ศึกมวยคู่เอก อบจ.บึงกาฬ
‘เพื่อไทย’ขอล้างตา‘ภูมิใจไทย’
ส่ง‘โต้ง ภูมิพันธ์’ชน‘แว่นฟ้า’
หากนับพื้นที่ทางการเมืองในภาคอีสาน เดิมจังหวัดบึงกาฬถือเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย หรือคนเสื้อแดงมาโดยตลอด จังหวัดนี้มี ส.ส.เขตได้ 2 คน ซึ่งลูกทีมเพื่อไทยครองเก้าอี้ในนามพรรคพลังประชาชนมาตั้งแต่ครั้งยกฐานะจากอำเภอหนึ่งของ จ.หนองคาย เป็นจังหวัดบึงกาฬในปี 2554 แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ได้ ส.ส.เขตเพิ่มอีก 1 ที่นั่ง รวมเป็น 3 เขต และพรรคเพื่อไทยกลับเสียพื้นที่ให้ ส.ส.เขต 2 คน ให้พรรคภูมิใจไทย
แต่การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2566 จ.บึงกาฬ ได้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เขต เป็น 3 เขตเลือกตั้ง ทำให้การแข่งขันชิงเก้าอี้ดุเดือดมากขึ้น และผลปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทย ชิงพื้นที่ ส.ส.ได้ถึง 2 เขต หลังนายใหญ่ค่ายน้ำเงินเนวิน ชิดชอบ ใช้เวลา 10 ปี ส่ง เสี่ยป้อม ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาตอกเสาเข็มสีน้ำเงินที่ จ.บึงกาฬ ผู้ผลักดันจัดตั้ง อ.บึงกาฬ ให้เป็นจังหวัด ที่มีความเจริญก้าวหน้า พัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่ฝั่งเพื่อไทยรั้งเก้าอี้ไว้ได้ที่นั่งเดียว

ในส่วนสนามองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บึงกาฬ 4 ปีที่ผ่านมา “เสี่ยป้อม” ส่งหลังบ้าน แว่นฟ้า ทองศรี ลงสนาม ทำคะแนนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อท้าชิงเก้าอี้กับ นิพนธ์ คนขยัน อดีตนายก อบจ.คนแรกของจังหวัดบึงกาฬ ปรากฏว่า “แว่นฟ้า” คว้าชัยชนะด้วยคะแนนท่วมท้น เรียกว่าทุบสถิติตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาด้วยคะแนนเสียง 105,478 คะแนน เอาชนะคู่แข่งทั้ง นิพนธ์ คนขยัน ที่ได้คะแนนเพียง 26,274 คะแนน และ ว่าที่ร้อยตรี ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ที่ลงสมัครในนามคณะก้าวหน้า ซึ่งได้ 34,917 คะแนน ทำให้พรรคภูมิใจไทยยึดครองพื้นที่ได้ทั้งสนามระดับชาติและท้องถิ่น
มาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.บึงกาฬมี 3 คน ได้แก่ เบอร์ 1 ว่าที่ร้อยตรี ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น หรือ โต้ง จากพรรคเพื่อไทย เบอร์ 2 นายฉัตราวุฒิ ทองสัมฤทธิ์ ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 3 นางแว่นฟ้า ทองศรี จากบ้านใหญ่สีน้ำเงิน ส่วนผู้สมัคร ส.อบจ.มี 75 คน ไม่มีสิทธิ 1 เท่ากับ 74 คน 24 เขต ครั้งนี้ “แว่นฟ้า” ลงสนามอีกรอบเพื่อป้องกันแชมป์ พร้อมเดินหน้าหาเสียงชูนโยบายงัดกลยุทธ์ต่างๆ มาขอคะแนนกับชาวบึงกาฬ โดยใช้สโลแกน “บึงกาฬต้องพัฒนา ขอโอกาส ฅนบึงกาฬ สร้างบึงกาฬ เพื่อคนบึงกาฬ” โดยมีฐานเสียงกองหนุนแน่นปึ้กจากนักการเมืองท้องถิ่น ทั้ง 8 อำเภอ ไล่ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน กำนันยันนายกเทศมนตรี โดยมีคู่แข่งคนเดิม ว่าที่ร้อยตรี ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ที่เปลี่ยนย้ายจากค่ายส้มมาสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนาม ประกาศขอล้างตาแชมป์เก่า โดยชูสโลแกน “เราพร้อมเชื่อรัฐบาลพัฒนาท้องถิ่น” นโยบาย 4 ด้าน 1.การเกษตรการค้า นวัตกรรมยางพารา 2.การท่องเที่ยว 3.การสร้างคนสร้างอาชีพสร้างการศึกษาสู่สากล และ 4.การพัฒนาระบบสาธารณสุข สิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อมาขอคะแนนเสียงกับชาวบึงกาฬอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังมีคู่แข่งอีกราย “ฉัตราวุฒิ ทองสัมฤทธิ์” ลงสมัครในนามอิสระ
สนาม อบจ.บึงกาฬ ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่พรรคเพื่อไทยหนักใจไม่น้อย หากเทียบกับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา เพื่อไทยคว้า ส.ส.ได้แค่คนเดียว ที่เหลือภูมิใจไทยกวาดเรียบ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงนายก อบจ.ของพรรคเพื่อไทย ต้องวางคิวลงพื้นที่พร้อม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
มาปราศรัยใหญ่หาเสียงช่วยว่าที่ร้อยตรี ภูมิพันธ์ ในวันที่ 19 มกราคม ที่โรงเรียนมัธยมบึงกาฬ แม้ทัพหลวงจะลงมาช่วยหาเสียง แต่ฝั่งเสี่ยป้อม ยังมั่นใจว่าเอาอยู่ เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แชมป์เก่าค่ายน้ำเงินมีผลงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
จากมุมมองของคนบึงกาฬ บุญเพ็ง ลามคำ ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ วิเคราะห์สนามเลือกตั้งนายก อบจ.บึงกาฬ ครั้งนี้ว่า การแข่งขันครั้งนี้เป็นการต่อสู้ของ 2 พรรคใหญ่ เปรียบเหมือนมวยคู่เอก มุมแดงกับมุมน้ำเงิน ระหว่างเพื่อไทยกับภูมิใจไทย ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อไทยอาจได้เปรียบและแรงผลักดันจากกระแสพรรค คนเสื้อแดง แต่ฝั่งมุมน้ำเงินภูมิใจไทยก็ถือเป็นอีกพรรคใหญ่ที่คุมพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยเฉพาะมีทีมงานเก่าทั้ง ส.ส. รวมไปถึงตัวรัฐมนตรีที่อยู่ในพื้นที่ด้วย อันนี้ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อดีตนายกฯทักษิณต้องลงมาช่วยลูกทีมในพื้นที่ เพื่อเสริมพลังเสริมทัพครั้งใหญ่อีกครั้งในวันที่ 19 มกราคมนี้
“ถือว่าเป็นเส้นทางการเมืองที่น่าจะต่อสู้กันรุนแรงพอสมควร หลังวันที่ 19 มกราคม ที่อดีตนายกฯทักษิณปราศรัยหาเสียงแล้ว คงได้วิเคราะห์ต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งสองฝ่ายจะแก้เกมกันอย่างไร แต่ประเมินว่าฝ่ายน้ำเงินคงไม่ยอมเหมือนกัน เพราะถือเป็นทีมนักการเมืองที่ครองพื้นที่มามากพอสมควร เชิงยุทธศาสตร์ได้เปรียบ ทั้งพรรคเพื่อไทยก็คงต้องลงมาช่วยทีมงานอย่างเต็มที่ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พี่น้องชาวบึงกาฬดูเป็นทางเลือกเพื่อตัดสินใจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ โดยส่วนตัวมองว่าการที่อดีตนายกฯทักษิณลงพื้นที่น่าจะช่วยผู้สมัครฝั่งเพื่อไทยได้มากพอสมควร เพราะเท่าที่มีตัวอย่างจากจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงมา กระแสเรื่องการหาเสียงมันได้ใจชาวบ้าน สิ่งที่พี่น้องประชาชนได้ใจสำหรับท่านอดีตนายกฯทักษิณ เห็นกันมาแล้วในช่วงที่ท่านเป็นรัฐบาล”
การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากเป็นศึกล้างตาที่พรรคเพื่อไทยงัดกลยุทธ์ “นายใหญ่” สู้ “บ้านใหญ่” แต่จะคว้าเก้าอี้กลับมาได้หรือไม่ เพราะฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ไม่ได้ ขณะอีกฝ่ายหนึ่งต้องชนะให้ได้ ยังเป็นสนามวัดใจพี่น้องชาวบึงกาฬ

