความเป็นกลางในด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ อาจจะช่วยลดทอนปัญหาที่อาจมีจากนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย
การท่องเที่ยวยังเป็นความหวังใหญ่ของประเทศนี้ และเชื่อว่าในปีใหม่เที่ยวบินของสายการบินต่างๆ จะถูกเพิ่มกลับมาใกล้ๆ กับปีก่อนโควิด แล้วจะส่งผลให้มีการเดินทางเข้าประเทศไทยมากขึ้น อย่างไรก็ดี จะต้องหาจุดขายใหม่ๆ ให้แก่ประเทศไทยเพื่อดึงดูดการ Revisit และนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่มีกำลังซื้อจริงๆ มาเพิ่มขึ้นด้วย
ชฎาทิพย์มองว่า “Soft Power จะเป็น Growth Engine ที่สำคัญมากในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและดึงดูดความสนใจจากประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการต่อยอดสิ่งที่ประเทศไทยมีดีและเก่งกว่าชาติอื่นอยู่แล้วให้เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่าการเริ่มเรื่องใหม่ที่ประเทศไทยไม่ถนัด หากรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างจริงจัง และสนับสนุนงบประมาณโดยเฉพาะเรื่องที่จะเกิด Impact อย่างเต็มที่และกว้างขวาง ก็จะเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการสร้างความคึกคัก และเป็น Quick Wins ของรัฐบาลนี้ได้ชัดเจน
ประเทศไทยจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาโครงการที่สามารถแข่งขันได้กับนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก โครงการที่มีความโดดเด่นและมีความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในหลากหลายมิติ อย่างโครงการของสยามพิวรรธน์ ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม และสยามพรีเมียม เอาต์เล็ต กรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์กสำคัญและจุดหมายปลายทางระดับโลก ดึงดูดผู้มาเยือนทั้งชาวไทย รวมทั้งชาวต่างชาติ กว่า 100 ล้านคนต่อปี ทุกโครงการล้วนได้รับรางวัลที่หนึ่งในสาขาต่างๆ จากองค์กรระดับโลกมาแล้วทั้งสิ้น ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการระดับโลกมาร่วมลงทุนเปิดร้าน และขยายธุรกิจต่อเนื่องร่วมกับสยามพิวรรธน์เสมอ โดยเฉพาะในปี 2025 จะมี Luxury Brands ขยายพื้นที่ร้านเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20,000 ตารางเมตร อีกทั้งมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ จากต่างประเทศที่ทำธุรกิจประเภทต่างๆ เข้ามาลงทุนเปิดร้านในโครงการของสยามพิวรรธน์ไม่ต่ำกว่า 50 ราย มูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนจากต่างประเทศ”
“ธุรกิจของสยามพิวรรธน์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและ Ecosystem ทั้งหมดในระบบอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มที่ ช่วยกระจายรายได้ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยรวมจากผู้ประกอบการทั้งหมดในทุกโครงการไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี” ชฎาทิพกล่าวทิ้งท้าย
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ปลุกเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย
ปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวยังแบกความคาดหวังที่จะนำรายได้จากต่างประเทศเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไว้สูงมาก หลังจากรัฐบาลได้ประกาศให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย ส่งไม้ต่อไปยังปี 2568 ภายใต้แนวคิด Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 กับเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 3.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและกีฬาระดับโลกอย่างยั่งยืน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานสำคัญที่ได้เข้ามาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในการส่งเสริมชักชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้เที่ยวไทย เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างเติบโตและต่อเนื่อง
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 ได้เข้ามาวางยุทธศาสตร์และริเริ่มโครงการต่างๆ จนเริ่มเห็นผลงาน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และยังมีผลงานและโครงการที่โดดเด่นก่อนที่จะมาเป็นผู้ว่าการ ททท. อาทิ ในปี 2564 ได้ริเริ่มโครงการ The Best of SHA awards ปี 2563 ริเริ่มโครงการ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) ปี 2562 เป็นผู้ริเริ่มโครงการมาตรการเที่ยววันธรรมดา ราคาช็อกโลก ภายใต้นโยบายของรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช้อป ใช้

การสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการท่องเที่ยวในปี 2568 นั้น “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” เผยว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยถือว่ามีเสน่ห์ในตัวเองสูงมากอยู่แล้ว สะท้อนจากภาพลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนึกถึงประเทศไทย ผ่านอัตลักษณ์ หรือประเพณีวัฒนธรรมของไทย ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจดจำความเป็นตัวตนของไทยได้ อาทิ ประเพณีสงกรานต์ บุญบั้งไฟ ผีตาโขน ลอยกระทง รวมถึงอาหารไทย อาทิ ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ผัดกะเพรา ข้าวเหนียวมะม่วง และกีฬาไทย ที่มีความเด่นดังอย่างมวยไทย สิ่งที่ต้องทำให้มากขึ้นเพื่อเปิดเผยเสน่ห์ที่มีอยู่ต่อสายตาชาวโลกกว้างไกลมากกว่าเดิม คือ ต้องบริหารเสน่ห์ไทยผ่านการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ในด้านต่างๆ เข้ามาสร้างความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นอีก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความภาคภูมิใจในความเป็นไทย นำเสนอผ่านแนวทางต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้น
กลยุทธ์หลักที่ทำไว้ได้ดีแล้วในปี 2567 สานต่อให้ดีมากขึ้นในปี 2568 คือ 5 สิ่งที่ต้องห้ามพลาดหากมาเที่ยวในประเทศไทย หรือ 5 MUST DO IN THAILAND ได้แก่
1.Must Taste เรื่องอาหารไทย ททท.จะนำเสนออาหารไทยที่หลากหลาย ตั้งแต่การกินในครัวเรือนถึงร้านมิชลิน สะท้อนวิถีชีวิตและประเพณีท้องถิ่น โดยเน้นการใช้วัตถุดิบอินทรีย์และอาหารที่เป็นยา สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพที่ผู้คนหันมาให้ความใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น
2.Must Try มวยไทย ททท.จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจในศิลปะการต่อสู้ โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับโลก
3.Must Buy ผ้าไทยและแฟชั่นไทย การส่งเสริมสินค้าหัตถกรรมและแฟชั่นไทยที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดยจะนำเสนอผ้าไทยที่สะท้อนวิถีชีวิตและแรงบันดาลใจจากชาวไทยในแต่ละพื้นที่ ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวยอมใช้จ่ายเพื่อสินค้าไทยที่มีเรื่องราวเฉพาะตัว สามารถเพิ่มคุณค่าและราคาได้ดีมากขึ้น

4.Must Seek สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ททท.จะนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ หรือมุมมองที่แตกต่างในแหล่งท่องเที่ยวเดิม เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักท่องเที่ยว
5.Must See การแสดงทางวัฒนธรรม การจัดเทศกาล และงานประเพณีทั่วประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย
“แผนงานในปี 2567 ที่ส่งเสริมอีเวนต์ใหญ่ๆ ได้ผลเป็นอย่างดี ตั้งแต่มหาสงกรานต์เฟสติวัล วิจิตรเจ้าพระยา และเทศกาลลอยกระทง ทำให้ปี 2568 ททท.จะสานต่อการส่งเสริมอีเวนต์เหล่านี้ แต่กระจายไปในเมืองน่าเที่ยวมากขึ้น จากเดิมที่ชูเมืองหลักเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดนักท่องเที่ยวก่อน เมื่อติดตลาดแล้วก็สามารถกระจายตัวได้มากกว่าเดิม โดยจะใช้กลยุทธ์ City Marketing ค้นหาจุดขาย พลิกมุมมอง ทำงานร่วมกับการบริหารเสน่ห์ไทย บอกเล่าเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ สร้างความแตกต่างและโดดเด่น สร้างทางเลือกที่หลากหลายให้กับนักท่องเที่ยวได้เลือกเดินทางไปสัมผัสตามรสนิยมของแต่ละคน ภายใต้จุดขายแต่ละภาค เชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค หมุนเวียนกันไปจากเมืองสู่เมือง จากภาคสู่ภาค ทำให้ประเทศไทยเป็นฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ตลอดทั้งปี” ผู้ว่าการ ททท.กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่า
ในปี 2568 ททท.มุ่งผลักดันการเติบโตของตลาดศักยภาพ 23 ตลาดทั่วโลกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย และสร้างรายได้มากกว่า 80% ของจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2567 และวางเป้าหมายเพิ่มจำนวนตลาด 7 digits หรือวิ่งถึง 1 ล้านคนให้ได้ถึง 13 ตลาดในปี 2568 โดยมีปัจจัยบวกคือ การกลับมาของสายการบินทั้งรายเก่าและรายได้ มีการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนใกล้กลับสู่จุดเดิมของปี 2562 ก่อนเกิดโควิดแล้วในภาพรวม ส่วนตลาดในประเทศ ททท.จะกระตุ้นให้คนไทยตัดสินใจเดินทางทันที ออกไปสุขทันทีที่ได้ใช้เวลากับคนที่รัก แคมเปญสุขทันที ที่เที่ยวไทย มุ่งเพิ่มความถี่ในการเดินทางของคนไทย ทั้งภายในภูมิภาคและข้ามภูมิภาค กระตุ้นการใช้จ่าย รวมทั้งพยายามดึงคนไทยกลุ่มศักยภาพที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในวันหยุดยาว
เป็นอีกหนึ่งความเชื่อมั่นของไทยในปี 2568
ชาญศิลป์ ตรีนุชกร
ผู้พลิกฟื้น‘การบินไทย’
จากวิกฤตโควิด ที่ส่งผลกระทบกระจายไปทั่วทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกิจกรรมที่ผู้คนต้องรวมตัวกันนั้น คือสิ่งที่ในช่วงวิกฤตต้องถูกชะลอออกไปอย่างไม่เห็นวี่แววของความปกติ
สำหรับภาคธุรกิจ สายที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก คือการท่องเที่ยวและการบริการ เช่นเดียวกับสาขาสายการบิน “บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)” ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตหนัก เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตโรคโควิด-19 การบินไทยสามารถบินได้แค่สำหรับขนส่งสินค้า (Cargo) และการขนส่งสินค้าก็น้อยกว่า 50% ทำให้การบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่เจอกับปัญหาอย่างหนัก ถึงขั้นต้องเข้าสู่แผนการฟื้นฟู
แต่ปัจจุบันได้ออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว และกำลังจะก้าวออกจากแผนฟื้นฟู และเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ในกุมภาพันธ์ ปี 2568 นี้
ในงานการฟื้นการบินไทยคราวนี้ ถือได้ว่าเป็นการดึงผู้บริหารฝีมือดีเข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ คือ “ชาญศิลป์ ตรีนุชกร” กรรมการและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้าเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.

โดยชาญศิลป์ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามาฟื้นฟูการบินไทยนั้น ได้รับโทรศัพท์จากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทาบทามให้เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของการบินไทย ตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่เนื่องจากขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ซึ่งการบินไทยเองก็มีบุญคุณกับทาง ปตท.ที่ได้ช่วยเหลือในการเลือกใช้น้ำมันสำหรับเครื่องบิน รวมถึงผมมองว่าไม่มีใครจะลำบากตลอดไป เชื่อว่าในวันที่วิกฤตก็จะต้องมีโอกาสฟื้นขึ้นมาได้เสมอ
รวมทั้งการบินไทยเป็นหน่วยงานสำคัญสำหรับประเทศไทย ทั้งมีผลต่อเศรษฐกิจไทย เรื่องการจ้างงาน การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม จากที่ได้อ่านประวัติของการบินไทยมา มองว่าการบินไทยเคยยิ่งใหญ่ขนาดนั้น จึงอยากให้กลับมายิ่งใหญ่อย่างเดิม
แรงบันดาลใจในการเข้ามาฟื้นฟูกิจการของการบินไทยนั้น ผมมาด้วยใจ ใจที่รักการบินไทย อีกทั้งมีความสามารถด้านการบริหารด้านพลังงาน และการทำงานมาอย่างเชี่ยวชาญ จึงเชื่อว่าจะมีความสามารถมาช่วยการบินไทยฝ่าวิกฤตซ้ำซ้อนไปได้
หลังจากที่เข้ามาการบินไทยแล้วนั้น ใช้เวลาในการเร่งเรียนรู้งานจากบุคลากรที่ทำงานมานาน เรียนรู้ทั้งระบบและโครงสร้างองค์กร แม้กระทั่งจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าตนได้เข้าใจถึงความเป็นการบินไทยที่แท้จริง
การบินไทยเจอวิกฤตขาดทุนสะสมเป็นระยะเวลานาน โดยครั้งแรกเริ่มมาจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 2540 จากนั้นวิกฤต 911 และชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดทุนครั้งใหญ่คือการปิดสนามบิน 2551 และต่อมาการบินไทยก็เจอกับสภาวะที่ประเทศไทยนั้นไม่นิ่ง มีหนี้สูงถึง 3 แสนล้านบาท ซึ่งพอเจอการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ถือว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งสายการบินอื่นก็เจอ
แต่ส่วนตัวมองว่าการบินไทยจะถือว่าเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เปรียบเสมือนการเข้าห้องผ่าตัดและห้องไอซียู เริ่มจากอะไรที่ขายได้ ขายเพื่อเอาเงินสดกลับมา ตอนที่ได้มาบริหารแรกๆ การบินไทยมีเงินสดอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท จึงมองว่าการขายทรัพย์สินในบริษัทออกมาเป็นเงินก่อน แล้วถ้ากลับมามีเพียงพอค่อยลงทุนต่อยอดได้ ซึ่งการใช้วิธีนี้ทำให้ตอนนี้การบินไทยมีเงินสดถึง 8,000-9,000 ล้านบาท รวมไปถึงการสร้างรายได้ระยะสั้น อย่างเช่น การขายปาท่องโก๋ ซึ่งก็จะช่วยให้พนักงานมีกำลังใจ และเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยให้การบินไทยพอมีรายได้ในช่วงที่หยุดบิน

ผมและทีมงานได้มีการนำแผนฟื้นฟูของต่างประเทศมาศึกษาและนำมาปรับใช้ และนำบทเรียนเก่าๆ ของการบินไทยมาปรับปรุง โดยเจ้าหนี้ที่ต้องรับมือนั้นมีถึง 13,000 ราย และติดต่อยากมาก นัดลำบากมาก โทรไปไม่รับ ไม่อยากเจอ แต่ก็ทำใจเป็นปีแล้ว ด้วยหน้าที่ของสถาบันการเงินเขา เราเข้าใจเขา แต่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ ทั้งสร้างความเชื่อมั่น รวมไปถึงการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความสบายใจ สิ่งที่ผมและผู้บริหารทำนั้นคือ “การทำตามแผนฟื้นฟูสม่ำเสมอ” และช่วยกันทำแผนฟื้นฟูกับทางคณะผู้บริหาร และไปพบลูกหนี้ตามที่นัดไว้ โดยปัจจุบันหลังจากที่แผนฟื้นฟูเป็นไปตามคาด โดยตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา การบินไทยทำกำไรสูง 2.8 หมื่นล้านบาท และพนักงานได้ขึ้นเงินเดือน รวมถึงได้เงินโบนัสอีกด้วย
การบินไทย หลังพ้นการเป็นรัฐวิสาหกิจถือว่าดีมาก เพราะการบริหารจัดการ หรือการจัดซื้อขายถือว่าทำเรื่องได้ง่ายขึ้น รวมถึงการทำโครงสร้างองค์กรใหม่ขึ้นมา เช่น มีหน่วยงานใหม่ อาทิ การตั้งหน่วยงานดูแลฝ่ายดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรและเครื่องมือให้มีประสิทธิภาพ และเป้าหมายสำคัญคือการที่สายการบินสามารถสร้างการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพได้ โดยตั้งเป้าให้เป็นสายการบินแห่งชาติระดับกลางถึงบน ที่มีความปลอดภัยสูงสุด ทันสมัย มีการบริการที่ดี และสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารต่อไปได้ดียิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าการบริการของประเทศไทยถือว่าเป็นอันดับต้นๆ
“3 ปีที่ผ่านมาอยากขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันให้กำลังใจ และรวมถึงเจ้าหนี้ที่เข้าใจและให้โอกาส ซึ่งผมเชื่อเสมอว่าทุกวิกฤตมักมีทางสว่างรอเสมอ เหมือนกับการบินไทยที่ต้องยังอยู่บนฟ้าต่อไปให้ได้ ฟ้ายังมีสีฟ้าอยู่ การบินไทยต้องบินให้ได้”
ศุภลักษณ์ อัมพุช
ยืนหนึ่ง ‘สตรีนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล’
ความสำเร็จเกิดจาก 3 พลัง
เป็นอีกหนึ่งหญิงเก่งที่ “ยืนหนึ่ง” อย่างสง่างามในปี 2567 สำหรับ “คุณแอ๊ว-ศุภลักษณ์ อัมพุช” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ผู้บริหารหญิงที่จบการศึกษาจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกียรตินิยมอันดับ 1 จากนั้นไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่ Purdue University ในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มทำงานในธุรกิจรีเทล ตั้งแต่อายุ 23 ปี
ด้วยวัยเพียง 30 ปี คุณแอ๊ว ศุภลักษณ์ ได้รับฉายา “The Iron Butterfly of Thai Retailing” หรือ “ผีเสื้อเหล็กแห่งวงการค้าปลีกไทย” จาก Fortune Magazine ตลอดระยะเวลาการทำงานมากกว่า 40 ปี ศุภลักษณ์ได้แสดงถึงความเป็นผู้นำ สร้างสรรค์ ทุ่มเทในการพัฒนาวงการค้าปลีกไทยอย่างต่อเนื่อง จนรับรางวัลจากภายในและภายนอกประเทศมากมาย
สำหรับปี 2567 ถือได้ว่า ศุภลักษณ์ อัมพุช ในวัย 69 กะรัต เป็น “นักธุรกิจมือรางวัล” โดยแต่ละรางวัลที่ได้รับ ล้วนควรค่าและคู่ควรกับเธอทั้งสิ้น

เริ่มตั้งแต่ ได้รับคัดเลือกให้ติดอันดับ 100 สตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย ประจำปี 2567 ในการประกาศผลรางวัล THE FORTUNE MOST POWERFUL WOMEN ASIA 2024 จากนิตยสาร FORTUNE ซึ่งจากรางวัลดังกล่าว สะท้อนภาพการพัฒนา และการเติบโตของกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ตลอด 4 ทศวรรษ ในการเป็นหนึ่งในผู้นำรีเทลประเทศไทยเช่นกัน
นอกจากนี้ เวที Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards 2024 หรือ ACES ประกาศให้ ”ศุภลักษณ์ อัมพุช” ยืนหนึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจหญิงรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลผู้ประกอบการหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี (Woman Entrepreneur of the Year)
ศุภลักษณ์ อัมพุช สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้ง โดยเป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ World Retail Hall of Fame ประจำปี 2024 จากการคัดเลือกผู้บริหารในวงการค้าปลีกที่มีผลงานโดดเด่น มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในระดับโลก พร้อมถูกให้บรรจุชื่อใน Hall of Fame ของสภาค้าปลีกโลก หรือ World Retail Congress
ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังได้รับรางวัล “บุคคลต้นแบบแห่งปี 2567” ในฐานะผู้มีแนวคิดส่งเสริม สนับสนุนอารยสถาปัตย์ ผ่านโครงการศูนย์การค้าที่พัฒนาเพื่อส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยว ให้กับทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียมและปลอดภัย
ในฐานะผู้นำที่มีความโดดเด่นและเป็นผู้ประกอบการที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นในการสร้างปรากฏการณ์รีเทลของประเทศไทยให้มีชื่อเสียงในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก ผ่านบิ๊กโปรเจ็กต์ต่างๆ

กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย จัดโครงการ “HER AWARDS, UNFPA THAILAND 2024 ประชากรหญิงผู้สร้างแรงบันดาลใจ” มอบรางวัล HER AWARDS UNFPA, THAILAND 2024 ประชากรหญิงผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่ “ศุภลักษณ์ อัมพุช” เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคคล ทุกเพศ ทุกวัย และองค์กรต่างๆ ที่อุทิศตนทำงานขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพประชากรทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศและการเสริมพลังของผู้หญิงและเด็กผู้หญิง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในทุกมิติโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ศุภลักษณ์ อัมพุช กล่าวในงานรับรางวัล HER AWARDS UNFPA ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ เดอะมอลล์กรุ๊ป มุ่งมั่นพัฒนาศูนย์การค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างปรากฏการณ์รีเทลระดับโลกที่บุกเบิกและบริหารงานโดยคนไทย เป็น Shopping Destination สำคัญระดับโลก มีศักยภาพในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย
ศุภลักษณ์เผยอีกว่า ความสำเร็จของเธอทุกวันนี้เกิดจาก 3 พลังดังต่อไปนี้ 1.พลังแห่งความรักและความห่วงใย 2.พลังแห่งความศรัทธาและความเชื่อมั่น และ 3.พลังของความสามัคคีและการร่วมมือกัน เพราะไม่มีใครที่จะทำงานได้สำเร็จอยู่คนเดียว
“ถ้าเรามี 3 พลังนี้ ซึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มาก พลังความรัก พลังทุกอย่าง จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนสำเร็จได้ และแน่นอนความสำเร็จมันมาด้วยคำว่า ต้องทำงานหนัก ต้องมีความมุ่งมั่น ต้องมีแรงกาย แรงใจ มันต้องสู้ ไม่มีอะไรหรอกที่ได้มาด้วยความง่าย ไม่เคยเห็น ต้องทำงานหนัก ใช้ความคิดสร้างสรรค์ คิดอะไรที่แตกต่าง และมีความกล้า ไม่ใช่กล้าบ้าบิ่น แต่กล้าที่จะทำอะไรที่แตกต่าง กล้าที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่เป็นอุปสรรค เพราะคนที่จะเป็นกัปตันที่เก่งต้องผ่านมรสุม เพราะถ้าขึ้นภูเขา ต้องยอมรับว่า มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยความกดดัน มันเต็มไปด้วยพายุ แต่หลังฝน ก็คือ ฟ้าที่สดใส คิดอยู่เสมอว่า มันจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มันจะมีเมื่อเราผ่านภูเขานี้ไปได้ ก็ต้องผ่านพายุ ผ่านลม ผ่านฝนผ่านมรสุมทุกอย่าง แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่นต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ เราก็จะถึงตรงนั้นด้วยความภาคภูมิใจ” ศุภลักษณ์กล่าว
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
2568 ปีทอง’คริปโทเคอร์เรนซี’
สินทรัพย์ถือครองในยุคนี้ “สกุลเงินดิจิทัล” กำลังเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อนักลงทุนมากขึ้น ส่งผลต่อฐานจำนวนเข้ามาลงทุนโตแบบก้าวกระโดด ผลจากหลายประเทศเปิดทาง หรือผ่อนปรนกฎระเบียบ ส่งผลดีต่อการลงทุน และประเทศผู้นำอย่างสหรัฐ หลัง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งและกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง ประกาศหนุนเงินดิจิทัล ส่งผลให้ราคาพุ่งพรวด ทำนิวไฮซ้อนนิวไฮหลายครั้งเพียงไม่กี่เดือน จนราคาทะลุ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ กูรูทั้งหลายฟันธง ปี 2568 กลับมาเป็นยุคทองสกุลเงินดิจิทัลอีกครั้ง
แม้ในประเทศไทยกำลังมีความคืบหน้าด้านนโยบายการเงินการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ เรื่อง Investment Token ที่อยู่ระหว่างเสนอแก้ไขเพื่อโอนย้ายเข้าไปกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ เรื่องภาษีที่จะมีความชัดเจนขึ้น และเรื่องความคืบหน้าของผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
“จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” หรือ “ท๊อป” วัย 34 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้าน Cryptocurrency และ Blockchain Technology อันดับต้นๆ ของไทย เรียนจบปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จาก The University of Manchester ประเทศอังกฤษ และปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ University of Oxford
“จิรายุส” ได้สะท้อนมุมมองต่อความเชื่อมั่นประเทศไทย 2568 ว่า สิ่งที่ต้องการฝากรัฐบาลอย่างแรกเลยคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในสัดส่วนสูงประมาณ 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทย ถือว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย โดยรัฐบาลต้องลดหนี้ครัวเรือนเพื่อดึงความเชื่อมั่นของประเทศไทยกลับมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ลุกลามทั้งประเทศได้ ซึ่งจะให้ความรู้ด้านการเงินและการลงทุนกับคนไทยมากขึ้น เริ่มต้นสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย จะต้องมีการจัดทำหลักสูตรเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินมากขึ้น โดยส่วนนี้ภาครัฐบาลจะต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ทำให้ประชาชนสามารถเดินหน้าไปต่อได้
ขณะนี้เศรษฐกิจซึมตัวค่อนข้างเยอะในฝั่งของบริษัทขนาดเล็กต่างๆ ทำให้ต้องดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วย ผ่านการทำให้ประเทศไทยมีความน่าลงทุน อย่างการยกเลิกเกณฑ์การเก็บภาษีในคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) โดยเฉพาะการเก็บภาษีจากกำไรที่เกิดขึ้น ส่วนนี้จะทำให้มีผู้ถือคริปโทเคอร์เรนซีนำเข้ามาขายในไทยเพิ่มมากขึ้น เม็ดเงินจะไปถึงระดับรากหญ้าทุกหน้าปากซอยได้ ผ่านการท่องเที่ยว แต่ต้องอนุญาตให้ใช้จ่ายผ่านคริปโทเคอร์เรนซีได้ ส่วนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องอนุญาตให้สามารถทำได้ ถือเป็นส่วนที่จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินใหม่เข้ามา แทนที่จะใช้เงินเก่าที่รัฐบาลต้องติดหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลต่อการก่อหนี้ที่มากขึ้นอีก โดยต้องหาวิธีทำให้ประเทศไทยน่าลงทุนดึงวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่มาก 3-4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่าขนาดของประเทศไทย 6 ประเทศ มาซื้อขายในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยที่ไม่ต้องติดหนี้มากขึ้น
กระทรวงดิจิทัลจะต้องเป็นกระทรวงเกรดเอได้แล้ว เพราะปัจจุบันน้ำกำลังจะขึ้นในฝั่งนี้ แต่เรายังไม่ได้เตรียมการตักน้ำ ผ่านการทำให้กระทรวงดิจิทัลเป็นกระทรวงเกรดเอเลย งบประมาณที่ให้มายังห่างไกลจากกระทรวงอื่นแบบมหาศาล ทั้งที่เป็นกระทรวงสำคัญที่สุดต่อโอกาสที่กำลังเข้ามา หลังจากโลกได้ขับเคลื่อนมาทางด้านนี้แล้ว กระทรวงดิจิทัล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงต้องเป็นกระทรวงเกรดเอ จะให้กระทรวงเดิมๆ เป็นกระทรวงเกรดเอไม่ได้ เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงไปคนละใบแล้วเทียบจากเดิมที่เคยเกิดขึ้น สะท้อนจากกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญในการทำธุรกิจมากขึ้น
รัฐบาลต้องเตรียมขันตักน้ำให้ถูกที่ ถูกเวลา และถูกทางด้วย เพื่อหากน้ำขึ้นแล้วจะได้ตักโอกาสเข้าประเทศไทยได้เต็มที่ โดยอยากขอฝากกระทรวงการต่างประเทศผลักดันในเรื่องการเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ที่หากร่วมมือกันได้เร็วมากเท่าใด อาเซียนจะยิ่งเข้าสู่ยุคทองคำเร็วขึ้นเท่านั้น มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้แบบมหาศาล ทำให้ต้องรีบตกลงกันให้ได้ ดึงความเชื่อมั่นให้อาเซียนมีความแข็งแกร่ง เป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยากมาลงทุน ซึ่งทุกคนจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งหมดด้วย
ภาพรวมการลงทุนในปี 2568 จิรายุสมองว่า “สินทรัพย์อย่างทองคำและคริปโทเคอร์เรนซีน่าจะเป็นปีทอง ถือเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่ดี ส่วนหุ้นต้องระมัดระวังการลงทุน เลือกลงทุนในหุ้นราคาไม่ได้วิ่งเกินราคาพื้นฐานไปไกลมากนัก เพื่อให้เวลาที่ราคาปรับลดลงมาจะไม่ต้องเจ็บตัวมากนัก อย่าลงทุนตามกระแส ส่วนองค์กรจะต้องเตรียมความพร้อมในการนำเอไอเข้ามาใช้ในธุรกิจ มีพนักงานที่สามารถใช้เอไอเป็น เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2568 เลย
สิ่งที่รัฐบาลทำได้ทันทีแบบไม่เสียอะไรเลย คือการยกเลิกเกณฑ์เก็บภาษีคริปโทเคอร์เรนซี คนทั่วโลกจะมาขายในประเทศไทย ทำให้มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาเยอะมาก และ ธปท.จะต้องอนุญาตให้ใช้จ่ายผ่านคริปโทเคอร์เรนซีได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากเงินใหม่ ที่ไม่ใช่เงินของรัฐบาล หรือเงินของคนในประเทศกันเอง ถือเป็นควิกวินที่รัฐบาลต้องทำได้เลย และมีผลต่อประเทศด้านบวกทันที โดยต้องคลี่คลายให้มีโกลเด้นวีซ่าเพิ่มมากขึ้น นำคนเก่งๆ เข้ามาในประเทศเพื่อช่วยกันตักน้ำที่จะไหลโอกาสเข้ามามากขึ้น ซึ่งมาตรการจะต้องง่าย เพื่อนำคนเก่งเข้ามายกระดับความสามารถของบุคลากรไทยด้วย”

คริปโทเคอร์เรนซีถือว่าเป็นวงการที่มีรอบการหมุนเวียนของตัวเอง ภายในช่วง 4 ปีจะเกิดปีทองของคริปโทเคอร์เรนซี 1 ครั้ง อย่างรอบที่ผ่านมาเป็นปี 2564 ที่คนทั้งประเทศเล่นบิตคอยน์กัน คนรอบตัวเทรดที่บิทคับกันหมด ตามสถิติทำให้ปี 2568 ถึงรอบในครั้งถัดไปแล้ว จึงเห็นคนกลับมาพูดถึงการเทรดคริปโทเคอร์เรนซีที่บิทคับคึกคักเพิ่มมากขึ้น
แต่ต้องจับจังหวะให้ดีว่าควรจะเข้าหรือออกอย่างไร เพื่อไม่ให้ติดดอยการซื้อถือครอง โดยปี 2568 ถือเป็นปีที่ดีของวงการคริปโทเคอร์เรนซี ที่จะเห็นสถาบันการเงินเข้ามาในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลประเทศต่างๆ ใช้บิตคอยน์เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น ถือเป็นปีแห่งการได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ และคาดว่าจะร้อนแรงมากกว่าปี 2564 ด้วย โดยในด้านราคาตามสถิติมักวิ่งสูงขึ้นในทุกรอบของตัวเอง อาทิ รอบปีทองเดิมในปี 2564 วิ่งขึ้นมากกว่าปีก่อนหน้า และราคาในปี 2567 บิตคอยน์ก็สูงกว่าปี 2564 แล้วด้วย ปี 2568 จึงน่าจะวิ่งทำจุดสูงสุด (นิวไฮ) ใหม่อีกครั้ง
คริปโทเคอร์เรนซี บิทคับของไทย ถือว่าใหญ่ที่สุดในอาเซียนแล้ว จึงเป็นผู้นำในอาเซียน แต่ยังเล็กกว่าหากเทียบกับตลาดในสหรัฐ ที่มีความเข้าใจสูงมากและผู้เล่นมีขนาดใหญ่ที่สุด โดยการซื้อขายในบิทคับต่อวันอยู่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทแล้ว มีผู้สมัครใช้งานประมาณ 5 ล้านคน ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว 2 ล้านคน ในกลุ่มคนทุกช่วงวัย
จิรายุสยังได้ให้คำแนะนำว่า ผู้ที่จะเข้ามาในวงการนี้อย่าเพิ่งใจร้อน ความรู้ความเข้าใจสำคัญมาก ความพร้อมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทั้งความพร้อมด้านกำลังทรัพย์ หรือฝั่งความรู้ที่ไม่เหมือนกัน ต้องศึกษาในส่วนของเราเอง อย่าเอาเงินร้อนมาใช้ ต้องเป็นเงินเย็นที่สามารถลงทุนในระยะยาวได้ อย่าทำตามกระแส เพราะทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในแบบของตัวเองได้ทุกด้าน ซึ่งคนล้มละลายก็มีเหมือนกันในทุกสินทรัพย์ ทั้งคริปโท ตลาดหุ้น หากทำตามกระแส แต่ก็มีคนสำเร็จเหมือนกันหากมีความรู้ความเข้าใจจริงๆ ก่อนเริ่มต้นลงทุนจริง
“ผมเป็นคนแรกที่เข้ามาเริ่มในวงการคริปโทเคอร์เรนซี จนถึงปัจจุบันผ่านไป 11 ปีแล้ว ถือว่าเป็นคนถางหญ้าให้คนรู้จักการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้น ดีใจที่เป็นคนสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศของเรา เป็นหนึ่งในคนที่สร้างโอกาสใหม่ให้เกิดขึ้น ไม่ได้ทำเพียงเรื่องเก่าๆ เท่านั้น และทำให้หลายคนร่ำรวยจากการลงทุนก็ไม่น้อย” จิรายุสกล่าวทิ้งท้าย
ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว
กำเงินร้อยปั้น YUEDPAO สู่พันล้าน
คงมีนักธุรกิจน้อยราย ที่สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจแบบ 100% ต่อเนื่องตลอด 5 ปีนับจากวันที่ลงสนามทำการค้า ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้า
แต่สำหรับ ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว หรือ “ตอน” ผู้บริหาร บริษัท เริ่มใหม่ จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ยืดเปล่า” (YUEDPAO) แบรนด์น้องใหม่ในวงการแฟชั่น เริ่มทำการค้าเปิดป้ายปลายปี 2561 และประสบความสำเร็จสามารถทำรายได้ต่อปีเติบโตแบบก้าวกระโดด จนปิดงบรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาทแล้ว ด้วยวัยเพียง 33 ปี
เขาได้วาง Key Success ของยืดเปล่า คือ สินค้าดี ตอบโจทย์ผู้บริโภค และราคาจับต้องได้ ซึ่งแรกๆ ต้องคิดในการแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งการขนส่งสินค้าล่าช้าและส่งผิด ส่งผิดสี ผิดไซซ์ ไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้ซื้อ ก็สร้างความเชื่อมั่นเลือกให้ลูกค้าไม่ต้องส่งคืน ทางร้านจัดส่งสินค้าใหม่ไปทดแทน ตอบโจทย์ “ความเชื่อมั่น” ได้เป็นอย่างดี
เพียงไม่กี่ปี เริ่มจากวัยรุ่นคนหนึ่ง อยากเปลี่ยนชีวิตให้เป็นที่ยอมรับ และได้เป็นความภูมิใจของครอบครัว จึงใช้เงินเก็บที่มี 8,000 บาท ลงทุนขายบ็อกเซอร์ที่หน้ารามคำแหง ได้ผลตอบรับดีเกินคาด จากนั้นก็ขยายสู่ตลาดนัดจตุจักร เพียงไม่นานก็สร้างแบรนด์ของตนเอง โดยเปิดสาขาไปตามห้างสรรพสินค้าแล้วถึง 65 สาขา มีให้เลือกกว่า 7,000 SKU ควบคู่กับการเพิ่มรูปแบบสินค้าใหม่ๆ จากเน้นเสื้อยืดหลากสีหลากทรง สโลแกน “ยืดเปล่า ยังง๊าย ก็ไม่ย้วย”
ยังได้เพิ่มเสื้อโปโล เสื้อผ้าเด็ก กระเป๋า และแฟชั่นไลฟ์สไตล์ต่างๆ อีกทั้งการนำเสนอที่ไม่ซ้ำแบบใคร จนในวงการต้องหันมามอง YUEDPAO อย่างแคมเปญ “Your Size Fits All ยืดให้ทุกไซซ์ Pride ให้ทุกตัวตน” ที่เลือกตัวแทน 40 คนที่มีความหลากหลายทั้งด้านรูปร่าง เพศ อายุ สีผิว และบทบาทในชีวิตให้คนทั่วๆ ไป มาถ่ายแบบขึ้นป้ายโฆษณาร่วมกับแบรนด์
หรืออย่างในเดือน Pride Month “ยืดเปล่า” ไม่ทิ้งโอกาส ออกแถลงการณ์เพื่อหวังรณรงค์ให้ทุกวันเป็นวัน “Pride Day” ที่ทุกเพศ ทุกวัย ทุกไซซ์ ทุกคน มีเรื่องให้ “ยืดอกภูมิใจในตัวเอง” อยู่เสมอ ถือเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงให้ทุกคนเล็งเห็นความเท่าเทียมในทุกวัน ผ่านคอนเซ็ปต์ “PRIDE ได้ทุกเดือน ยืดได้ทุกวัน” ที่ไม่อยากให้เป็นเพียงหนึ่งเดือนที่ออกมาแสดงความรักต่อ LGBTQ+ และผ่านไปเท่านั้น

สำหรับปี 2568 สำหรับสินค้ากลุ่มแฟชั่น ทนงค์ศักดิ์ยังมองว่าไปได้ดี เห็นด้วยที่รัฐบาลผลักดันด้านแฟชั่นดีไซน์ของคนไทย โดยที่ผู้ประกอบการยังต้องเป็นผู้แสวงหาโอกาสและทำงานให้หนักขึ้น เหนื่อยขึ้น กว่าปีก่อนหน้า ด้วยยังอยู่ในภาวะกำลังซื้อและการแข่งขันที่สูง
“ปี 2568 กำลังซื้อและเศรษฐกิจน่าจะยังทรงตัว แนวโน้มต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้น วันนี้ช่องทางขายต้องผสมทั้งรายได้จากการเปิดสาขาและผ่านออนไลน์ ค้าบนออนไลน์ก็ไม่ง่ายแล้ว เพราะต้นทุนขายผ่านออนไลน์สูงขึ้นๆ จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์ม 28-30% การจะขึ้นราคาก็ทำได้ยาก ในภาวะกำลังซื้อไม่สูงและการแข่งขันสูง อีกทั้งเจอทุนนอกเข้ามาชิงตลาด กำไรการค้าจึงน้อยลง
การค้าภาพใหญ่ มีหลายความท้าทายและปัจจัยเกิดขึ้นรายวัน ก็อยากให้รัฐบาลมีส่วนช่วย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาจออกมาตรการสินเชื่อเพื่อการเติบโตของเอสเอ็มอี รวมถึงสร้างความรู้ระบบการจัดการทำธุรกิจที่ถูกต้องกับนักธุรกิจหน้าใหม่ๆ
วันนี้แม้เอสเอ็มอีจะขายได้ แต่กลุ่มไม่มีแบ๊กหลังของทุนครอบครัว หรือสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างผม รวมถึงยังขาดเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล อย่างเช่น รัฐบาลจีนหรือหลายประเทศเขาสนับสนุนการเงินเพื่อให้นักลงทุนเขาออกมาเจาะตลาดต่างประเทศ เมื่อมาเทียบกับธุรกิจเล็กๆ ไทยวันนี้ก็เหมือน ‘ห่วงหน้าพะวงหลัง’ จะลงทุนหรือขยับตัวอะไรก็จะยาก หากรัฐให้ความหวังเรื่องเงินทุน และระบบที่ถูกต้อง ธุรกิจก็จะแสวงหาโอกาสและเกิดความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ”
ทนงค์ศักดิ์ทิ้งท้ายว่า “ยืดเปล่า” ปี 2568 ยังเน้นยุทธศาสตร์เชิงรุก ทั้งช่องทางขาย สินค้าใหม่ที่มีการพัฒนาคุณภาพ ลูกเล่นใหม่กับการทำตลาด แต่คงระดับราคาที่จับต้องได้ และคงความหลากหลายของสินค้าในระดับราคาหลักร้อย
จึงต้องยกให้ ทนงค์ศักดิ์ อีกบุคคลที่มีอิทธิพลในการสร้างแรงบันดาลใจ “ปั้นชีวิตที่เลือกด้วยมือตนเอง”
‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม
มิวสิกเฟสติวัลสอดแทรกแรงบันดาลใจ
ถ้าพูดถึงกระแสปรากฏการณ์ของวงการเพลงไทยคงไม่มีใครไม่นึกถึง ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม วัย 57 ปี ผู้สร้างมิวสิกเฟสติวัลไทยสุดยิ่งใหญ่มาหลากหลายงาน โดยเฉพาะที่เป็นที่พูดถึงอย่างมากคือ บิ๊กเมาน์เท่น นอกจากนี้ก็ยังเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุอย่าง แฟตเรดิโอ 104.5 รวมถึงพิธีกรรายการ ป๋าเต็ดทอล์ก อีกหนึ่งรายการทอล์กที่ได้มุมมองการสร้างแรงบันดาลใจจากหลากหลายแขกรับเชิญในแต่ละเทป
โดย ป๋าเต็ด นั้นเริ่มต้นเข้าสู่วงการเพลงจากการได้เข้าฝึกงานแผนกคอนเสิร์ตที่แกรมมี่ ก่อนจะได้เป็นนักจัดรายการวิทยุ หรือดีเจ คลื่นกรีนเวฟและฮอตเวฟ จากนั้นก็ได้ออกมาก่อตั้ง บริษัท คลิกเรดิโอ จำกัด มีคลื่นดังอย่าง แฟตเรดิโอ 104.5 และบริษัทรับจัดงานแสดงดนตรี ที่มีผลงานในการทำคอนเสิร์ตและเฟสติวัลใหญ่ๆ ในไทยมาแล้วแบบนับไม่ถ้วน
หากจะพูดถึงเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจแล้วนั้น ป๋าเต็ดเองก็ได้เผยว่า หากจะถามจริงๆ ตนก็ไม่รู้ว่าไปสร้างแรงบันดาลใจในแง่มุมไหนบ้าง ด้วยเพราะบางคนอยู่เฉยๆ ยังสร้างแรงบันดาลใจได้เลย ด้วยไลฟ์สไตล์ของเขา ด้วยคำพูดอะไรบางอย่างซึ่งเป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว แต่ก็ยากที่จะตอบ

“แต่ถ้าให้ตอบจริงๆ โดยลักษณะนิสัยส่วนตัว หรือแม้กระทั่งเวลาที่ทำข้อทดสอบว่าเราเป็นคนแบบไหน ผมก็มักจะออกมาในหมวดนี้ ผมอาจจะไม่ใช่ผู้นำประเภทลงมือทำด้วยตัวเอง เป็นทุกอย่าง หรือไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด หรือไม่ใช่คนที่กล้าหาญที่สุด แต่ออกไปในทางคนที่เชิญชวนคนเก่ง จูงใจเก่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราชอบศึกษาคน ชอบทำความเข้าใจผู้คน แล้วมันจะทำให้เรามีวิธีพูดคุยกับแต่ละคนด้วยภาษาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเขา อีกอย่างหนึ่งจริงๆ ผมเป็นคนชอบเล่าเรื่องยากให้ง่าย ชอบอธิบายเนื่องจากว่าเราเป็นคนชอบเข้าใจคนอื่น เราก็เลยชอบทำความเข้าใจให้กับคนอื่นในเรื่องที่เขาอาจจะเข้าใจผิด ซึ่งผมว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ผมทำมาตลอดทั้งชีวิต ทั้งแบบที่ตั้งใจทำและทำไปโดยไม่รู้ตัว”
บางครั้งแรงบันดาลใจก็ออกมาในรูปของผลงานที่ทำ เช่น การทำคลื่นแฟต เรดิโอ การทำให้คนทำเพลงตัวเล็ก คนทำเพลงที่อาจจะไม่ได้มีโอกาสเท่ากับค่ายเพลงใหญ่ๆ ในยุคนั้นได้มีโอกาสมากขึ้น ทำให้คนหันมามองเพลงที่ถูกมองข้ามไป หรือแม้กระทั่งมาทำมิวสิกเฟสติวัล ที่พยายามทำให้ผู้คนได้เห็นว่า คุณอาจจะตั้งใจมาดูวงดัง แต่ระหว่างทางคุณเดินผ่านเวทีเล็กๆ แล้วคุณได้รู้จักวงดนตรีเล็กๆ ที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งกลไกในการวางแผนการจัดงานมิวสิกเฟสติวัลมันสอดแทรกการให้แรงบันดาลใจโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตะโกนออกมาว่ามารับแรงบันดาลใจเกินไป แต่คนจะได้กันไปด้วยตัวเอง
“แม้กระทั่งคนดูที่ไปดูมิวสิกเฟสติวัลครั้งแรก แล้วฝันว่าวันหนึ่งอยากขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีบ้าง ซึ่งมันเกิดขึ้นจริงในบิ๊กเมาน์เท่น อย่างวงไททศมิตร จ๋าย (อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี) จะพูดเสมอว่า เขาเริ่มต้นอยากเป็นศิลปินจากการมาทำงานในบิ๊กเมาน์เท่น ซึ่งผมไม่เกี่ยวด้วยเลย อันนั้นมันเกิดขึ้นเอง จากบรรยากาศ จากสิ่งที่มันมีอยู่ แล้วเขาก็ได้รับแรงบันดาลใจ”
ตัวอย่างของผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจแบบชัดเจน
ลิซ่า ลลิษา มโนบาล
ต้นแบบเส้นทางสู่ระดับโลก
อีกหนึ่งคนไทยที่ไปไกลระดับโลก สำหรับ ลิซ่า ลลิษา มโนบาล จากสาวน้อยหนึ่งในสมาชิกวง BLACKPINK ภายใต้สังกัด YG Entertainment ที่เริ่มต้นด้วยความฝันอยากจะเป็นนักร้องเกิร์ลกรุ๊ป เรียนทั้งร้องและเต้นมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงเข้าประกวดมาหลายครั้ง จนกระทั่งสามารถคว้าที่นั่งเด็กฝึกไทยเพียง 1 เดียวของค่ายมาได้ทั้งๆ ที่พูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลยและมีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น ซึ่งก็ต้องผ่านการเรียนและซ้อมร้อง-เต้นอย่างหนัก แต่ลิซ่าก็อาศัยความขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจจนเป็นเด็กฝึกระดับท็อปของค่าย
โดยลิซ่าเคยเผยว่า ช่วงแรกเธอเป็นเด็กฝึกคนเดียวในค่ายที่พูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลย ในช่วง 3 เดือนแรกถึงกับโทรมาร้องไห้กับคุณแม่ทุกวัน เพราะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียว แถมฝึกหนักและลำบากมาก
หลังจากที่เป็นเด็กฝึกอยู่ 2 ปี ค่ายต้นสังกัดก็ได้มีข่าวว่าจะเปิดตัวเกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ โดยได้ปล่อยคลิปเต้นของลิซ่าออกมาแต่ไม่มีการระบุว่าเป็นใคร ซึ่งสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในทักษะการเต้นของเธอ แต่กระนั้นก็เงียบหายไป จนปีที่ 5 ของการเป็นเด็กฝึก ก็ได้มีการเปิดตัววง BLACKPINK อย่างเป็นทางการ ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับโลกตั้งแต่อัลบั้มชุดแรก

ในปี 2564 ลิซ่าได้มีซิงเกิลเดี่ยวชื่อ LALISA ปลุกกระแสความฮอตมาแรงสร้างสถิติใหม่ของวงการไปเพียบ ทั้งยังเป็นที่ฮือฮากับฉากใส่ชุดไทยในมิวสิกวิดีโอที่ทำให้กลายเป็นไวรัลแต่งชุดไทยไปพักใหญ่ ก่อนจะปล่อยเพลง MONEY ซิงเกิลที่สองตามออกมา เป็นเพลงแรกของศิลปินเดี่ยวหญิงเคป๊อปที่อยู่บนชาร์ต บิลบอร์ด ฮอต 100 และชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร ได้นานหลายสัปดาห์ และยังเป็นเพลงแรกของศิลปินเดี่ยวเคป๊อปที่มียอดสตรีมถึง 1 พันล้านครั้งบนสปอติฟาย
BLACKPINK ยังเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปเคป๊อปวงแรกที่ได้ขึ้นเวทีเทศกาลดนตรีและศิลปะ Coachella มาแล้วในปี 2019 และในปี 2023 ก็ได้กลับมาอีกครั้งในฐานะศิลปินเฮดไลน์ และได้เป็นศิลปินเคป๊อปวงแรกที่ได้ขึ้นเป็นศิลปินเฮดไลน์ด้วย ทั้งนี้ลิซ่าทำงานในนามวงนานถึง 7 ปี ก่อนที่จะหมดสัญญาและสมาชิกทั้งหมดก็ต่อสัญญาในนามวงเท่านั้น
ในส่วนของงานเดี่ยวนั้น ลิซ่าได้ขึ้นแท่นเป็น CEO สาวสุดฮอต ก่อตั้งค่าย LLOUD ที่จะมาดูแลผลงานเพลงและบันเทิงของตัวเอง นอกจากนี้ยังได้เซ็นสัญญากับ RCA Records ค่ายเพลงดังระดับโลก พร้อมออกซิงเกิลแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัวในเพลง Rockstar ที่ทำเอาคนไทยได้ปลื้มปริ่มกันสุดๆ เมื่อลิซ่าได้ถ่ายมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ที่เยาวราช ไชน่าทาวน์ชื่อดังของไทย จุดกระแสการท่องเที่ยวไทยให้ได้คึกคักอีกครั้ง โดยเพลงนี้ยังเปิดตัวอันดับหนึ่งบน Billboard Global Excl. US พร้อมด้วยอันดับ 4 บนชาร์ต Billboard Global 200 ซึ่งด้วยสถิตินี้ก็ยิ่งตอกย้ำว่าซิงเกิล ROCKSTAR ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และยังตามมาด้วยเพลง New Women และ Moonlit Floor (Kiss Me) ที่ปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง และในปี 2025 ลิซ่าก็ยังจะได้กลับขึ้นเวทีเทศกาลดนตรีและศิลปะ Coachella อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้มาในฐานะศิลปินเดี่ยวอีกด้วย
กับผลงานเพลง ลิซ่ายังได้รับรางวัลมากมายจากหลายเวที อาทิ MAMA AWARDS, Circle Chart Music Awards, MTV Europe Music Awards 3 รางวัล และยังเป็นศิลปินเดี่ยวเคป๊อปคนแรกที่ได้รับรางวัล MTV Video Music Awards 2022 สาขา Best K-Pop ถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้เธอยังเป็นศิลปินเคป๊อปที่มียอดผู้ติดตามมากที่สุดบนอินสตาแกรม

ในด้านของภาพลักษณ์และแฟชั่นของลิซ่า ก็เป็นที่จับตามองไม่แพ้กัน เพราะไม่ว่าเธอจะใส่ชุดไหน หรือหยิบจับอะไรก็เป็นที่พูดถึงและกลายเป็นเทรนด์ในช่วงนั้นอยู่ตลอด โดยลิซ่ายังเคยได้เป็น Global Ambassador ของแบรนด์หรู CELINE ก่อนที่เธอจะตัดสินใจไม่ต่อสัญญา นั่นก็ทำให้แฟนคลับทั่วโลกพากันออกมาเทขายสินค้าแบรนด์ดังอำลากันไปพร้อมกับลิซ่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ ลิซ่าก็ยังได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับแบรนด์หรูสัญชาติอิตาลี BVLGARI และตามมาด้วยการเป็น House Ambassador ให้แก่ LOUIS VUITTON
ไม่ใช่เพียงแค่สินค้าระดับเวิลด์คลาส แต่ลิซ่าก็สร้างกระแสความปังโชว์ซอฟต์พาวเวอร์ไทย เมื่อได้หยิบเอาผ้าฝ้ายหมักโคลนย้อมคราม ของขึ้นชื่อเมืองอุดรธานีมาสวมใส่ เที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้เกิดกระแสตามรอยท่องเที่ยวของลิซ่า ที่ทำเอาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกรมศิลปากร เด้งรับ ได้จัดทำป้ายแสดงจุดถ่ายภาพ ตามรอยลิซ่า ปักหมุดเช็กอินวัดโบราณ 3 แห่ง ได้แก่ วัดหน้าพระเมรุ วัดมหาธาตุ และวัดแม่นางปลื้ม เพื่อให้แฟนๆ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่มาเยี่ยมชม ได้มุมสวยๆ แบบลิซ่าเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก รวมถึงสินค้าไทยที่เพียงแค่ลิซ่าถ่ายรูปลงโซเชียลหรือพูดถึง อาทิ ยาดม, นมหนองโพ, ลูกชิ้นยืนกิน ก็พร้อมที่จะโซลด์เอาต์ขาดตลาดได้ในชั่วข้ามคืน
ทั้งนี้ ลิซ่ายังได้รับรางวัลวัฒนคุณาธรกิตติมศักดิ์ ผู้นำพลังศรัทธาเสริมคุณค่าวัฒนธรรมไทย จากกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ประจำปี 2566 รวมถึงรางวัล ลูกกตัญญูแห่งปี เนื่องในงานวันแม่แห่งชาติ 2024 จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
และที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงไปทั่วโลกคงหนีไม่พ้นการได้ขึ้นเวทีที่สาวๆ หลายคนใฝ่ฝัน อย่าง Victorias Secret โดยลิซ่าได้ขึ้นเวทีร้องเพลง Rockstar เป็นการเปิดเวทีแฟชั่นโชว์สุดฮอตที่กลับมาจัดอีกครั้งหลังเลิกการจัดงานไปนานถึง 6 ปี ก่อนจะสวมปีกนางฟ้าซิกเนเจอร์ของงานมาโชว์เรียวขาเดินสับๆ ประชันนางแบบดังตัวท็อป พร้อมเพลง Moonlit Floor (Kiss Me)ที่ทำเอาโลกโซเชียลแทบแตกกับความฮอตของเธอ
นอกจากนี้ ลิซ่ายังได้รับรางวัล Influencer Magazine Awards หรือผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2024 ของนิตยสาร Influencer UK ของสหราชอาณาจักร หลังจากที่เปิดโหวตผ่านเว็บไซต์ เบียดเอาชนะบุคคลที่ทรงอิทธิพลรายอื่นๆ อย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์, ไคลี่ เจนเนอร์ และเซเลน่า โกเมซ
อีกหนึ่งงานสุดฮือฮาของลิซ่า ที่กลายเป็นกระแสไปทั่วทั้งโลก เมื่อเจ้าตัวได้ร่วมโชว์คาบาเรต์คลับระดับตำนานอย่าง Crazy Horse Paris ฟีเวอร์สุดๆ ในโลกโซเชียล และแม้ว่าจะมีกฎห้าม ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพขณะโชว์ แต่กระนั้น ลิซ่าก็ได้ปล่อยภาพอย่างเป็นทางการของการแสดงโชว์ดังกล่าว พร้อมว่า เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ขอบคุณทุกคนที่สร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น เรียกฉันได้ เมื่อคุณต้องการใครสักคนเพื่อเติมเต็ม
ปังไม่แพ้กันเมื่อลิซ่าได้มารันวงการกีฬา ในการเดินทางมาร่วมชมการแข่งขัน Formula1 2024 ไมอามี กรังด์ปรีซ์ สนามที่ 6 ของฤดูกาล 2024 ที่สนามไมอามี อินเตอร์เนชั่นแนล ออโตโดรม เมืองไมอามี ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา งานนี้ทำเอาแฟนคลับเซอร์ไพรส์หนักมาก เมื่อได้เห็นลิซ่าได้รับหน้าที่โบกธงตาหมากรุก จบการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน และยังได้ถ่ายรูปคู่กับ Max Verstappen แชมป์โลก F1 คนปัจจุบัน ชาวดัตช์ จากทีมเรดบูลล์ เรซซิ่ง และเป็นแชมป์โลก F1 3 สมัยซ้อน
ทางด้านผลงานการแสดง ลิซ่าก็ได้ร่วมงานกับซีรีส์ดังระดับโลกที่เคยคว้ารางวัล Emmy ถึง 15 รางวัล และรางวัลลูกโลกทองคำอีก 2 รางวัล อย่าง The White Lotus ในซีซั่นที่ 3 ที่จะเข้าฉายทางสตรีมมิ่ง HBO MAX โดยในซีซั่นนี้ ได้ยกกองถ่ายมาถ่ายทำกันที่ประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ได้มีการปล่อยตัวอย่างออกมา แม้ว่าจะเป็นซีนสั้นๆ ก็ทำเอาฮือฮากันไปทั้งโซเชียลกับการปรากฏตัวของ ลิซ่า ที่แต่งกายด้วยชุดพนักงานต้อนรับของโรงแรม พร้อมกล่าวทักทายแขกผู้มาเยือนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “Welcome to the White Lotus in Thailand, ka” รวมถึงฉากที่ลิซ่าอยู่ในชุดไทย นอกจากนี้ยังมีนักแสดงชาวไทย อย่าง ครูเล็ก ภัทราวดี, ดอม เหตระกูล และเทม เมธี ทับทิมทอง มาเป็นไลน์อัพร่วมกับนักแสดงระดับโลก อาทิ เลสลี บิบบ์, เจสัน ไอแซ็กส์, สก็อตต์ เกล็นน์, ปาร์กเกอร์ โพซีย์, คาร์รี คูน ฯลฯ อีกด้วย

ฮอตต่อเนื่องเมื่อลิซ่าได้ขึ้นปกนิตยสาร Vanity Fair ฉบับ The Hollywood Issue กระทบไหล่ตัวพ่อตัวแม่ฮอลลีวู้ด อย่าง เซ็นเดย์อา, นิโคล คิดแมน และโซเอ ซัลดัญญา และอีกหลายคนที่กำลังมีผลงานซีรีส์และภาพยนตร์ที่น่าจับตามองในช่วงปี 2024-2025 หลังจากนั้น ลิซ่า ได้ขึ้นปกนิตยสาร Billboard เป็นครั้งแรกชนิดที่ตะลึงสุดๆ เพราะมาพร้อมกัน 10 ปกจาก 10 ภูมิภาคทั้ง อเมริกา, อาระเบีย, อาร์เจนตินา, บราซิล, แคนาดา, สเปน, อิตาลี, เกาหลี และญี่ปุ่น นับเป็นศิลปินคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ขึ้นปกนิตยสารดังกล่าวพร้อมกันในหลายเวอร์ชั่น ทลายกำแพงกันของดนตรีฝั่งตะวันออกและตะวันตกลงได้อย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้ ลิซ่ายังได้เคยเปิดใจถึงผลงานของเธอหลังออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวไว้ว่า “ปีนี้ลุยงานหนักมาก มีผลงานเยอะมาก มี 3 ซิงเกิล แล้วตอนนี้ก็กำลังเตรียมฟูลอัลบั้มครั้งแรกค่ะ ก็อยากให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้หนูและหวังว่าทุกคนจะชอบในสิ่งที่หนูเตรียมไว้ให้ค่ะ”
นอกจากจะเป็นที่ชื่นชมในฐานะที่มุ่งมั่นทำตามความฝันของตัวเองแบบไม่มีหยุด จนประสบความสำเร็จระดับโลกในวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจของเด็กๆ ทั่วโลกที่อยากจะตั้งใจพัฒนาตัวเองเพื่อตามหาความฝัน
พร้อมก้าวเข้าสู่เวทีระดับโลกต่อไปเช่นเธออีกด้วย
‘หมีเนย บัตเตอร์แบร์’
ปรากฏการณ์แมสคอตหมี สัญลักษณ์ฮีลใจ
จากคลิปไวรัลแมสคอตตุ๊กตาหมี เต้นดี๊ด๊า ในงานวันเด็กของเอ็มดิสทริค สู่ความฮอตเกินต้านระดับประเทศ สำหรับ “น้องหมีเนย” แมสคอตตุ๊กตาหมีจากร้านขนม Butterbear (บัตเตอร์แบร์) แบรนด์ขนมในเครือ Coffee beans by Dao ที่เป็นกระแสไวรัลไปทั่วโซเชียลมีเดีย ด้วยความน่ารัก และทักษะการเอ็นเตอร์เทนไม่ว่าจะเป็น การเต้น หรือการแสดงที่มัดใจเหล่า พ่อหมี แม่หมี แบบอยู่หมัด ขึ้นแท่นเป็น “ลูกสาวแห่งชาติ”
ภายในชั่วข้ามคืน ที่ใครเห็นเป็นต้อง “ใจฟู” ไปตามๆ กัน ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน ที่แมสคอตจะโด่งดังเป็นพลุแตก เทียบเท่ากับซุป’ตาร์เกาหลี หรือนักแสดงเบอร์ต้นของเมืองไทย โดยเฉพาะในประเทศจีนที่แฟนๆ ต่างปักหมุดบินข้ามน้ำข้ามทะเล รอคิวกว่าค่อนคืนเพื่อมาเจอน้องหมีเนยที่ร้าน
บูม-ธนวรรณ วงศ์เจริญรัตน์ หนึ่งในมัมหมีผู้ให้กำเนิดน้องหมีเนย เผยว่า น้องหมีเนยเกิดมาพร้อมกับร้านบัตเตอร์แบร์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2567 ในรูปแบบป๊อปอัพสโตร์ที่เอ็มสเฟียร์ ณ ตอนนั้น น้องหมีเนยจะมาช่วยให้กำลังพี่ๆ ที่คอยแพคของส่งเดลิเวอรี่ แล้วก็มีไปช่วยเปิดป๊อปอัพที่พารากอน ตอนนั้นก็ยังไม่มีคนรู้จักน้อง แต่น้องก็พยายามขายของเต็มที่ พยายามเรียกแขกเต็มที่เลย

“ที่ผ่านมา ตอนแรกที่เปิดเป็นป๊อปอัพ คนรู้จักยังไม่เยอะมาก เราก็พยายามโปรโมต ซึ่งในตอนแรกไม่มีคนให้ความสนใจ น้องเนยมา คนก็สงสัยว่าคืออะไรและเดินผ่านไป เราก็พยายามคิดว่า จะทำยังไงให้คนรู้จักน้องเนยมากขึ้น ทำยังไงให้คนรู้จักขนมเรามากขึ้น ก็เลยโปรโมตผ่านออนไลน์ ทำน้องเป็นมีม เป็นอะไรที่สนุกๆ ตลกๆ ทำให้คนดูแล้วอยากแชร์ต่อ”
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วที่ร้านขนมบัตเตอร์แบร์ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับน้องหมีเนยตัวแทนแห่งความสุขที่สร้างรอยยิ้ม และคอยฮีลใจผู้คนด้วยคาแร็กเตอร์น่ารักๆ จนทุกวันนี้เธอกลายเป็น “ไอดอลสาว” ที่มีผลงานให้ชาวด้อมน้องเนยได้ติดตามมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพลง “น่ารักไหมไม่รู้” ซิงเกิลแรกที่มีท่วงทำนองติดหู ฟังง่าย จนครองอันดับบนชาร์ตเพลงอย่างยาวนาน อีกทั้งมิวสิกวิดีโอเพลงยังมีผู้เข้าชมแล้วกว่า 16 ล้านวิวบนยูทูบ และถูกสตรีมบนสปอติฟายมากกว่า 2 ล้านครั้ง จนทำให้น้องหมีเนยสามารถคว้ารางวัล Rookie Of the Week ติดต่อกัน 3 สัปดาห์จากรายการ T-POP Stage และอีกหลายรางวัลจากหลากหลายเวทีด้วยกัน
อาทิ ผู้สร้างปรากฏการณ์แห่งปี จากเวที MCHOICE & MINT AWARDS 2024, Best Rising Star จากเวที Thailand Influencer by Tellscore, รางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดนิยม จากเวที Feed Y Award 2024 และยังได้นำความน่ารักไปเฉิดฉายบนเวที 2024 Asia Artist Awards (AAA) งานประกาศรางวัลจากประเทศเกาหลีใต้ ที่มอบรางวัลแก่นักแสดงในแวดวงโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ตลอดจนศิลปินที่ทำผลงานโดดเด่นในปีที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้น้องหมีเนยได้ถูกเชิญในฐานะแขกรับเชิญพิเศษที่จะเดินทางไปร่วมงานด้วย ท่ามกลางศิลปินชื่อดังจากเกาหลีใต้ อาทิ บยอนอูซอก, จางวอนยอง, NCT 127, WayV, Newjeans, Le sserafim

นอกจากนี้ ความเฟมัสของน้องหมีเนย ยังเตะตาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยทำการดึงน้องหมีเนยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวประเทศไทย คู่กับนักแสดงชื่อดังอย่าง อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ จากค่าย Be On Cloud ในแคมเปญ “สุขทันทีกับอาโปและน้องเนย” อีกทั้งยังคอลแลบส์กับสินค้าหลายแบรนด์ อาทิ Adidas, Gentle Woman, เบบี้มายด์ หรือคาลพิสแลคโตะ
และอีกหนึ่งโมเมนต์ยิ่งใหญ่ ที่เป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์คือการจัดงานแฟนมีตติ้งครั้งแรก ภายใต้ชื่อ Butterbear’s 1st Fam Meeting : Adventure Awaits! โดยเปิดให้ชมถึง 2 รอบการแสดงด้วยกัน พร้อมผู้เข้าชมทั้ง 2 วัน รวมกว่า 10,000 คน โดยล่าสุด ข้อมูลจากแกร็บ ได้เผยสถิติ “ที่สุดแห่งปี 2024” พบว่า กระแสไวรัลน้องหมีเนยดันยอดบัตเตอร์แบร์ให้พุ่งเป็นประวัติการณ์
นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ของประเทศที่แมสคอตหมีสุดน่ารักได้เข้ามาละลายหัวใจผู้คน จนอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรัก
‘หมูเด้ง’
ฮิปโปเซเลบแห่งเขาเขียว
ขวัญใจชาวโลก
หากพูดถึงสัตว์ชนิดที่ชอบ หลายคนคงจะเลือกตอบ สุนัข หรือแมว แต่ใครจะคาดคิดว่าวินาทีนี้ “ลูกฮิปโปแคระ” จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของคน “ทั่วโลก” หลังซุป’ตาร์ประจำสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี “หมูเด้ง” ลูกฮิปโปแคระวัย 5 เดือน เพศหญิง ที่ถือกำเนิดขึ้นด้วยความรักของฮิปโป 2 ตัว ระหว่างแม่โจน่า และพ่อโทนี่ ความน่ารักที่พิฆาตใจเหล่าชาวมนุษย์โลกทั้งหลายนี้ ถูกบันทึกทุกโมเมนต์โดย “เบนซ์ อรรถพล” พี่เลี้ยงประจำตัว และหนึ่งในแอดมินเพจ “ขาหมูแอนด์เดอะแก๊ง” ที่อัพโหลดคลิป และภาพน่ารักๆ ระหว่างที่เลี้ยงหมูเด้งลงโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นมีมไวรัลไปทั่วโลก และโผล่อยู่บนแอ๊กเคาต์ชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแอ๊กหลักของ X (ทวิตเตอร์) ที่มีผู้ติดตามกว่า 68.5 ล้าน หรือ Google ที่เรียกได้ว่าเป็นการสร้างความรู้สึกใหม่ๆ ให้กับผู้ที่พบเห็นภาพและคลิปเหล่านั้นว่าฮิปโปก็เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มีความน่ารักไม่ต่างกับสุนัข หรือแมว
โดยความดีดของหมูเด้ง ก็ฟีเวอร์ไปถึงแวดวงอเมริกันฟุตบอล เมื่อทีม Washington Commanders ได้เพิ่มหมูเด้งเข้าไปในภาพระหว่างการแข่งขันกับทีมนิวยอร์ก ไจแอนส์ ในศึก NFL หรือแม้แต่แอ๊กเคาต์ออฟฟิเชียล X ของ FC Bayern ก็นำรูปไปทำมีมพร้อมข้อความระบุว่า when Moo Deng checked the score last night… (เมื่อหมูเด้งเช็กสกอร์เมื่อคืนนี้) ล่าสุดหนึ่งในแฟนคลับหมูเด้งอย่าง “อัลฟองโซ เดวีส์” นักฟุตบอลชาวแคนาดา ของทีม บาเยิร์น มิวนิก ถึงกับร้องว้าวออกมาหลังเปิดกล่องของขวัญคริสต์มาสสุดเซอร์ไพรส์ที่ได้รับจากแฟนๆ เป็นชุดเซตลายหมูเด้ง ที่ถูกใจเจ้าตัวเอามากๆ

ก่อนที่ความเด้งจะก้องโลกอีกครั้ง หลังพิธีกรรายการ Saturday Night Live รายการตลกที่มีเรตติ้งสูงสุดของสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาแต่งตัวคัฟเวอร์หมูเด้ง สร้างความฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไปโผล่ในวาระของโลกอย่างการเลือกตั้งสหรัฐที่ผ่านมา โดยรายการ The Tonight Show ของสหรัฐ ได้ทำโพลอย่างไม่เป็นทางการผ่าน X ในหัวข้อ ใครที่คุณวางแผนจะลงคะแนนให้ ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์, คามาลา แฮร์ริส และหมูเด้ง ซึ่งผลปรากฏว่าหมูเด้งชนะขาดลอยไปด้วยคะแนนโหวต 93% โดยล่าสุด Google เปิดฟีเจอร์ Google Doodle เป็นรูปหมูเด้ง ซึ่งฟีเจอร์นี้สร้างมาเพื่อแสดงถึงวันสำคัญ หรือบุคคลสำคัญ โดยเหล่าด้อมเด้งสามารถพบกับกองทัพหมูเด้งด้วยการพิมพ์คำว่า “หมูเด้ง” หรือ “Moo Deng” ในช่องค้นหา จากนั้น คลิกปุ่มหน้าหมูเด้งที่ปรากฏตรงกลางแถบล่างจอ จะพบกับเจ้าหมูเด้งวิ่งเล่นบนหน้าจอของคุณ
ความโด่งดังของหมูเด้งไม่ได้หยุดอยู่แค่โลกโซเชียล หลังแฟนคลับที่คอยติดตามผ่านโซเชียลมานาน อยากจะเห็นความน่ารักด้วยตาเนื้อแบบชัดๆ จึงพากันหลั่งไหลมายังสวนสัตว์เปิดเขาเขียวทั้งเด็ก ไปจนถึงผู้สูงวัย จนรถติดยาวกว่า 2 กิโลเมตร ทำให้ยอดผู้เข้าชมสูงสุดทะลุหลักหมื่นต่อวัน ไม่เว้นแม้แต่ดาราชื่อดัง ทั้งไทย และต่างประเทศ ที่หากมีอีเวนต์มาเยือนประเทศไทยเมื่อใด ก็ขอมาชมความเด้งสักครั้ง อย่างนักร้องวงอินดี้สุดป๊อป พอล-เจค ศิลปินวง LANY ที่หลังจบการแสดงคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย ก็รีบวาร์ปมาต่อคิวชมความคิ้วท์ทันที หรือหนิงหนิง หนึ่งในสมาชิกวงเอสป้า เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังจากประเทศเกาหลีใต้ ที่มักใช้มีมของหมูเด้งอยู่บ่อยครั้ง โดยเธอเผยในคอนเสิร์ตใหญ่ที่ประเทศไทยว่า “ถ้าหากมีเวลาเธอก็อยากไปเจอหมูเด้ง”
นอกจากนี้ ความเป็นฮิปโปเซเลบก็ต้องปังให้ครอบคลุมทุกกิจกรรม หลัง GMM Music ต่อยอดกระแสหมูเด้งฟีเวอร์ โดยการส่งเพลงหมูเด้ง 4 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น ส่งมอบความสุขให้กับแฟนๆ หมูเด้งทั่วโลก ซึ่งหลังจากที่หมูเด้งกลายเป็นขวัญใจของคนทั่วโลก แกร็บได้เปิดสถิติที่สุดของปี 2024 ว่ายอดการเรียกรถผ่านแอพพ์ เดินทางไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียวโตขึ้นกว่า 267% เพราะความฟีเวอร์ของเจ้าฮิปโปเซเลบล้วนๆ
เรียกได้ว่า ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะทำอะไร เดินไปไหน จะหันซ้าย แลขวา ก็เห็นแต่หมูเด้งจริงๆ หลังจากที่น้องนอนเด้งกับแม่โจน่าที่ชลบุรี ถึงเวลาที่แฟนๆ ชาวกรุงจะได้ฟินในความน่ารักบ้าง

งานนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน จัดงาน “BANGKOK ILLUMINATION FESTIVAL” ในธีม “หมูเด้งบุกกรุง” ที่จะพาหมูเด้งไปปรากฏตัวตามแลนด์มาร์กต่างๆ ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่สถานีรถไฟหัวลำโพง-เด้งซิลล่า, อาคารกีฬานิมิบุตร-DJ เด้ง, ลานใบบัว MBK-สยามดิสคัฟเวอรี่-มาดามเด้ง, อุทยานเบญจสิริ-หมูเด้งอินเดอะพาร์ค, วงเวียนโอเดียน-หมวยเด้ง, ถนนเยาวราช, คลองผดุงกรุงเกษม, แยกอโศก และสยามเซ็นเตอร์ถึงเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงปลายปี
นอกจากนี้ ฮิปโปเซเลบตัวนี้ยังถือลิขสิทธิ์แบรนด์กว่า 38 ตัว! ไม่ว่าจะเป็นของใช้อุปโภค บริโภค เกมออนไลน์ สติ๊กเกอร์ ไปจนถึงเครื่องสำอาง ก็มีหน้าเจ้าหมูเด้งไปเด้งอยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ หรือแม้กระทั่งในวงการแฟชั่น ก็ได้เกิดเป็นเทรนด์แต่งหน้าลุคหมูเด้ง ซึ่งเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ทั้งไทยทั้งเทศต่างลุกขึ้นมาแต่งตามกันอย่างล้นหลาม
กว่าจะรู้ตัวว่าลูกฮิปโปแคระน่ารักเบอร์นี้ หมูเด้งก็เข้ามาเด้งในหัวใจของคนทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
‘หลานม่า’
บทใหม่ประวัติศาสตร์หนังไทย
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทย กับภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” จากค่าย GDH ภาพยนตร์แนวดราม่าที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวไทยเชื้อสายจีนที่เรียกรอยยิ้มและน้ำตาให้กับผู้ชม กับกระแสความสำเร็จของหลานม่านั้นก็มีออกมาให้ได้เห็นตลอดปี 2567 ไม่ว่าจะเป็นการได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกอย่างล้นหลาม และสร้างปรากฏการณ์เป็นที่นิยมในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมกวาดรายได้อย่างถล่มทลายไปกว่า 2,000 ล้านบาท และยังคงเดินหน้าสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องกับการเข้าฉายในตลาดยุโรป
นอกจากความสำเร็จด้านรายได้แล้วนั้น หลานม่า ยังได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลภาพยนตร์อาเซียน ประจำปี 2024 ที่จัดขึ้นในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน (Busan International Film Festival 2024 : BIFF 2024) อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ไทยโดยคนไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัล Audience Award จากเทศกาลภาพยนตร์ New York Asian Film Festival 2024 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ภาพยนตร์ที่ได้รับการโหวตจากผู้ชมมากที่สุด รวมถึงคว้า 3 รางวัล ในงานประกาศรางวัล The 61st Asia Pacific Film Festival ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นอกยังนี้ยังได้คว้า 2 รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์รัสเชีย “KinoBravo International Film Festival 2024” ขณะที่ บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล นักแสดงนำในเรื่องยังคว้ารางวัล Rising Star Award จากงาน Marie Claire ASIA STAR AWARDS 2024 อีกด้วย

พร้อมกันนี้หลานม่ายังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ไทยด้วยการเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกในรอบ 31 ปี ที่ผ่านเข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้ายบนเวทีออสการ์ครั้งที่ 97 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม พร้อมลุ้นเข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้าย ซึ่งจะประกาศผลในวันที่ 17 มกราคม 2568
โดยวัน วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ โปรดิวเซอร์จากภาพยนตร์หลานม่าได้กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “ไม่คิดว่าเราจะเดินมาถึงจุดนี้ เราคิดแค่ว่าอยากให้คนดูหนังไทยชอบ แต่พอเราทำไปถึงจุดนึง เราก็รู้สึกว่าหนังที่เราทำเริ่มมีมาตรฐานใกล้เคียงกับหนังที่เราเห็นบนเวทีรางวัลเหมือนกัน เราก็แอบคิดว่าวันนึงเราจะมีโอกาสนั้นไหมนะ เราก็แค่ทำไปเรื่อยๆ จนวันนึงเรามาเจอน้องๆ เราก็พยายามส่งต่อแรงบันดาลใจเหล่านี้ให้ เชื่อว่ามันเหมือนไฟ เราอยากทำได้บ้าง วันนี้คนไทยคนหนึ่งทำได้ รู้สึกว่ามันเป็นไปได้จริงๆ จากที่เรามองไม่เห็นความเป็นไปได้เลย”

ด้าน เก้ง จิระ มะลิกุล โปรดิวเซอร์มือทองก็ได้กล่าวถึงความรู้สึกว่า “นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เราควบคุมไม่ได้ และไม่มีอะไรจะรู้สึกได้มากกว่าเราดีใจมาก ทั้งคนทำหนัง ทั้งคนไทยคนนึงที่เป็นคนดูหนัง ผมดูหนังไทยมาตั้งแต่เล็กๆ ก็ดีมากเลย ไม่รู้จะพูดอะไร รู้สึกว่าคนทำหนังทุกคนรู้สึกคล้ายๆ ผมว่า มีวันนึงที่เราก็ทำได้อย่างนี้ด้วย”
ปรากฏการณ์ของหลานม่าไม่เพียงแค่เป็นการปลุกกระแสวงการภาพยนตร์ไทย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเติบโตและเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาดโลก
แบมแบม กันต์พิมุกต์
ศิลปินเกาหลีสายเลือดไทย
ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในด้านการสร้างปรากฏการณ์และแรงบันดาลใจอย่างที่สุด แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ศิลปินเกาหลีสายเลือดไทย วัย 27 ปี โดยจุดเริ่มต้นจากการที่ได้รับการซัพพอร์ตจากคุณแม่ให้ได้เรียนเต้น โดยมี Rain ศิลปินเกาหลีชื่อดังในยุคนั้นเป็นไอดอล และได้เข้าแข่งขันคัฟเวอร์แดนซ์ จนเข้าตาแมวมอง โดยได้เข้ารับการเป็นเด็กฝึกหัดในค่าย JYP Entertainment เป็นเวลาสามปีครึ่ง และเปิดตัวเป็นหนึ่งในสมาชิกวง GOT7 สร้างผลงานออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตามนานถึง 7 ปี ก่อนจะหมดสัญญาลง และได้กลับมามีผลงานในฐานะศิลปินเดี่ยวจากค่าย Abyss ในปี 2564 ก็เรียกว่าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ตัวเองแบบนอนสต๊อป เพราะหนึ่งความตั้งใจของแบมแบมนั้นคืออยากเป็นที่รู้จักในเกาหลีใต้มากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้วง GOT7 มีชื่อเสียงจากแฟนอินเตอร์มากกว่าแฟนในประเทศ เมื่อได้ทำงานกับค่ายใหม่เลยเน้นการทำงานในประเทศเกาหลีใต้อย่างหนัก ทั้งรายการวาไรตี้หลายรายการ ที่ทำให้เห็นความน่ารัก สดใส อ่อนน้อมถ่อมตนแบบไทยๆ รวมถึงวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม ก็ทำให้ครองใจแฟนๆ ชาวเกาหลีใต้ได้มากขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้ เรียกว่าตอนนี้ไปไหนก็แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักแบมแบมแล้ว
นอกจากนี้ การแต่งตัวที่โดดเด่นทุกครั้งไม่ว่าจะออกงานอีเวนต์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งแอร์พอร์ตลุค ทุกครั้งการเดินทางของแบมแบมก็เป็นที่จับตามองถึงแฟชั่นการแต่งตัวในแต่ละครั้ง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไอคอนของความทันสมัยและดูดีตลอดเวลา จนทำให้ได้เป็น House Ambassador ระดับโลกของ Louis Vuitton รวมถึงความชื่นชอบในนาฬิกาที่แต่ละเรือนนั้นมูลค่าสูงขนาดที่แบมแบมเคยบอกว่า ซื้อตึกได้เลย และความหลงใหลในนาฬิกาของแบมแบมนั้นก็ได้กลายเป็น Friend of Brand นาฬิกาสุดหรู Jacob & Co. แล้วก็ยังโดนใจผู้บริหารถึงขั้นมอบนาฬิกาเรือนกว่า 10 ล้านให้เป็นของขวัญเลยทีเดียว

ยังไม่รวมถึงการเป็นพรีเซ็นเตอร์แบรนด์ดังในไทยอีกหลายแบรนด์ ที่นอกเหนือจากความสามารถของแบมแบมแล้ว แรงซัพพอร์ตจากแฟนคลับนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เจ้าตัวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไร หรือออกงานไหนก็พร้อมที่จะช่วยกันปลุกกระแสในโลกออนไลน์ สร้างยอดเอนเกจเมนต์ในงานแบบฉ่ำๆ
ทั้งนี้ แบมแบม ยังข้ามไปโลดแล่นในวงการกีฬา เมื่อได้รับเกียรติให้เป็น Global Ambassador ของ Golden State Warriors ทีมบาสเกตบอลลีกสหรัฐชื่อดังระดับโลก และยังเป็นศิลปิน K-Pop คนแรกที่ขึ้นแสดงในศึกบาสเกตบอล NBA เปิดตัวซิงเกิลใหม่ Wheels Up อีกด้วย
โดยในปี 2567 แบมแบมก็ประสบความสำเร็จจากการจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวเวิลด์ทัวร์ไปอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้มีการเปิดเวทีที่แรกที่ประเทศไทยบ้านเกิด ซึ่งจัดที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม มีแฟนเพลงเข้ามารับชมแบบเต็มความจุทั้ง 2 วัน ตามความฝันของเจ้าตัวและค่ายต้นสังกัดที่อยากจะทำคอนเสิร์ตที่สเตเดียมสักครั้ง ก่อนจะเดินสายไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย-ละตินอเมริกา-ยุโรป รวม 14 ประเทศ 16 เมือง และกลับมาปิดท้ายที่เมืองไทย โดยทำตามความฝันอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวเลือกสถานที่เป็นสนามราชมังคลากีฬาสถาน เป็นการปิดเวิลด์ทัวร์สุดยิ่งใหญ่

แถมการจัดคอนเสิร์ตของแบมแบมในครั้งนี้ก็เป็นที่ชื่นชมของแฟนคลับ รวมถึงแฟนเพลงศิลปินอื่นๆ เป็นอย่างมาก เพราะความตั้งใจ รวมถึงให้ความสำคัญกับแฟนคลับที่มาชมคอนเสิร์ตได้รับความประทับใจกลับไปแบบเต็มๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นการดันบาร์ให้ผู้จัดจัดงานได้อย่างแฟร์ๆ กับคนดูด้วย
ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เด็กไทยนั้นอยากพัฒนาฝีมือตัวเองและโกอินเตอร์ ได้ทำตามความฝันของตัวเองอย่างที่แบมแบมทำได้อีกด้วย
‘สุชาตา ช่วงศรี’
ผู้ปลุกกระแส Empathy
เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์นางงาม ที่ถูกเขียนขึ้นโดย “โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2024 ที่ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ในการปฏิบัติภารกิจพิชิตมงกุฎที่ 3 ณ ประเทศเม็กซิโก เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเธอสามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 3 มิสยูนิเวิร์ส 2024 มาครองได้สำเร็จ ท่ามกลางความยินดีของคนไทย
โดย โอปอล สุชาตา ปัจจุบันอายุ 20 ปี เติบโตที่ จ.ภูเก็ต จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และกำลังศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครอบครัวทำอาชีพธุรกิจส่วนตัว ในใจกลางเมืองเก่า จ.ภูเก็ต ซึ่งเธอนั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสาวงามที่มีโปรไฟล์ปังมาก โดยเธอสามารถพูดได้ถึง 3 ภาษา คือ ไทย-อังกฤษ-จีน ด้วยความสูงถึง 180 ซม. ทำให้เธอก้าวเข้าสู่วงการนางแบบ จากนั้นเริ่มเข้าสู่เวทีนางงาม ประเดิมเวทีแรกจากการประกวดนางงามรัตนโกสินทร์ ก่อนจะมาประกวด Miss Universe Thailand 2022 และสามารถเอาชนะใจกรรมการจนได้ครองตำแหน่งรองอันดับ 3 มาได้สำเร็จ (และขึ้นเป็นรองอันดับ 2 ในเวลาต่อมาเพราะมีผู้สละสิทธิ 1 คน) กระทั่งในปี 2567 ความฝันของเธอเป็นจริง
โอปอลกลับมาคว้ามงกุฎสู่จักรวาลได้สำเร็จ

จุดเปลี่ยนของชีวิตเธอนั้น เกิดจากในช่วงอายุ 16 ปี เธอมีปัญหาด้านสุขภาพ ตรวจพบก้อนเนื้อที่บริเวณหน้าอก และเข้ารับการผ่าตัดก้อนเนื้อส่วนเกินบริเวณหน้าอก ซึ่งก้อนเนื้อมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 10 ซม. อยู่ในเต้านมทั้งสองข้าง แต่โชคดีที่หลังจากนำไปตรวจยังไม่ถึงขั้นเป็นมะเร็ง เพราะเอาออกได้ทัน ซึ่งเรื่องนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เธอตัดสินใจคว้าโอกาสก้าวสู่การประกวดนางงาม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักถึง “โรคมะเร็งเต้านม” และริเริ่มโครงการ Opal for Her
แม้ภารกิจพิชิตมง 3 จะไม่สำเร็จ แต่ผลงานบนเวทีมิสยูนิเวิร์สของเธอที่เม็กซิโก เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นรอบชุดประจำชาติในชุด “สยามมานุสตรี” ที่ทำเอาแฟนๆ ชาวไทยถึงกับขนลุกถึงแม้ว่าจะเกิดความผิดพลาดระหว่างการแสดงเล็กน้อย แต่นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเธอแม้แต่น้อยกลับทำให้เธอเฉิดฉายมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในรอบตอบคำถาม 5 คนสุดท้าย ที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก กับคำถามที่ว่า “คุณสมบัติอะไรที่ทำให้คนคนนั้นเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ”
โดยเธอตอบว่า “คุณสมบัติที่ผู้นำควรมีคือ Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหนจบการศึกษาอะไรมา สุดท้ายแล้วคุณต้องมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ผู้นำแต่ทุกคนบนโลกควรมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และนั่นคือหนทางที่เราจะสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันได้”

เมื่อสิ้นประโยคสุดท้ายของเธอ เสียงปรบมือ และเสียงกรี๊ดก็ดังกระหึ่มฮอลล์ พร้อมกับกระแสของคำว่า “Empathy” คำตอบที่เธอใช้ในรอบตอบคำถาม ก็กลายเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียล ทั้งยังเปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์ที่ถ้าหากพูดถึง Empathy คนต้องนึกถึงโอปอล สุชาตา
หลังเสร็จสิ้นจากการประกวด โอปอลเผยว่า “ไม่เสียดายและไม่เสียใจ มีแต่ความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอย่างดีที่สุด ขอบคุณคนไทยทุกคนที่คอยสนับสนุนกันมาเสมอ โอปอลและทีมไทยทุกคนรู้สึกซาบซึ้งในพลังของพวกเราคนไทยมากๆ ในวันนี้ไม่มีอะไรที่ต้องเสียดาย ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ เราได้ทำให้ทุกคนเห็นแล้วถึงความน่าภาคภูมิใจของบ้านเรา ไม่ใช่เพียงแค่โอปอล แต่มันคือพลังของพวกเราคนไทยทุกคน โอกาสครั้งเดียวในชีวิต โอปอลดีใจที่ได้ใช้มันร่วมกับทุกคนนะคะ และดีใจที่ได้เป็นคนสร้างความสุข ความสนุกสนานให้กับคนไทย เราจะเก็บความทรงจำที่ดีเอาไว้ร่วมกัน ว่าครั้งหนึ่ง เรามีความหวัง มีความศรัทธาร่วมกันมา ต่อจากนี้ไป โอปอลเชื่อว่ายังมีผู้หญิงไทยอีกมากมายที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับพวกเรา ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นต่อไป อย่าหมดหวัง เพราะโอปอลไม่เคยหมดหวังกับคำว่า Thailand เลย”
อีกหนึ่งความภูมิใจของประเทศ
หลิงหลิง-ออม
คู่จิ้นแซฟฟิกสุดฟีเวอร์
จากความสำเร็จของซีรีส์แนวแซฟฟิกไทย “ใจซ่อนรัก the secret of us” ออกอากาศทางช่อง 3 ที่ครองใจผู้ชมอย่างล้นหลามทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก
ทำให้เป็นจุดกำเนิดกระแสความฟีเวอร์ของนักแสดงนำของเรื่อง อย่าง หลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง และออม กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ ที่สร้างปรากฏการณ์ความปังไปอย่างถล่มทลายในประเทศไทย และยังทำให้ยอดติดตามในอินสตาแกรมของทั้งคู่พุ่งสู่หลักล้านในเวลาอันรวดเร็ว
ความฮอตของสองสาวทำให้ได้รางวัลจากหลากหลายเวทีมาครอง โดย หลิงหลิง ได้คว้ารางวัล รางวัล Princess of Girls’ Love (นักแสดงนำ Girls’ Love พราวเสน่ห์) ด้าน ออม กรณ์นภัส ก็คว้ารางวัล Leading Girls’ Love Star of the Year (นักแสดงนำ Girls’ Love แห่งปี) จากงาน Y Entertain Awards 2024

ความฟีเวอร์ของ หลิงหลิง-ออม ไม่เพียงแค่สร้างปรากฏการณ์ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังโด่งดังไกลและสร้างปรากฏการณ์ในต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการบันเทิงไทยไปไม่น้อย และยังพาให้ซีรีส์ไทยได้เป็นที่รู้จักในสายตาคนทั้งโลก ส่งให้ช่อง 3 ก้าวขึ้นเป็นผู้นำซีรีส์แซฟฟิก อันดับ 1 ในปีนี้ทันที
นอกจากนี้หลิงหลิง-ออมยังเดินสายจัดแฟนมีตติ้งทั่วทวีปเอเชีย เพื่อเอาใจแฟนๆ ต่างประเทศ โดยความฮอตของทั้งคู่ยังสร้างปรากฏการณ์สนามบินแตกในทุกๆ ประเทศที่ไปอีกด้วย ซึ่งทั้งคู่เคยได้เปิดใจถึงความสำเร็จในงานแฟนมีต โดยหลิงหลิงได้กล่าวว่า ขอบคุณแฟนๆ ที่ซัพพอร์ตเรามากขนาดนี้ ก็หวังว่าจะเติบโตขึ้น อยากจะอยู่กับแฟนๆ ไปเรื่อยๆ ขอให้ทุกคนซัพพอร์ต สัญญาว่าจะผลิตสิ่งดีๆ ให้ได้ชม
ขณะที่ ออม กล่าวว่า ขอบคุณเหมือนกัน ไม่ต่างจากพี่หลิงหลิงเลย เพราะสิ่งที่พวกเราสองคนอยากพูดมากที่สุด คือ
ขอบคุณจริงๆ ที่ให้การสนับสนุนเรา ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่มีงานไหนก็จะคอยไปช่วยให้กำลังใจเสมอ วันนี้ครอบครัวเราใหญ่มาก มีสื่อมาเยอะมาก หวังว่าจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และขอให้อยู่ด้วยกันไปนานๆ

ซึ่งความปังของทั้งคู่ ยังทำให้ปีที่ผ่านมาได้รับฉายาคู่จิ้นฟินแฟน จากสมาคมนักข่าวบันเทิง ที่จะมีการตั้งฉายาให้กับศิลปินดาราและบุคคลในวงการบันเทิงในทุกๆ ปี จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้หลิงหลิง-ออม เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ใน
ซีรีส์แซฟฟิกเรื่องที่ 2 “เพียงเธอ Only You The Series” โดยซีรีส์เรื่องนี้เป็นออริจินัลจากทาง BEC World Original ซึ่งจะมีการฉายในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม นอกจากความสำเร็จในเรื่องของงานแสดงแล้ว หลิงหลิง ยังได้รับคำชื่นชมในฐานะที่เดินหน้าพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ด้วยความที่เกิดและใช้ชีวิตเติบโตที่ฮ่องกงมาโดยตลอด จนกระทั่งอายุ 17 ปี จึงได้ย้ายกลับมาเมืองไทย ทำให้ต้องปรับตัวอย่างหนักทั้งเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และภาษาไทยที่ไม่เคยเรียนมาก่อน จากดาราหน้าใหม่ที่พูดไทยไม่ชัด ตอนนี้ก็ได้รับคำชมถึงการพัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่ ออม ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไรก็ตาม จะมีคุณแม่ ก้อย นฤมล พงษ์สุภาพ นักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือ อยู่ด้วยตลอดเวลา ทั้งยังคอยแนะนำวิธีการวางตัวของการทำงานในวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระเบียบวินัย มารยาท และควรทำการบ้านในงานของตัวเอง อย่าให้เป็นภาระของคนอื่น ซึ่งก็ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากถึงความน่ารักและเป็นลูกกตัญญู อีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีให้กับแฟนๆ
‘ระเบียบวาทะศิลป์’
หมอลำอีสาน สู่เวทีสากล
เป็นอีกหนึ่งวงดนตรีหมอลำที่ยังคงยืนหยัดครองใจผู้ชมในประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับวงระเบียบวาทะศิลป์ เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ยังสืบสานวัฒนธรรมอีสานเอาไว้ พร้อมๆ ไปกับการปรับเปลี่ยนให้ตามทันยุคสมัยมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นวงหมอลำขวัญใจแฟนเพลงทั่วประเทศ ไม่ว่าจะรุ่นไหน ซึ่งสิ่งที่ทำให้ระเบียบวาทะศิลป์มาถึงจุดนี้ได้ พ่อเอ๊ะ ภักดี พลล้ำ หัวหน้าวงหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ ได้เปิดเผยว่า “เพราะมีการเปิดรับความคิดเห็นจากคนดูทุกๆ รุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใหม่ หรือรุ่นเก่า แต่ในขณะเดียวกันเรายังคงความดั้งเดิมของความเป็นหมอลำไว้ เพื่อจะให้คนรุ่นเก่าได้ชมและได้อรรถรสในการที่จะยังมีคำว่าหมอลำอยู่กับยุคใหม่ สิ่งสำคัญคือการปรับตัวเข้ากับเทรนด์ ให้เข้ากับยุคและทันสมัย”
โดยในปีนี้ระเบียบวาทะศิลป์ได้เข้าร่วมแสดงในงาน THACCA SPLASH : Soft Power Forum 2024 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งการแสดงในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจนทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ฮอลล์แตก” มาแล้ว
และอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จในปีนี้ คือการที่หมอลำได้โกอินเตอร์ในระดับโลก โดยการยกทีมงานวงดนตรีไปร่วมแสดงที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมดังเช่นหมอลำสู่สากล

นอกจากนี้แล้ว ระเบียบวาทะศิลป์ยังได้ร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อย่าง Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 14 แต่ละครั้งก็ได้กระแสตอบรับจากแฟนๆ อย่างล้นหลามไม่แพ้นักร้องดังหลายๆ คนเลยทีเดียว แถมยังได้รับความสนใจจากผู้จัดทางยุโรปและเอเชีย โดยพ่อเอ๊ะได้เผยว่า
“มีผู้จัดของทางยุโรปและทางเอเชียให้ความสำคัญกับเวทีของเรา เนื่องจากด้านหน้าเวทีดูน่าสนใจ แต่สิ่งที่ทำให้เวทีของเราแตกต่างคือการใช้บุคลากรจำนวนมาก ทั้งศิลปินและแดนเซอร์รวมกันกว่า 100 คน รวมถึงคาราวานขนาดใหญ่ ความยิ่งใหญ่นี้ ทำให้พวกเขาอยากรู้ว่าเบื้องหลังการจัดการเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องการอยู่อาศัยและการดูแลทีมงานกว่า 300 ชีวิต จนถึงขั้นขอให้ผู้บริหารบิ๊กเมาเท่นพาเข้าไปสัมผัสเบื้องหลังการทำงาน”
ในส่วนทิศทางในอนาคตของวงระเบียบวาทะศิลป์ พ่อเอ๊ะได้กล่าวว่า ขณะนี้หมอลำได้กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ให้คนไทยรับรู้แล้วว่ามันดีและสนุกอย่างไร ขั้นต่อไปคือ เราจะทำอย่างไรให้ชาวต่างชาติหันมาชื่นชอบดนตรีและวัฒนธรรมไทย เหมือนที่คนไทยชื่นชอบเกาหลีและสากล เราจึงพยายามพัฒนาเพื่อให้ศิลปะของเราเข้าถึงผู้ชมต่างชาติได้มากที่สุด

“ถ้ามีโอกาสให้ชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวยุโรป หรือชาวเอเชีย มาชมการแสดงของวง เราก็พยายามที่จะแทรกวัฒนธรรมของทั้งเอเชีย หรือยุโรป เพื่อให้เขาเข้าใจในการแสดงนั้นมากขึ้น เหมือนกับการที่เขาไปชมคาบาเรต์ เขาก็มีความดีใจที่คนไทยนำเสนอ มีเสียงปรบมือ ชอบ และพอใจ เราก็น่าจะเป็นไปอย่างนั้น” พ่อเอ๊ะกล่าว
ด้วยกระแสความนิยมอย่างล้นหลาม ทำให้ทางวงถูกจองคิวการแสดงล่วงหน้าไปจนถึงปี 2574 ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่การันตีถึงความสำเร็จในระยะยาวของวงหมอลำระเบียบวาทะศิลป์
‘เฮียจก โต๊ะเดียว’
ตำนานความอร่อยย่านเยาวราช
หากจะพูดถึงตำนานในวงการอาหาร ชื่อของ “จกโต๊ะเดียว” คงจะเป็นชื่อแรกๆ ที่นึกถึง นอกจากชื่อเสียงเรียงนามที่โด่งดังทั่วไทยและต่างแดนนั้น ยังเป็นตำนานมื้ออาหารย่านเยาวราช ที่ยืนหนึ่งเรื่องความอร่อย เป็น “เชฟ เทเบิล” รายแรกๆ ของเมืองไทย ที่อร่อยเด็ด การันตีด้วยรางวัลมิชลินไกด์ ปี 2019 จากความเพียรพยายาม และความรู้ที่ถูกสั่งสมมานานหลายปี นำมาสู่ความสำเร็จระดับตำนานที่ถูกกล่าวขานจนถึงปัจจุบัน เป็นร้านอาหารขึ้นหิ้งของเหล่านักชิม
“เฮียจก” หรือ “จิ้งจก-สมชาย ตั้งสินพูลชัย” เจ้าของร้านจกโต๊ะเดียว ชื่อนี้ได้มาแต่อย่างใดนั้น เฮียจกเผยว่า “ชาลี พลอยแกมเพชร” บรรณาธิการนิตยสารพลอยแกมเพชร เป็นผู้มอบชื่อนี้ให้ เพราะทางร้านจะบริการมื้อค่ำให้แก่ลูกค้าเพียงหนึ่งโต๊ะจีน หรือประมาณ 10 คนต่อโต๊ะเท่านั้น ก่อนจะเล่าย้อนที่มาที่ไปว่า เดิมทีตนเป็นคนชอบสังสรรค์และตะลอนกิน ดื่มทั่วกรุง จนมาถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกอิ่มตัวกับแสง สี เสียง จึงเริ่มทำอาหารกินกันเองในกลุ่มเพื่อน สรุปว่าเวิร์ก ทำให้ตั้งแต่นั้นมาเฮียจกและกลุ่มเพื่อนก็ทำการสังสรรค์กันแบบส่วนตัว โดยเฮียจกรับหน้าที่ปรุงอาหารทุกครั้ง
แม้จะมีรสมือที่ถูกอกถูกใจคนชิม จนคนรอบข้างต่างเชียร์ให้เปิดร้านมากขนาดไหน ก็ยังโน้มน้าวใจเฮียจกไม่ได้ กระทั่ง “สมชัย สวัสดีผล” ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิคนแรก ติดต่อให้ไปขายเกาเหลาเลือดหมูและราดหน้าในช่วงที่สนามบินเปิดให้ทำการในช่วงแรก ซึ่งผลปรากฏว่า “ขายดีมาก” แต่น่าเสียดายที่กำไรไม่มากเท่าที่ควร จนต้องล้มเลิกไปเพราะต้นทุนสูง

หลังจากนั้นก็กลับมาสู้อีกครั้ง โดยการตัดสินใจเปิดร้านจกโต๊ะเดียวครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 ภายหลังจากการเปิดร้าน นิตยสารพลอยแกมเพชรก็ได้เขียนคอลัมน์โปรโมตให้ ก่อนที่จะมีหนังสือพิมพ์และนิตยสารอีกหลายหัวเดินทางตามรอยโปรโมตให้เช่นเดียวกัน ซึ่งก็ทำให้มีลูกค้าเข้ามามากหน้าหลายตา มาที่ร้านเยอะมากด้วยความสงสัยในชื่อของจกโต๊ะเดียว
ซึ่งความพิเศษของร้านจกโต๊ะเดียวนั้น นอกจากจะเปิดให้บริการเพียงโต๊ะเดียวแล้วนั้น เมนูอาหารยังเป็นคอร์สแบบตามใจเฮีย และขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในวันนั้นๆ โดยปัจจุบันมีการขยับขยาย จากโต๊ะเดียว เพิ่มเป็น 5 โต๊ะ และเปิดขายมื้อกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เฮียจกในวัย 70 กะรัต เล่าว่า พ่อกับแม่ทำธุรกิจขายส่งปูทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทำให้ตนมีความรู้ในเรื่องการจัดการวัตถุดิบได้ดี เป็นความรู้เฉพาะตัวที่ได้มาจากธุรกิจของครอบครัว ส่วนสูตรอาหารมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เดินทางท่องเที่ยว กิน ดื่ม และนำมาปรับสูตรในแบบฉบับของตนเอง ซึ่งสิ่งสำคัญในการทำอาหารที่ทำให้ใจฟูที่สุด “คือการที่เห็นลูกค้ากินอาหารของเราจนหมดจาน”

พร้อมทิ้งท้ายว่า “การทำอาหารก็เหมือนการวาดรูป เพราะเป็นสิ่งที่ออกมาจากใจ”
เป็นอีกหนึ่งตำนานอาหาร ที่สร้างชื่อเสียงขจรขจายทั้งในไทยและในระดับโลก
‘แวว’ สายสุนีย์
ฮีโร่กีฬาคนพิการไทย ผู้ไม่ยอมแพ้โชคชะตา
ถือเป็นหนึ่งบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในวงการกีฬาไทยสำหรับ “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ ทีมชาติไทยจอมเก๋าวัย 50 ปี ซึ่งเธอได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นคนแรกของโลกที่คว้าเหรียญทอง กีฬาวีลแชร์ฟันดาบ ได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งฟอยล์, เซเบอร์ และเอเป้ ในศึกพาราลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในรอบปี 2567 ที่ผ่านมา
จากเหตุการณ์ในวัย 17 ปี ที่สายสุนีย์ประสบอุบัติเหตุขณะนั่งรถจักรยานยนต์ติดไฟแดง และมีรถยนต์พุ่งชน ทำให้เธอบาดเจ็บกระดูกสันหลังเป็นอัมพาตช่วงล่าง แต่ยังมีครอบครัวคอยให้กำลังใจ จนลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ด้วยการเข้าศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ก่อนผันตัวสู่การเป็นนักกีฬาคนพิการ ด้วยการเล่นวีลแชร์บาสเกตบอล ก่อนเปลี่ยนเป็นวีลแชร์ฟันดาบ
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคทางกาย และเชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้สายสุนีย์ก้าวไปติดทีมชาติไทย พร้อมสร้างผลงานในการแข่งขันวีลแชร์ฟันดาบระดับนานาชาติมากมาย โดยเธอผ่านพาราลิมปิกเกมส์มาทั้งหมด 6 สมัย คว้ารวมได้ 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุดในปารีส 2024 ที่เธอได้จารึกประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการกีฬาไทย และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

“แวว” สายสุนีย์ เปิดใจว่า พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ไปแข่งขันในระดับพาราลิมปิกเกมส์จะบอกตัวเองว่าจะต้องได้เหรียญทอง คือมีความเชื่อมั่นว่าต้องได้เหรียญทอง แต่ในพาราลิมปิกเกมส์ 2024 มันเกินเป้า เกินทุกอย่าง เป็นความเซอร์ไพรส์ของเรา ขั้นแรกเราแค่ไปแข่งขันด้วยความมั่นใจว่าจะได้เหรียญทองเท่านั้น แต่ผลสุดท้ายคว้ามาได้ 3 เหรียญทอง ถือว่าเป็นกำไร
“สำหรับแรงบันดาลใจของตัวเองก็คือครอบครัว เพราะเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราประสบความสำเร็จ ครอบครัวก็จะมีความสุขไปด้วย ทุกอย่างคือครอบครัวทั้งนั้นสำหรับตัวเอง แววอยากจะส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกๆ คน และอยากจะบอกกับทุกคนว่าให้มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร ถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเองก็จะนับหนึ่งใหม่ได้เสมอ”
สายสุนีย์บอกด้วยว่า ถึงตอนนี้คิดว่าตัวเองคงจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการกีฬาไทยแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกีฬาคนพิการ เพราะทั้งประเทศเขาเรียกเราว่า “ราชินีแห่งวีลแชร์ฟันดาบ” จากผลงานในระดับโลก และก็ส่งผลให้กับคนไทยทั่วไปในทุกวันนี้ได้รู้จักกีฬาคนพิการมากขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการของเราอยู่แล้วที่อยากจะเผยแพร่กีฬาคนพิการให้สังคมรับรู้มากขึ้น
“ตอนที่แววไปไหนมาไหนไม่ว่าจะเป็นในห้างหรือสถานที่ต่างๆ จะมีน้องๆ เด็กๆ วัยรุ่นหลายคนมาบอกกับเราว่า พี่เป็นไอดอลของหนูเลย หนูอยากเล่นกีฬา หนูขอถ่ายรูปกับพี่หน่อย หนูชอบพี่มาก กีฬาวีลแชร์ฟันดาบของพี่สนุกมาก ไม่คิดว่ากีฬาคนพิการจะมันส์แบบนี้ เป็นความรู้สึกตื้นตัน ภูมิใจในตัวเองมากที่มาถึงจุดนี้ได้”
จากโชคชะตาที่เกิดขึ้นกับ “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ แต่เธอต่อสู้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่ย่อท้อ ประกอบกับความเชื่อมั่นในตัวเอง จนกลายเป็นนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบระดับสุดยอดของโลก และฮีโร่ของคนไทยทั้งประเทศ แสดงให้เห็นว่า คนไทยไม่ธรรมดาและก้าวไปสู่ระดับโลกได้หากเชื่อมั่นในตัวเอง
เรื่องราวของเธอจะถือเป็นสุดยอดแห่งแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนให้ลุกขึ้นสู้ด้วยความเชื่อมั่น และก้าวขึ้นมายืนหยัดต่อไปในอนาคต
ชาตรี ศิษย์ยอดธง
จากหมัดที่ไม่น็อก สู่ผู้ชนะในธุรกิจต่อสู้
วัน แชมเปี้ยนชิพ ถือเป็นการแข่งขันมวยและศิลปะป้องกันตัวที่โด่งดังอย่างมากในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ดังไกลไปแล้วทั่วโลก มีนักมวยและนักสู้มากมายที่ใฝ่ฝันอยากจะเข้าสู่วัน แชมเปี้ยนชิพ
ชาตรี ศิษย์ยอดธง คือผู้ทำคลอด ตั้งไข่ และฟูมฟักจนวัน แชมเปี้ยนชิพ เติบโตไปสู่ระดับโลก เมื่อพูดถึงวัน แชมเปี้ยนชิพ ก็ต้องนึกถึงประธานชาตรีคนนี้ไปพร้อมกัน
ชาตรี ศิษย์ยอดธง หรือชื่อนามสกุล ชาตรี ตรีศิริพิศาล มีช่วงชีวิตที่ดีจากการเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะดี สู่การเจอกับวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตต้องดิ้นรน อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จในด้านการเรียน ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยทัฟส์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาโท เอ็มบีเอ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทำให้ชาตรีได้เข้าไปทำงานด้านการเงิน
ย้อนไปในวัยกำลังโต ชาตรีเคยเรียนมวยไทยกับ ครูยอดธง เสนานันท์ เพราะชื่นชอบในมวยไทยและศิลปะการต่อสู้อยู่แล้ว นอกจากนั้นยังฝึกฝนบราซิลเลียนยูยิตสู ซึ่งตอนนี้ได้รับสายดำเรียบร้อยแล้ว

เมื่อประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจด้านการเงิน ชาตรีหันหลังให้ธุรกิจนี้เพื่อเดินตามฝันที่รักมวยไทยและการต่อสู้ ด้วยการก่อตั้ง วัน แชมเปี้ยนชิพ ขึ้นมา ซึ่งเป้าหมายนอกเหนือจากการสร้างเวทีในการต่อสู้แล้ว ยังอยากจะบอกเล่าถึงชีวิต ความฝัน อุปสรรค รอยยิ้ม คราบน้ำตา ของนักสู้ทุกคนบนสังเวียน แต่การเริ่มต้นยากเสมอ…
“ผมอยากจะเอามวยไทยและศิลปะการต่อสู้ไปสร้างอุตสาหกรรมกีฬาที่สร้างฮีโร่ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกมากมาย สร้างรายได้ ชื่อเสียงให้กับประเทศไทย แต่การเริ่มต้นมันยากมาก ต้องหาพาร์ตเนอร์ให้ได้ ยอมรับว่าท้อจนอยากจะเลิก ถ้าวันนั้นไม่สู้ต่อก็คงไม่มีวันนี้แน่ๆ”
ชาตรีเคยเปิดใจถึงช่วงเริ่มต้นของวัน แชมเปี้ยนชิพ องค์กรต่อสู้ที่คนไทยปลุกปั้นและสร้างให้เติบโตขึ้นมาอย่างวัน แชมเปี้ยนชิพ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่เติบโตเร็วที่สุดองค์กรหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับชาตรี ที่องค์กรระดับโลกชื่นชมในฐานะบุคคลทรงอิทธิพลของวงการกีฬา เป็นแรงบันดาลใจให้คนที่กำลังพยายามทำอะไรสักอย่างไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ยอมแพ้
ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ฟอร์บส์ นิตยสารการเงินระดับโลกได้จัดอันดับองค์กรกีฬาต่อสู้ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก วัน แชมเปี้ยนชิพ รั้งอันดับ 4 ด้วยมูลค่ารวม 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (44,412 ล้านบาท) ถึงแม้จะเป็นรองเบอร์ 1 อย่างยูเอฟซี หรืออัลติเมท ไฟท์ติ้ง, มวยปล้ำ ดับเบิลยูดับเบิลยูอี และมวยปล้ำ ออลอีลิท เรสติ้ง แต่ก็ถือว่า วัน แชมเปี้ยนชิพ เป็นองค์กรเบอร์ต้นของโลกไปแล้ว
สิ่งที่บอสชาตรีสร้างขึ้นมา ไม่ใช่แค่องค์กร แต่เป็นตัวบุคคลที่สร้างชื่อตัวเองให้โลกการต่อสู้ได้รู้จัก ตะวันฉาย พีเค.แสนชัย, รถถัง จิตรเมืองนนท์, แสตมป์ แฟร์เท็กซ์, โจ ณัฐวุฒิ และนักสู้ต่างชาติอีกมากมาย ที่มีทั้งรายได้งามหยด ชื่อเสียงที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ ครอบครัวที่อยู่สบาย และนักสู้จำนวนมากในวัน แชมเปี้ยนชิพ คือ คนที่เคยขาดและลำบากกันมาทั้งนั้น

แน่นอนว่าทุกคนต้องมีคนที่คอยเป็นทั้งแรงบันดาลใจและกำลังใจ “แม่” คือบุคคลที่ชาตรียกให้เป็นทั้งสองอย่าง
“แม่เป็นแรงผลักดันให้ผมอยู่เสมอ แม่บอกตลอดว่าผมต้องทำได้ และย้ำว่าถ้ามีโอกาสต้องช่วยโลก”
คำว่าช่วยโลกเป็นเหมือนคีย์เวิร์ดที่ทำให้ชาตรีใช้เงินจากธุรกิจที่หามาได้สร้างค่ายมวยตามความฝัน ต่อยอดไปเป็นองค์กรศิลปะการต่อสู้อย่าง อีโวล์ฟ เอ็มเอ็มเอ ที่โด่งดังอย่างมากที่สิงคโปร์ ก่อนจะมาสร้างวัน แชมเปี้ยนชิพ ที่สร้างงานและสร้างโอกาสให้คนมากมาย ยกระดับมวยไทยและการต่อสู้ให้ทั่วโลกรู้จักมากกว่าที่เคยเป็น
ชาตรีอาจจะไม่ได้ขึ้นไปชกมวยบนสังเวียนด้วยตัวเอง แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ต่างจากการต่อสู้ ที่ต้องเจอทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก และการตอบโต้ด้วยอาวุธและสมองที่ตัวเองมี
เมื่อยังไม่หมดยก และยังไม่โดนน็อก ถ้ายังยึดมั่นในความฝันและเป้าหมาย แล้วลุกขึ้นสู้ต่อ ความพยายามจะตอบแทนเราด้วยความสำเร็จในที่สุด
‘โปรจีน’ อาฒยา ฐิติกุล
ทุกก้าวคือปรากฏการณ์ในวงการกอล์ฟโลก
ย้อนไปเมื่อเดือนกรกฎาคม นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินระดับโลก ฟอร์บส์ ฉบับภูมิภาคเอเชีย นำเสนอสกู๊ปพิเศษว่าด้วย “บุคคลทรงอิทธิพลอายุไม่เกิน 30 ปี แห่งภูมิภาคเอเชีย” (UNDER 30 ASIA) ซึ่งจากทั้งหมด 300 คนที่ได้รับคัดเลือก มีคนไทยติดโผเข้าไปทั้งสิ้น 7 คน และจาก 7 คนนี้ มีหนึ่งเดียวเป็นตัวแทนจากวงการกีฬาไทย นั่นคือ “โปรจีน” หรือ “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล โปรสาวจาก จ.ราชบุรี
แม้จะมีอายุเพียง 21 ปีในปัจจุบัน แต่ชื่อเสียงของโปรจีนในวงการกอล์ฟระดับนานาชาตินั้นมีมายาวนานตั้งแต่ยังเล่นกอล์ฟในระดับเยาวชนแล้ว
ในปี 2017 จีนในวันที่ยังเป็นเด็กหญิง กลายเป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่ว่าชายหรือหญิงที่คว้าแชมป์กอล์ฟอาชีพมาครอง ในการแข่งขันเลดี้ส์ยูโรเปี้ยนทัวร์รายการ เลดี้ส์ ยูโรเปี้ยน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ ที่ประเทศไทย ขณะอายุเพียง 14 ปี 4 เดือน 19 วัน

จีนก้าวขึ้นไปเป็นมือ 1 ของโลกในประเภทสมัครเล่นหญิงได้ 2 ครั้ง คิดเป็นระยะเวลารวม 12 สัปดาห์ ดังนั้น เมื่อสาวไทยตัดสินใจเทิร์นโปรในปี 2020 ขณะอายุได้ 17 ปี จึงถูกจับตามองจากวงการกอล์ฟหญิงระดับนานาชาติอย่างมาก
โปรจีนประกาศศักดาในการร่วมแข่งขันเลดี้ส์ยูโรเปี้ยนทัวร์ฤดูกาลแรกปี 2021 ด้วยการคว้า 2 แชมป์ กับติดท็อปเท็น 14 รายการ จากทั้งหมด 17 รายการที่เข้าร่วม และปิดปีด้วยการกวาด 3 รางวัลใหญ่ ทั้งนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปี, นักกอล์ฟหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี และนักกอล์ฟทำเงินสูงสุดของทัวร์
ปีถัดมา โปรจีนได้สิทธิเข้าร่วม แอลพีจีเอทัวร์ ทัวร์สูงสุดของวงการกอล์ฟหญิง และเริ่มต้นได้อย่างร้อนแรง คว้าแชมป์ 2 รายการ ติดท็อปเท็น 2 รายการ (สูงที่สุดในทัวร์) และขึ้นไปเป็นมือ 1 ของโลกช่วงสั้นๆ 2 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-13 พฤศจิกายน พร้อมสถิติมือ 1 หญิงโลกอายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ด้วยวัย 19 ปี 8 เดือน 11 วัน และเป็นโปรไทยคนที่ 2 ต่อจาก “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล ที่ครองมือ 1 โลกได้สำเร็จ ก่อนปิดปีด้วยรางวัลนักกอล์ฟหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของทัวร์
ปี 2023 โปรจีนไม่มีแชมป์ติดมือก็จริง แต่จบอันดับท็อปเท็นมากที่สุดในทัวร์อีกครั้งรวม 13 ครั้ง พร้อมคว้ารางวัล “แวร์โทรฟี่” หรือนักกอล์ฟที่ทำสกอร์เฉลี่ยต่ำสุดของฤดูกาล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดของวงการกอล์ฟหญิง ทั้งยังเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลนี้แม้จะไม่ได้แชมป์ใดๆ เลยก็ตาม
มาปี 2024 โปรจีนประสบปัญหาบาดเจ็บที่มือจนต้องพักไปนาน 3 เดือนเศษ กว่าจะได้เริ่มฤดูกาลก็ช่วงกลางเดือนเมษายน การออกสตาร์ตที่อาจจะมีอุปสรรคในช่วงแรก ลงเอยด้วยความร้อนแรงอย่างที่สุด เมื่อโปรจีนคว้าแชมป์แอลพีจีเอทัวร์ได้อีก 2 รายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศึก ซีเอ็มอี กรุ๊ป ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ทัวร์นาเมนต์ส่งท้ายปีที่มีเงินรางวัลก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกอล์ฟหญิง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (136 ล้านบาท) ทำให้ทั้งฤดูกาล โปรจีนกวาดเงินรางวัลไปรวม 6,059,309 ดอลลาร์สหรัฐ (206.02 ล้านบาท) สูงที่สุดของทัวร์

เท่านั้นไม่พอ ปี 2024 โปรจีนยังคว้ารางวัลการเล่นหลุมยาก “เอออน ริสก์ รีวอร์ด ชาลเลนจ์” หลังจากจบอันดับ 2 มา 2 ปีติด รับโบนัสไปอีก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (34 ล้านบาท) พร้อมปิดฤดูกาลในฐานะมืออันดับ 4 ของโลก
โปรจีนบอกว่า ช่วงที่พักไปนานหลายเดือนส่งผลต่อวิธีคิดของตัวเอง เพราะตอนนั้นเกิดความกังวลว่าจะได้กลับมาแข่งขันอีกหรือไม่ จะยังเล่นกอล์ฟได้เหมือนเดิมหรือเปล่า จึงเปลี่ยนมุมมองความคิดว่า ขอแค่ได้กลับมาจับไม้และหวดลูกได้อีกครั้งก็เป็นเรื่องน่ายินดีมากแล้ว จากเมื่อก่อนที่อาจจะกังวลเรื่องผลการแข่งขันจนกลายเป็นการกดดันตัวเอง
โปรจีนบอกด้วยว่า ไม่ได้คิดเรื่องเงินรางวัลมากนัก เพราะการได้โบนัส 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากรางวัลเล่นหลุมยากก็ถือเป็นเงินก้อนโตมากๆ แล้ว หลายๆ ครั้งจึงมองว่าสิ่งสำคัญคือการเข้าร่วมเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนเพื่อจะได้มีนักกอล์ฟรุ่นเยาว์ก้าวตามรอยกันต่อๆ มา
โดยเฉพาะเหล่าสะวิงสาวจากประเทศไทย เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของคนไทยในวงการกอล์ฟโลกอย่างต่อเนื่อง!

