‘นิกร’ ชี้เสี่ยงถูกร้อง-ส.ว.สกัด รื้อม.256ผ่านยาก แนะพรรครัฐบาลชงร่างแก้รธน.เชื่อจบไม่ทันปี70ได้แค่สสร.
เมื่อวันที่ 17 มกราคม นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งมีร่างของพรรคประชาชนและร่างที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นประกบเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์นี้ว่า การประชุมรัฐสภาในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ใช่มีแค่การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราอื่นๆ อีกเกือบ 20 ที่บรรจุวาระไว้แล้วด้วย ถ้าให้มองในฐานะนักการเมือง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน (ปชน.) มองว่าเนื้อหาเป็นการเมืองเยอะไป
ประเด็นปัญหา คือ การยอมบรรจุวาระ ไม่ได้หมายความว่าการแก้ไขมาตรา 256 จะผ่าน เนื้อหาทั้งสองร่างเห็นว่ามีความเหมือนกันอยู่หลายส่วน และมีความต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหลายส่วน ที่เหมือนกันคือ ถอดอำนาจของวุฒิสภาที่จะต้องใช้เสียงในการเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 1 กับวาระที่ 3 จำนวน 1 ใน 3 ออก ตรงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหมือนกัน แต่การถอดอำนาจ ส.ว.ออกไปตรงนี้ทั้ง 2 ฉบับ มีลักษณะที่ว่า ไม่เอาอะไรไปทดแทน เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้ายังอยู่แบบนี้ ไม่มีอะไรที่แข็งแกร่งเป็นหลักการทางรัฐศาสตร์มาทดแทน ไม่มีทางผ่าน
นายนิกรกล่าวว่า โอกาสสำเร็จในครั้งนี้ยากกับยากมาก หรือทำไม่ได้เลย เหตุผลเพราะมีปัญหาในเชิงข้อกฎหมาย ในความเชื่อที่ว่าทำประชามติ 2 ครั้ง คือ 1.การที่ไม่ทำประชามติเสียก่อน ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ในด้านกฎหมายถูกร้องแน่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ทำประชามติเสียก่อน ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำได้หรือไม่ จริงๆ แล้วตรงนี้น่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก เพราะว่าเคยเกิดมาแล้ว ในสมัยตอนที่พวกตนยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2563 มีผลทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญสะดุด
ถ้าถามตรงนี้ จะทำให้สมาชิกรัฐสภาเบาใจได้ คือถ้าศาลชี้ว่าต้องทำประชามติเสียก่อน ก็ยกเลิกไป ไม่ต้องไปโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.ถ้าหากว่าไม่มีคนถาม จะไปสู่อีกมิติ ซึ่งอันตราย อันตรายต่อสถานะของสมาชิกรัฐสภา คือว่า สมมุติว่าไปโหวตเห็นชอบ กับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยซึ่งผูกพันทุกองค์กรไว้ ถ้ามีคนร้องว่าเป็นการปฏิบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ จะมีปัญหาในเรื่องประมวลจริยธรรมต่อสมาชิกรัฐสภาได้ จะกลายเป็นความผิดสำเร็จ ยังมีเหตุตรงนี้อยู่ อีกทั้งยังมีประเด็นเป็นปัญหาอีก เป็นข้อที่เป็นปัญหาคือร่างแก้ไขมาตรา 256 ของพรรค ปชน. น่าจะเป็นปัญหาใหญ่มาก คือการไปกระทบกับหมวด 1 หมวด 2 ตามมาตรา 256 ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ แก้ได้ในหมวด 1 และหมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์แก้ได้ แต่ต้องไปถามประชามติ อันนี้ไม่ใช่เสียก่อน ต้องทำประชามติที่เป็นสภาพบังคับ ร่างของพรรค ปชน.คือ ไม่ต้องทำประชามติ เรื่องนี้เชื่อว่ากระทบหนักแน่ และ ส.ว.จะไม่ให้ความเห็นชอบ
นายนิกรกล่าวอีกว่า อีกประเด็นหนึ่ง อยากจะให้พรรคร่วมรัฐบาลเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะการมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล พอเป็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาลจะได้คุยกันว่า จุดกลางอยู่ตรงไหน แล้วพรรคไหนที่พูดคุยกับ ส.ว.ได้ ก็นำข้อเสนอของ ส.ว.มาพูดคุยร่วมกัน เป็นการหาจุดโมเมนตัม จุดสมดุลทางการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสำคัญมากที่สุดของทุกประเทศ และมีอิทธิพล หมายถึงเข้าไปมีอำนาจเหนือทุกองค์กร เหนือประชาชนทุกคน ดังนั้นต้องได้รับความเห็นชอบโดยของรวมทุกคน จะทำตามใจของเราไม่ได้ ต้องหาจุดสมดุลให้ได้
เมื่อถามว่าเป้าหมายที่พรรคร่วมรัฐบาลอยากให้ตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนที่รัฐบาลจะครบวาระจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ นายนิกรกล่าวว่า มีความหวังตรงที่ว่า ต้องให้ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ครบ 180 วัน จากนั้นจะต้องออกอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เสร็จแล้วก็รอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติและเห็นชอบคำถามที่จะทำประชามติ จากนั้นส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการประมาณ 100 วัน ถึงจะเริ่มถามคำถามที่ 1 ได้ ลองนับดูแล้ว นับจากนี้ไปก็น่าจะราวปลายปี 2568 หรือเดือนมกราคม 2569 ถึงจะทำประชามติครั้งแรก แล้วจึงไปต่อที่ขั้นตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือความเชื่อว่าควรทำประชามติ 3 ครั้ง หวังว่าทุกฝ่ายจะได้คุยกันตอนแก้ไขมาตรา 256 หากทุกฝ่ายจะรับกันได้หมดก็จะผ่าน เพื่อให้มีการเลือก ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ไปเลือกตั้ง จึงจะกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ อย่างไรก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทันการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ว่าตั้ง ส.ส.ร.ยังทันอยู่

