อิ๊งค์ กดปุ่มบ้านเพื่อคนไทยวันนี้ โชว์โมเดล-ยื่นจองสิทธิ กกพ.ปรับค่าไฟสูตรใหม่ 3.98 บาท ลดอุดหนุนผู้ผลิตรายเล็ก
เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ต.อ.ศุภกร ศุภศิณเจริญ กรรมการบริษัท รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด หรือ SRTA บริษัทลูกการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า วันที่ 17 มกราคม 2568 จะเปิดตัวโครงการบ้านเพื่อคนไทยระยะแรก 4 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บางซื่อ กม.11 พื้นที่เชียงราก พื้นที่เชียงใหม่และพื้นที่ธนบุรี (ศิริราช) โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (ประตู 1) ในเวลา 14.00 น. ภายในงานจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมห้องตัวอย่าง ของบ้านเดี่ยวและห้องชุดคอนโดมิเนียม พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่สนใจแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านทาง www.บ้านเพื่อคนไทย.th ทั้ง 4 พื้นที่ แต่สามารถเลือกได้เพียง 1 พื้นที่ต่อคนเท่านั้น ส่วนราคานั้นแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน รอดูราคาวันเปิดตัวพรุ่งนี้ เพราะอาจจะมีของแถมเพิ่มเติม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น แต่อัตราการผ่อนจะเริ่มที่ 4,000 บาทต่อเดือน
“หลังนายกรัฐมนตรีทำพิธีเปิดเสร็จแล้วจะเปิดให้ประชาชนได้จองสิทธิทั้งที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และทางเว็บไซต์ โดยที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์จะเปิดให้จองสิทธิถึงวันที่ 31 มกราคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น.ทุกวัน เพื่อดูผลตอบรับ ส่วนทางเว็บไซต์จะเปิดให้ลงทะเบียนทุกวัน ทั้งนี้ หากมีการลงทะเบียนเป็นจำนวนมากเราจะทำการจับสลากต่อไป โดยโครงการมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส.เป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อทั้งโครงการและประชาชนที่ซื้อ” พ.ต.อ.ศุภกรกล่าว
พ.ต.อ.ศุภกรกล่าวว่า ผู้ที่จะได้รับสิทธิต้องผ่านคุณสมบัติ มีสัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะ มีรายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่อาจใช้พักอาศัยได้ทุกประเภท ไม่เคยได้สิทธิในโครงการบ้านเพื่อคนไทย มีสิทธิจอง 1 หน่วยต่อ 1 โครงการ นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขคือ ห้ามโอนสิทธิในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนสิทธิ ห้ามนำโครงการให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ หรือทำนิติกรรมในลักษณะที่เป็นการให้เช่า ยกเว้นสมาชิกในครอบครัวของผู้ซื้อสิทธิ
วันเดียวกัน นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ.เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา กกพ.มีมติให้สำนักงาน กกพ.นำเสนอทางเลือกให้ภาคนโยบายทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุนทั้งในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) และอัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ (Feed in Tariff (FiT)) ผ่านการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) เพื่อให้การอุดหนุนแอดเดอร์ และ FiT สะท้อนต้นทุนแท้จริง ทำให้ค่าไฟลดลงได้ทันทีประมาณหน่วยละ 17 สตางค์ จากค่าไฟฟ้าปัจจุบันหน่วยละ 4.15 บาท เหลือ 3.98 บาท คาดหวังว่าจะลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอีกทางหนึ่ง
นายพูลพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาการรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพีและวีเอสพีพี เมื่อครบกำหนดอายุสัญญารับซื้อไฟได้รับการต่อสัญญาในเงื่อนไขเดิม และให้ได้รับการอุดหนุนราคารับซื้อต่อเนื่อง ตามนโยบายเดิมที่ต้องการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก และรองรับปริมาณความต้องการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดเข้าระบบมากขึ้น ปัจจุบันผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความพร้อมรับมือการแข่งขันในธุรกิจไฟฟ้าได้ดี ได้พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ลดต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่อเนื่อง จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการเสนอให้ทบทวนเงื่อนไขการรับซื้อดังกล่าว
นายพูลพัฒน์กล่าวว่า การปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มแอดเดอร์ และ FiT อาทิ ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ช่วงแรก เคยรับซื้อหน่วยละ 3.1617 บาท บวกแอดเดอร์หน่วยละ 8 บาท (10 ปี) รวมค่าไฟฟ้าหน่วยละ 11.1617 บาท แพงกว่าโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ.2565 และในส่วนเพิ่มเติม พ.ศ.2567 หน่วยละ 2.1679 บาท หลายเท่าตัว หรือมีส่วนต่างหน่วยละ 8.9938 บาท หากนำส่วนต่างนี้ออกไปจากสูตรคำนวณค่าไฟฟ้าก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงทันที
“จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกรณีค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ได้ระบุค่าใช้จ่ายภาครัฐ (Policy Expense) จากการรับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มแอดเดอร์ และ FiT รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าหน่วยละ 17 สตางค์ หากคณะรัฐมนตรี หรือคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนดนโยบายปรับค่าไฟฟ้ารับซื้อในส่วนนี้จะลดค่าไฟฟ้าได้ทันที 17 สตางค์ เหลือหน่วยละ 3.98 บาท โดยปี 2568 คาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้า 195,000 ล้านหน่วย หากลดได้หน่วยละ 17 สตางค์ จะประหยัดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้ 33,150 ล้านบาท” นายพูลพัฒน์กล่าว

