หมายเหตุ – นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ มติชน ถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่เสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา ตลอดจนปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรค ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะเกิดขึ้นได้สำเร็จหรือไม่
• ไทม์ไลน์ที่จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องขณะนี้ เป็นอย่างไร
ขณะนี้มี 2 ความเชื่อ ความเชื่อหนึ่งที่มาถึงขั้นนี้แล้วคือ ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง เอาตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 ความเชื่อนี้ ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่ว่าต้องยอมรอให้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติครบ 180 วัน และจะได้ยืนยันกฎหมายตามมติของสภาผู้แทนราษฎร ให้ทำประชามติอย่างง่าย คือ ยึดเกณฑ์เสียงข้างมากชั้นเดียว (single majority) ที่มีความเห็นแย้งกับที่ประชุมวุฒิสภามาแล้ว
เมื่อครบ 180 วัน จากนั้นจะต้องออกอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เสร็จแล้วก็รอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติและเห็นชอบคำถามที่จะทำประชามติ จากนั้นส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการต้องประมาณ 100 วัน ถึงจะเริ่มถามคำถามที่ 1 ได้ ลองนับดูแล้ว นับจากนี้ไปก็น่าจะราวปลายปี 2568 หรือเดือนมกราคม 2569 ถึงจะทำประชามติครั้งแรก แล้วจึงไปต่อที่ขั้นตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือความเชื่อว่าควรทำประชามติ 3 ครั้งตามปกติ
แต่ขณะนี้มีขั้นตอนใหม่จากความเชื่อที่ว่าทำประชามติ 2 ครั้งก็พอ โดยมีการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 แล้วประธานรัฐสภายอมบรรจุวาระการพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มี ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ แต่ประเด็นปัญหาคือ การยอมบรรจุวาระ ไม่ได้หมายความว่า การแก้ไขมาตรา 256 จะผ่าน
แต่ถ้าพิจารณาแก้ไขมาตรา 256 สำเร็จ ตามความเชื่อทำประชามติเพียง 2 ครั้ง แม้ ส.ส.ร.จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เร็วขึ้น ก็ยังใช้เวลาอีกหลายเดือน
ที่คิดว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเชื่อว่าจะยังไม่ได้ แม้ว่าจะร่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น เพราะเวลาของเราเหลือน้อยมาก อีกทั้งยังมีกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องอีก ขั้นตอนทั้งหลายอยู่ตรงนี้
สรุปว่าการทำประชามติยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ อย่างไรก็ยังมีประเด็นอยู่
• แนวทางและความเป็นไปได้ของที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ครั้งนี้
การประชุมรัฐสภาในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ใช่มีแค่การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราอื่นๆ อีกเกือบ 20 ที่บรรจุวาระไว้แล้วด้วย ถ้าให้ผมมองในฐานะนักการเมือง ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน (ปชน.) มองว่าเนื้อหาเป็นการเมืองเยอะไป ความเห็นที่จะพิจารณาตรงนี้ ผมมองว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอยู่แล้ว จะแก้เป็นรายมาตราทำไม ซึ่งพรรค พท.ในฐานะพรรคพันธมิตรกับพรรค ปชน.ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังระบุด้วยว่าน่าจะรอทำทีเดียว
ร่างแก้ไขรายมาตราบางฉบับถูกถอดออกไปแล้ว เพราะไปกระทบกับประมวลจริยธรรม ที่พ่วงกับร่างแก้ไข 6 ฉบับของพรรค พท. ตอนนี้รีเทิร์นกลับไปใหม่ ฉบับนี้จะมีปัญหาแน่ มีบางฉบับก็เป็นเรื่องที่ยื่นแก้ไขเพื่อหวังผลทางการเมือง เช่น การห้ามไม่ให้ทำปฏิวัติ มันห้ามไม่ได้ เพราะถ้าเขาปฏิวัติก็ฉีกรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีผลเลย
สรุปว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราจะผ่านสักฉบับหรือไม่ ยังไม่รู้ เพราะเหมือนมีเหตุไม่พอที่จะให้ผ่าน หรือไม่ก็รอไว้ บางฉบับก็มีปัญหาในเนื้อใน เช่น ร่างแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริยธรรม เรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถอดออกมาแล้ว แต่นำรีเทิร์นเข้าไปใหม่อีกครั้ง ตรงนี้จะเป็นปัญหา
ถ้ามองในรายละเอียด พูดในฐานะนักวิเคราะห์วิจารณ์ทางการเมือง เพราะว่าขณะนี้ร่างแก้ไขมาตรา 256 ที่เป็นหลักการใหม่ เป็นความเชื่อใหม่ที่ว่าทำประชามติเพียง 2 ครั้ง ทั้ง 2 ร่างขณะนี้
ร่างของพรรค ปชน. ผมเห็นรายละเอียดแล้ว ส่วนร่างของพรรค พท.ยังไม่เห็น แค่รับทราบตามข่าวที่ออกมา ทั้งสองร่างผมเห็นว่ามีความเหมือนกันอยู่หลายส่วน และมีความต่างกันอย่างมีนัยสำคัญก็หลายส่วน
ที่เหมือนกันคือ ถอดอำนาจของวุฒิสภาที่จะต้องใช้เสียงในการเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระ 1 กับ 3 จำนวน 1 ใน 3 ออก ตรงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหมือนกัน แต่การถอดออกไปตรงนี้ ทั้ง 2 ฉบับ มีลักษณะที่ว่าไม่เอาอะไรไปทดแทน หมายความว่า ถอดออกไปแล้วก็ใช้เพียงเสียงข้างมากอย่างธรรมดา ผมไม่เห็นด้วย เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้พยายามคุยกัน ผมเคยหารือกับสภาชุดที่แล้ว เราเคยถอดอำนาจ ส.ว. 1 ใน 3 เสียงออกได้ในคราวที่แล้ว เขายอม ทั้งๆ ที่ ส.ว.ชุดที่แล้วแข็งแกร่งมากเป็นฮาร์ดคอร์ มาจากการแต่งตั้งเต็มที่ เขายังยอม เพราะเราถือว่าการแก้รัฐธรรมนูญถ้ามาจากประชาชนล้วนๆ ทาง ส.ว.จะใช้เสียง 1 ใน 3 มารั้งไว้ไม่ได้ มันผิดหลักรัฐศาสตร์ ที่ยอมเพราะเรายอมเพิ่มหลักการที่่ว่ารัฐธรรมนูญถ้าจะแก้ไขต้องใช้เสียงข้างมาก เด็ดขาด ตอนนั้นที่เสนอไปก็คือใช้เสียง 3 ใน 5
ถ้าไปดูในประเทศต่างๆ ในหลักการ ประเทศทางยุโรป เยอรมนี อิตาลี รวมทั้งของอเมริกา การแก้ไขรัฐธรรมนูญใช้เสียงข้างมากเด็ดขาดทั้งนั้น เพราะเหนือกว่ากฎหมายธรรมดา อย่างรัฐธรรมนูญแล้วใช้เสียงข้างมากแบบง่ายๆ หาก ส.ว.บอกว่าเขาเป็นห่วงประเทศเหมือนกัน พอมีเหตุผลแบบนี้ มันเป็นเหตุผลที่อ้างได้ในเชิงรัฐศาสตร์ ผมเชื่อว่าข้อนี้จะทำให้ไม่ได้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 สนับสนุนทั้งสองร่าง คือเอา 1 ใน 3 ของ ส.ว.ออก แล้วไม่เอาอะไรมาแลกเลย
ยกตัวอย่าง ผมเคยยกร่างไว้แล้วกำหนดให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา เท่ากับต้องได้ 460 เสียง หมายความว่า ถ้าผู้แทนราษฎร ตัวแทนประชาชนอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ คุณต้องได้เสียงเกือบครบร้อยเปอร์เซ็นต์ของสภาผู้แทนราษฎร ใช้เสียง 450 โหวตถึงจะผ่านรัฐธรรมนูญได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นทางวุฒิสภาก็ต้องยอมถูกหรือไม่ ถ้าหากว่าตอนนี้แค่ผ่านแค่ครึ่งนึงของสองสภา แค่ผ่าน 351 ก็แก้รัฐธรรมนูญได้แล้ว ผมว่าไม่มีเหตุผลที่ดีในทางการเมืองเลย ในเชิงหลักการทุกคนก็เป็นห่วงประเทศว่า กฎหมายแม่ ไม่ใช่ทำง่ายๆ เหมือนกฎหมายลูกทั่วไป หลักการดังกล่าวนี้ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย
ผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้ายังอยู่แบบนี้ ถ้าจะถอดอำนาจวุฒิ 1 ใน 3 ออกไป ไม่มีอะไรที่แข็งแกร่งเป็นหลักการทางรัฐศาสตร์มาทดแทน ไม่มีทางผ่าน
• โอกาสและความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทั้งร่างของพรรค ปชน.กับร่างของพรรค พท.มีแค่ไหน อย่างไร
บทสรุปว่างานนี้จะสำเร็จหรือไม่ ผมเห็นว่ามันมีปัญหา มีปัจจัยที่จะทำให้ไม่สำเร็จ จริงๆ ผมผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่อยู่กับรัฐธรรมนูญปี 2540 สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ผมต้องการรัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากประชาชนและแก้ไขง่ายเท่านั้นเอง ผมขอชี้ไปว่า โอกาสสำเร็จในครั้งนี้ยากกับยากมาก หรือทำไม่ได้เลย
เหตุผลเพราะมีปัญหาในเชิงข้อกฎหมาย ในความเชื่อที่ว่าทำประชามติ 2 ครั้ง คือ 1.การที่ไม่ทำประชามติเสียก่อน ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ในด้านกฎหมายถูกร้องแน่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ทำประชามติเสียก่อน ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำได้หรือไม่ จริงๆ แล้วตรงนี้น่าจะเกิดขึ้นได้ ไม่ยากนัก เพราะว่าเคยเกิดมาแล้ว ในสมัยตอนที่พวกผมยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2563 มีผลทำให้สะดุดหยุดลง ถ้าถามตรงนี้ทำให้สมาชิกเบาใจได้ คือถ้าศาลชี้ว่าต้องทำประชามติเสียก่อน ก็ยกเลิกไป ไม่ต้องไปโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
2.ถ้าหากว่าไม่มีคนถาม จะไปสู่อีกมิติ ซึ่งอันตราย อันตรายต่อสถานะของสมาชิกรัฐสภา คือว่า สมมุติว่าไปโหวตเห็นชอบกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยซึ่งผูกพันทุกองค์กรไว้
ถ้ามีคนร้องว่าเป็นการปฏิบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ จะมีปัญหาในเรื่องประมวลจริยธรรมต่อสมาชิกรัฐสภาได้ มันจะกลายเป็นความผิดสำเร็จ ยังมีเหตุตรงนี้อยู่
อีกทั้งยังมีประเด็นเป็นปัญหาอีก ที่เป็นข้อที่เป็นปัญหาคือร่างแก้ไขมาตรา 256 ของพรรค ปชน. น่าจะเป็นปัญหาใหญ่มาก คือการไปกระทบกับหมวด 1 หมวด 2
ตามมาตรา 256 ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ แก้ได้ในหมวด 1 และหมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์แก้ได้ แต่ต้องไปถามประชามติ อันนี้ไม่ใช่เสียก่อน ต้องทำประชามติที่เป็นสภาพบังคับ
ซึ่งร่างของพรรค ปชน.คือ ไม่ต้องทำประชามติ เรื่องนี้ผมเชื่อว่ากระทบหนักแน่ และก็วุฒิสภาจะไม่ให้ความเห็นชอบ
รวมทั้งจุดยืนของพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีความเห็นว่าห้ามไปแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รัฐธรรมนูญ หมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเป็นหลักการของพรรคร่วมรัฐบาล
เพราะฉะนั้นเสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลผมเชื่อว่าไม่ได้ ส่วนพรรค ชทพ. ผมพูดได้เลยในฐานะเป็นผู้อำนวยการพรรค ถ้าหากว่ามีหลักการเหล่านี้ เรารับไม่ได้
เพราะฉะนั้นของพรรค ปชน. ผมเชื่อโดยการวิเคราะห์ของผมว่าไม่ผ่าน คือยื่นได้แต่ไม่ผ่าน ส่วนของพรรค พท. ในส่วนนี้เกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์ กับความเป็นรัฐหมวด 1 หมวด 2 ไม่แก้
แต่การไปถอดอำนาจของ ส.ว.ออก โดยที่ไม่มีอะไรทดแทน เป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้ยากมากในการที่จะได้เสียง ส.ว.ให้ความเห็นชอบถึง 1 ใน 3 โดยรวมก็น่าจะเป็นอย่างนี้
ส่วนร่างของพรรค พท. ผมมองว่ายากมากแต่ก็รอดูกันไป ผมเห็นว่าตรงนี้จะเป็นหัวใจสำคัญ มี 2 อย่าง ร่างแก้ไขมาตรา 256 ของพรรค พท. โดยไม่ทำประชามติเสียก่อน ตรงนี้ทำให้มีปัญหาในเรื่องการได้รับความเห็นชอบ เพราะว่าเป็นข้อกฎหมาย แต่ประเด็นการเมือง การที่ไปถอดอำนาจวุฒิโดยไม่มีอะไรไปแทน ในเชิงการเมืองหรือเชิงรัฐศาสตร์ ผมยังไม่เห็นด้วยเลยว่า
การแก้รัฐธรรมนูญโดยใช้เสียงข้างมากเฉยๆ ควรเป็นกฎหมายธรรมดา ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ซึ่งทั่วโลกทำกันแบบนี้โดยใช้เสียงอย่าง super majority เป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
• ความหวังและโอกาสที่จะผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ มีหรือไม่
กรณีที่เป็นแบบนี้แล้ว ยังมีความหวังอยู่หรือไม่ ผมเห็นว่าถ้ามิตินี้ต้องรอให้สะเด็ดน้ำ ให้จบในช่วง 180 วัน ที่สภาจะรอยืนยันร่างแก้ไขประชามติแบบเสียงข้างมากชั้นเดียว
ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรค ปชน. ระบุว่า ในระหว่างที่รอเวลา 180 วัน ไม่มีอะไรเสียเลย ระหว่างที่ว่างอยู่ ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราได้ก็จะเป็นเรื่องดี ผมชื่นชมความตั้งใจของนายพริษฐ์
แต่ผมขอฝากไว้ว่ามันสุ่มเสี่ยงต่อการกระทบกันระหว่าง 2 สภา ครั้งที่แล้วก็เป็นเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ครั้งนี้พอจะพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256 กันอีกครั้ง เกรงว่าจะกระทบกระทั่งกันรุนแรง
การที่จะไปขอเสียง ส.ว.ให้ได้ 1 ใน 3 ไปบังคับก็ไม่ได้ เพราะ ส.ว.มีอำนาจต้องหาหลักการมาพูดคุยกันด้วยเหตุและผลกันดีๆ
ส่วนโอกาสและความหวังว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ยังมีโอกาสอยู่ แต่เป็นโอกาสที่มีไม่มากนักแล้ว หลักการตรงนี้ ถูกบังคับให้รอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติครบ 180 วัน จากนั้นต้นปี 2568 จึงยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256
แต่ในระหว่างนั้น พวกเราทั้งหมด พรรคการเมืองถ้าอยากจะแก้ไขให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราต้องพยายามทำความเข้าใจกับประชาชนให้สนับสนุนในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านการทำประชามติ ประมาณต้นเดือนมกราคม 2569 ให้ออกมาสนับสนุนกันมากพอสมควร เพราะถ้าออกมามาก ก็เป็นการบอกกับวุฒิสภาให้รู้ว่าประชาชนต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อีกประเด็นหนึ่ง อยากจะให้พรรคร่วมรัฐบาลเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะการมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล การทำได้ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล พอเป็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาลจะได้คุยกันว่า จุดกลางอยู่ตรงไหน แล้วพรรคไหนที่พูดคุยกับ ส.ว.ได้ ก็นำข้อเสนอของ ส.ว.มาพูดคุยร่วมกัน เป็นการหาจุดโมเมนตัม จุดสมดุลทางการเมือง
เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญมากที่สุดของทุกประเทศ และมีอิทธิพล หมายถึง เข้าไปมีอำนาจเหนือทุกองค์กร เหนือประชาชนทุกคน ดังนั้นต้องได้รับความเห็นชอบโดยรวมของทุกคน
จะทำตามใจของเราไม่ได้ ต้องหาจุดสมดุลให้ได้ อย่าไปคิดว่าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับที่สมบูรณ์ในวันนี้ได้ เราควรมีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน แล้วสามารถแก้ไขได้ไม่ยากนัก ตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป
• เป้าหมายที่พรรคแกนนำรัฐบาลอยากให้ตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนที่รัฐบาลจะครบวาระ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่
มีความหวังตรงที่ว่าต้องให้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ครบ 180 วัน แล้วเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 หวังว่า
จะได้คุยกันตอนแก้ไขมาตรา 256 ที่ผ่านการหารือกันแล้ว หากทุกฝ่ายจะรับกันได้หมดก็จะผ่าน ในช่วงปี 2569 กำหนดมีการเลือก ส.ส.ร.แล้วให้ ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญ และสามารถทำประชามติครั้งที่ 1 ประมาณเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมของปี 2570
จากนั้นให้ ส.ส.ร.ทำไป แล้วก็ไปเลือกตั้ง จึงจะกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ อย่างไรก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทันการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ว่าตั้ง ส.ส.ร.ยังทันอยู่
ถ้าเกิดพลาดไปเกิดแตกหัก แล้วแก้ไขมาตรา 256 ไม่สำเร็จครั้งแรก ส.ส.ร.ก็มีไม่ได้ เท่ากับสูญเปล่าไปหมดเลยเรื่องรัฐธรรมนูญในรัฐสภาชุดนี้
ตอนนี้ก็เหลือความหวังเดียว คือ จากการพูดคุยหาความเห็นร่วมกัน ทั้งประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่า ถึงจะสำเร็จ แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ยังมีโอกาสอยู่ ผมหวังว่าจะสามารถทำได้ก่อนที่จะหมดอายุรัฐสภาชุดนี้

