⦁…จาก “คอลเซ็นเตอร์” กลายเป็น “ค้ามนุษย์” ล่าสุด ฮึกเหิมไปกันใหญ่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ “สแกมเมอร์” ถึงขั้นโทรหา นายกฯแพทองธาร ชินวัตร และอีกคนคือ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย หลังจากก่อนหน้านี้ หลอกดาราจีน “ซิงซิง” ไปร่วมแก๊ง ก่อนจะช่วยออกมาได้ เล่นกันถึงขนาดนี้ ทางราชการไทย ทั้งฝ่ายความมั่นคง ตำรวจและภาคราชการ ภายใต้ “รัฐบาล” ต้องล็อกเป้าเล่นงานจริงจัง ขบวนการนี้ปักหลักอยู่ “ชายแดนไทย” ใน “เมียนมา-ลาว-กัมพูชา” ใช้ “ไฟฟ้า” จากประเทศไทย, ใช้ “สัญญาณอินเตอร์เน็ต-สัญญาณโทรศัพท์” จากประเทศไทย เรียกว่า ใช้ “ทรัพยากร” ของประชาชนคนไทย เข้ามา “หลอกลวง-ต้มตุ๋น-ทำร้าย” ประชาชนคนไทย “ตัวหลัก” ของเกมนี้ คือ “จีนเทา” ที่เดินทางผ่านประเทศไทย เข้าไปยัง “ฐานปฏิบัติงาน” ในประเทศเพื่อนบ้าน
⦁…ไม่ใช่แค่ “คอลเซ็นเตอร์” แต่ยังรวมไปถึงยาเสพติดและอีกหลายปัญหาที่ “ทุนสีเทา” ปักหลักใน “เมียนมา-กัมพูชา” สร้างปัญหาให้ประเทศไทยแบกรับ จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องว่า นโยบายเปิดประตูกว้างของประเทศไทย ฟรีวีซ่า 60 วัน ต่อได้อีก 30 วัน น่าจะต้อง “ปรับปรุงครั้งใหญ่” เพราะมี “จุดอ่อน” ตรงที่ “ไม่มีระบบกลั่นกรอง” เป็นโอกาสให้ “แก๊งสแกมเมอร์” ที่เข้ามา “จัดตั้ง-เปิดระบบต้มตุ๋นหลอกลวง” โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และ “ค้ามนุษย์” ด้วยการหลอกลวง “คน” เข้ามาทำงานตามคำสั่งของ “สแกมเมอร์” ทั้งจากไทย ประเทศเพื่อนบ้าน-จีน และประเทศอื่นๆ รวมถึงหลายประเทศใน “แอฟริกา” เรื่องราวการหลอกลวงเริ่มเพิ่มความโหดร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ
⦁…อภิปรายญัตติด่วน “ค้ามนุษย์” ในสภาเมื่อวันที่ 16 ม.ค. มีข้อมูลน่าสนใจหลายรายการ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล ลุกขึ้นพูดในแบบผู้รู้ หลายคนด้วยกัน เห็นถึงการกระทำที่ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ขยายตัวไปในทิศทางที่ร้ายแรงมากขึ้น ด้วยพฤติกรรม “ค้ามนุษย์” มีคนไทยและคนจากประเทศเพื่อนบ้านเป็น “เหยื่อ” และมีภาคธุรกิจ-ภาคราชการของไทย เป็นผู้สนับสนุน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อทางการจีนเอาจริง “ปราบปราม” จีนเทา จนเกิดการ “ย้ายฐานครั้งใหญ่” ของจีนเทา จากจีนผ่านไทยไปเมียนมา และหลายประเทศอาเซียน ทำเอา “ความเคลื่อนไหว” ของจีนเทาในจีนเอง “เงียบเชียบ” ลงไป งานนี้เรียกว่า “ประเทศไทยถูกหวยจีนเทา” เข้าอย่างจังเบอร์ ที่แน่ๆ คือ “นักท่องเที่ยวจีน” ไม่กล้ามาไทย เพราะกลัวอาชญากรรมของ “จีนเทา” ที่มาจากจีนนั่นเอง
⦁…รัฐบาลเดินหน้าผลักดัน “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ตอนนี้ตัว “ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร” ผ่าน ครม.ไปเข้า “คณะกรรมการกฤษฎีกา” แล้ว ยังต้องลุ้นว่า จะมี “แง่มุม” อะไรออกมาจาก “กฤษฎีกา” หรือไม่ หลังจากสัปดาห์ก่อน มีข่าวว่า “กก.กลั่นกรองของกฤษฎีกา” ทักท้วงร่าง กม.นี้หลายประเด็น ถ้าเป็นเมื่อก่อน การเปิดให้มี “กาสิโน” ถูกกฎหมาย คงจะถูกต่อต้านอย่างหนัก แต่ในยุคที่ “พนันออนไลน์” ผิดกฎหมายเกลื่อนกลาดไปหมด ส่วนประเทศเพื่อนบ้าน หากินกับกาสิโนกันเป็นล่ำเป็นสัน ในวันนี้ “กาสิโน” ในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นเรื่องที่ “คนรุ่นใหม่” มองเป็นเรื่องธรรมดา ก็ต้องมาดูกันว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะผ่านจากแนวความคิดไปเป็นการปฏิบัติได้ราบรื่นหรือยากลำบากขนาดไหน









