หน้าแรก การเมือง กมธ.พัฒนาการเ...

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ รับฟังความเห็นปชช. ถกที่มาส.ส.ร. ยกร่างรธน.

17.01.25 | 21:45 น.

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ รับฟังความเห็นปชช. ถกที่มาส.ส.ร. หนุนแก้ไขรธน.


เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดย นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธานคณะกรรมาธิการ และนายประภาส ปิ่นตบแต่ง เลขานุการคณะกรรมาธิการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยมี  รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผศ.ดร.มาลินี คุ้มสุภา หัวหน้าสำนักวิชาการเมืองการปกครอง ให้การต้อนรับ
กิจกรรมแบ่งออกเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย โดยในช่วงเช้า เป็นการรับฟังความเห็นจากภาคประชาสังคม นักวิชาการ และนักศึกษา อาทิ ตัวแทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ จากภาคพนักงานบริการทางเพศ ตัวแทนชนเผ่าพื้นเมือง ผู้แทนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) สภาองค์กรของผู้บริโภค จ.เชียงใหม่ เครือข่ายเกษตรทางเลือก ซึ่งส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่ารัฐธรรมนูญล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่ตนขับเคลื่อนอยู่ และต้องการให้ ส.ว. นำประเด็นเรื่องสิทธิชุมชนกลับเข้ามาในรัฐธรรมนูญ รวมถึงผลักดันการกระจายอำนาจให้บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ

นายประภาส กล่าวว่า รัฐธรรมนูญสัมพันธ์กับปัญหาปากท้อง ในประเด็นเรื่องสิทธิชุมชนและ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ควรนำเอาสิทธิชุมชนกลับไปอยู่ในหมวดสิทธิเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 อนุกรรมาธิการฯ เห็นความสำคัญจึงพยายามเน้นประเด็นเหล่านี้ และจะทำรายงานของอนุกรรมาธิการฯ ส่งให้กรรมาธิการฯ และวุฒิสภาต่อไป เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของปากท้อง กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้เมื่อเสร็จกิจกรรมภาคเช้า อนุกรรมาธิการฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเชียงใหม่มหานครและเครือข่ายเกษตรชุมชน

Advertisement

สำหรับกิจกรรมในช่วงบ่ายเป็นการระดมความคิดเกี่ยวกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยแบ่งกลุ่มสนทนาเรื่องที่มา ส.ส.ร. อำนาจหน้าที่ ส.ส.ร. และการมีส่วนร่วมของประชาชน
กลุ่มที่มาสสร. เสนอว่า สสร. ต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มีความหลากหลาย โปร่งใส เป็นอิสระ แต่ห้ามเป็นข้าราชการประจำ มีประสิทธิภาพ อุดช่องโหว่สำหรับคนที่มีความได้เปรียบ และยึดหลักความเป็นธรรม เท่าเทียม การเลือกตั้ง สสร. มีผู้เสนอให้มีตัวแทนระดับจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน อีก 123 คนมาจากบัญชีรายชื่อระดับประเทศ เพื่อให้คนกลุ่มน้อยที่มีประเด็นของตนได้รับเลือกด้วย ควรมีกรรมการกลางที่ไม่ใช่ กกต. และผู้แพ้เองก็ยังสามารถร่วมเสนอร่าง รัฐธรรมนูญหรือความคิดเห็นต่อ สสร. ที่ได้รับเลือกได้เช่นกัน หลังออกจากการเป็น สสร. แล้วควรมีกำหนดงดเว้นการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน และควรเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินด้วยเพื่อไม่ให้มีใครจ้างลงสมัคร

ด้านกลุ่มคุณสมบัติ สสร. ให้น้ำหนักความเป็นตัวแทนเชิงประเด็นมากกว่าเชิงพื้นที่ และควรเลิกยึดโยงกับจำนวนประชากร สสร. ไม่จำเป็นจบกฎหมายหรือรัฐศาสตร์ ขอเพียงแค่เชี่ยวชาญในประเด็นของตนเองโดยดูจากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ มีเกณฑ์อายุขั้นต่ำ 18 ปี และมีการเสนอเกณฑ์ขั้นสูงเพื่อไม่ให้ได้ สสร. ที่แก่เกินไป ตลอดจนไม่ควรเลือกปฏิบัติ ต้องเปิดเผยที่มาของรายได้และเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา ไม่เคยต้องโทษคดีทุจริตคอรัปชั่น ต้องเปิดโอกาสให้มีการแนะนำตัว โดยให้ กกต. เป็นผู้เผยแพร่เพื่อไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบเหมือนการหาเสียง ที่ผู้มีเงินย่อมได้เปรียบกว่า

ขณะที่กลุ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนเสนอให้มีตัวแทนกลุ่มอาชีพ รวมถึงตัวแทนกลุ่มหลากหลายทั้งอายุ เพศสภาพ สถานะ ต้องมีกลุ่มเปราะบางหรือได้รับผลกระทบทางกฎหมายเข้าไปด้วย รวมถึงทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนออนไลน์ ในเรื่องความโปร่งใสมีผู้เสนอให้ถ่ายทอดสดการประชุมและให้ประชาชนออกความเห็น นอกจากนี้ สสร. ควรทำงานอย่างน้อย 1 รอบปีเพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย มีหลักประกันห้ามฉีกรัฐธรรมนูญแต่ให้แก้ไขได้ ภาษาควรเข้าใจง่ายและควรแปลเป็นภาษาชนเผ่าเพื่อความหลากหลาย ควรเผยแพร่เรื่องรัฐธรรมนูญให้ทั่วถึง เปิดพื้นที่ให้เยาวชน แก้ได้ทุกหมวด แต่ข้อท้าทายคือสังคมเห็นว่ารัฐธรรมนูญไกลตัว รัฐจึงควรทำความเข้าใจกับสังคมผ่านทางกลไกต่าง ๆ ให้ทั่วถึง