หน้าแรก การเมือง มติชนเปิดวงเส...

มติชนเปิดวงเสวนา เลือกตั้ง อบจ. ‘ชำนาญ’ ฟันธง ปชน.เข้าป้าย 5 จว. ‘พร้อมพงศ์’ มั่นใจเรตติ้งพท.

23.01.25 | 18:02 น.

มติชนเปิดวงเสวนา เลือกตั้ง อบจ. ‘รงค์’ ชี้ ภาคใต้กลุ่มการเมืองแรงกว่าพรรค เชื่อเปลี่ยนแปลงแน่ ‘สาธิต’ ยันพลังโซเชียลมีผลชิงนายกฯ ภาคตะวันออก ด้าน ‘พร้อมพงศ์’ มั่นใจเรตติ้งพท.นั่งรบ.-ทักษิณ ช่วยคว้าชัย ‘ชำนาญ’ ฟันธง ปชน.เข้าป้าย 5 จว. มีลุ้น สุราษฎร์ – ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ห้องสตูดิโอ มติชนทีวี บริษัทมติชน จำกัด(มหาชน) เครือมติชนจัดเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ “เลือกตั้งอบจ. ชี้ชะตาอนาคตประเทศ” วิเคราะห์เจาะลึกทุกสนามสำคัญ โดยมี นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และนายชำนาญ จันทร์เรือง หนึ่งในคณะกรรมการบริหาร คณะก้าวหน้า อดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ร่วมเป็นวิทยากร

โดย รศ.ดร.รงค์ กล่าวว่า ตนมองการเลือกตั้งอบจ.และการเมืองท้องถิ่นออกเป็น 2 มิติ 1.มิติการเมือง 2.มิติการบริหารจัดการ ซึ่งในมิติการเมือง นายก อบจ.ไม่เหมือนกับนายกฯอิ๊งค์ เพราะนายกฯ อิ๊งค์เลือกจากสภาผู้แทนราษฎร แต่นายก อบจ.เลือกตั้งโดยตรง ทําให้ศักดิ์ศรีแตกต่างกัน แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง เพราะตอบสนองกับปลัดกระทรวงและรัฐมนตรี

แต่ขณะเดียวกัน นายก อบจ.ตอบสนองกับประชาชนโดยตรง จึงมีความสง่าในการบริหารจัดการท้องถิ่น ทั้งบริหารเมือง เทศบาล หรือ อบต. ดังนั้น ในมิติการเมือง นายก อบจ.ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เลือกเพื่อไปเป็นลูกน้องผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เลือกเพื่อเป็นลูกน้องของประชาชน สมมุติว่าหากมังคุดราคาถูก ก็ต้องไปหา อบจ. ไปเทประท้วงที่หน้าศาลากลาง ไม่มีโรงเรียน หรือเมื่อมีปัญหา ก็ต้องไปหา อบจ. เพราะ อบจ.หลายแห่งทำโรงเรียน หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

Advertisement

ส่วนในมิติการบริหารจัดการ นายก อบจ.ปกป้องงบประมานต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแผนที่เสนอมา ต้องแน่นไปด้วยการตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ไม่งั้นก็ไม่ผ่าน ดังนั้น อบจ.คือตัวขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ท้องถิ่นอยู่ภายใต้รัฐรวมศูนย์ เพราะฉะนั้น นายก อบจ.ต้องปกป้องแผนการใช้งบท้องถิ่นจากกระทรวงมหาดไทย และประสานแผนการใช้งบกับผู้ว่าราชการจังหวัด หากนายก อบจ.มีบารมีมากพอ ในแง่การบริหารจัดการ จะทำอะไรก็ทำได้เลย

ในส่วนมิติความขัดแย้งในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น มีงานวิจัยระบุว่าในอดีตเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ก็มียิงกันตายเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง หรือความขัดแย้งเรื่องฮั้วงาน แต่ปัจจุบันความขัดแย้งที่แฝงอยู่ คือความขัดแย้งระหว่างนายก อบจ.กับกระบวนการทำงาน ดังนั้นวันนี้ต้องระวังให้ดี เพราะเป็นความขัดแย้งซ่อนรูป ไม่ได้ยิงกันรุนแรง แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม เนื่องจากวันนี้การแข่งขันแบบกลุ่ม รับการแข่งขันระหว่างพรรคไปเยอะ ตนจึงตั้งขอสังเกตว่า ผลกระทบที่เกิดจากการแข่งขันนี้ จะนำไปสู่การบล็อกโอกาสที่จะได้ทรัพยากรจากรัฐบาล

รศ.ดร.รงค์ กล่าวว่า ส่วนการวิเคราะห์สนาม อบจ.ในภาคใต้ มองว่ากระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาแรง แต่จะเปลี่ยนไปทางไหนอันนี้เรื่องใหญ่ โดยคู่ต่อสู้แบ่งเป็นกลุ่มกับพรรค โดยมีพรรคสีส้มที่ประกาศส่งชัดเจน กับกลุ่มสายอนุรักษ์ที่แบ่งเป็นหลายกลุ่ม แต่กลุ่มเหล่านี้เคยหนีจากพรรคเดิมที่เคยบอกว่าส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้ และไม่ลงในนามพรรค แต่บางจังหวัดก็เป็นการแข่งระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม เพราะพรรคส้มไม่อาจหาญพอ

ทั้งนี้ ตนไม่เชื่อว่าภาคใต้จะมีบ้านใหญ่มากนัก แต่ถ้ามีก็มีความหลากหลาย อย่างในพัทลุง สุราษฎร์ธานี นราธิวาส สตูล ยะลา เชื่อว่าค่อนข้างนิ่งแล้ว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีการผสมปนเป ทั้งสีนํ้าเงินปนกับสีฟ้า บ้างก็มีสีแดงมาปน ส่วนในภูเก็ต แม้พรรคสีส้มจะมี ส.ส. 3 คน แต่จากที่ตนติดตามกระแส มองว่ากระแสไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม โดยหลักการไม่เชื่อว่าภาคใต้จะเกิด underground war (การซื้อเสียง) ด้วยข้อเท็จจริงจากการเลือกตั้ง อบจ.ที่ผ่านมา ใครลง underground war คนนั้นแพ้ และจะส่งผลต่อการใช้กลยุทธ์นี้ในอีก 1 สัปดาห์

หลังจากนี้ ตนทราบจากแหล่งข้อมูลว่ากลัวกันทั้งนั้น จึงขอให้ประชาชนอย่าสนใจ ขอให้เลือกใครก็ได้ที่เป็นคนดี ทั้งนี้ เชื่อว่าในภาคใต้จะเปลี่ยนแรง แต่เปลี่ยนยังไง นํ้าหนักก็ยังอยู่ที่กลุ่มมากกว่าพรรค และมีแนวโน้มเป็นกลุ่มนํ้าเงิน เพราะกลุ่มนี้ไม่ซื้อเสียง และกระแสไม่ซื้อเสียงก็มาแรงตั้งแต่ตอนเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราชแล้ว

ส่วนการเลือกตั้งอบจ.จะส่งผลถึงการเลือกตั้งใหญ่ปี 2570 หรือไม่นั้น เกี่ยวกันอย่างมีนัยสําคัญ แต่ก็ไม่โดยตรง เพราะการเลือกตั้งระดับชาติมีหลายปัจจัย ทั้งผลงานรัฐบาลปัจจุบัน หรือใครจะสะดุดขาใคร รวมถึงการแข่งขันที่สูง แต่การเลือกนายก อบจ.และ สจ. จะทําให้ขุนพลในการเลือกตั้งปี 2570 เกิดความหึกเหิม เป็นสนามทดสอบสูตรและบางกลยุทธ์มากกว่า

ส่วนจะฝากอะไรถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ได้คนดี ได้คนสีขาว แต่ต้องเป็นสีขาวที่ทำงานเป็น ไม่ใช่ยืนเป็นกระดาษสีขาวไม่ทำอะไรเลย เป็นสิ่งที่ไม่ควร ฝากเลือกตั้งคนดีๆ เพราะ อบจ.ท้าทายตัวเองต่อการทำภารกิจให้สมตามเจตนารมณ์ ถ้าอบจ.ได้ทำแล้ว นักการเมืองระดับชาติก็ไปทำหน้าที่นิติบัญญัติได้ ไม่ต้องยืนหารือในสภา 2-3 นาที หรือวิ่งหาผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะนายก อบจ. และ สจ. เป็นทั้งอำนาจตามกฎหมายและมีบทบาทในการตอบสนองคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ เพราะฉะนั้น เลือกเอาคนดีไปบริหารเงินและอำนาจ เพื่อให้คุณภาพชีวิตดีกว่าที่เป็นอยู่

ด้านนายสาธิต กล่าวถึงความสำคัญของการเลือกตั้งนากยกอบจ.ว่า ตามหลักการกระจายอำนาจแล้ว การเลือกตั้ง อบจ. มีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็เน้นเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่ง อบจ. เป็นหน่วยใหญ่ของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เป็นหน่วยย่อย ซึ่งขอให้เครดิตกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้สนับสนุนการกระจายอำนาจ ที่เล็งเห็นว่าเป็นการกระจายความเจริญไปพร้อมกัน แต่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมีอุปสรรคเรื่องการทุจริต การคอรัปชัน แต่ก็ยังน้อยกว่าในภาคใหญ่ของประเทศ และอีกปัญหาคือเมื่อกระจายอำนาจแล้วทำให้เกิดภาวะขาดคน ขาดบุคลากร เช่น การจะโอนระบบการศึกษา หรือระบบสาธารณสุขไปยัง อบจ. แล้ว จะมีบุคลากรเข้าไปทำงานหรือไม่ ฉะนั้นก็อยู่ที่การบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจไปยัง อบจ. ทำให้เกิดการสร้างสมดุลระหว่าง “อำนาจ” และ “ความอิสระ” ที่เป็นหลักสำคัญในการทำงานของท้องถิ่น

การกระจายอำนาจมีความจำเป็น แต่ต้องทำควบคู่กับการตรวจสอบที่เข้มข้น โดยปัจจุบันการกำกับดูแลในส่วนของนายก อบจ. นั้น ขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัดที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม ฉะนั้นหากประชาชนทุกคนมีความเข้าใจในหลักของประชาธิปไตย เข้าใจการเลือกตั้งอย่าง 100% การเลือกตั้งจะเป็นการตัดสินทั้งหมดตามหลักประชาธิปไตย โดยมีประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบ” นายสาธิต กล่าว

นายสาธิต อธิบายเพิ่มเติมว่า หลักการสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจและความอิสระนั้น เดิมเรามักจะพูดกันว่า “อะไรทำไม่ได้” หรือ “อะไรที่ทำได้” วันนี้เราเปลี่ยนได้หรือไม่ ให้ท้องถิ่นทำได้หมดทุกอย่างภายใต้หลักของกฎหมาย ขึ้นอยู่กับผู้บริหารอำนาจว่าจะใช้ข้อยกเว้นทางกฎหมายมาสร้างประโยชน์ให้ประชาชน หรือแก้ไขปัญหาให้กับจังหวัดอย่างไร อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของการปกครงส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือ อบต. มีหน้าที่อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง

ขณะที่มุมมองการเมืองท้องถิ่นในสายตาประชาชนที่มีการแบ่งบ้านเล็กบ้านใหญ่ สมัยก่อนจะเห็นภาพของแต่ละท้องถิ่นมีความขัดแย้งกัน มีการใช้ความรุนแรง แต่ต้องให้ความเป็นธรรมว่านั่นเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แต่ปัจจุบันเราเห็นแล้วว่า “ใครที่มีลักษณะเป็นนักเลง เป็นผู้มีอิทธิพล” มักจะไม่ได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง เพราะอย่างที่บอกว่าประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบในระดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้นนักการเมืองทั้งบ้านเล็ก บ้านใหญ่ต้องปรับตัว โดยตนมองว่าการบริหารประเทศนั้น อย่าจำกัดเรื่องคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า ต้องเรียงความสำคัญให้ถูกคือ “ต้องเป็นคนดี” ตามมาด้วย “ประสบการณ์” ที่รู้ปัญหา รู้จักพื้นที่นั้นและสามารถบริหารงานได้

นายสาธิต วิเคราะห์ทิศทางของ “นายก อบจ.” ในจังหวัดภาคตะวันออกว่า ให้น้ำหนักของการสื่อสาร โดยเฉพาะการนำความจริงไปสู่ประชาชน เพราะต่อให้เป็นคนทำงานที่มีผลงานดี แต่ไม่สามารถสื่อสารไปสู่ประชาชนได้ ก็สู้ไม่ได้ ถือเป็นหนึ่งในความยากลำบากของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง นายก อบจ. เพราะการรับรู้ของคนในสังคมปัจจุบันร้อยละ 60-70 เป็นพลังโซเชียล

ฉะนั้น หากมองในหลักนี้ “พรรคประชาชน” จะได้เปรียบเพราะมีต้นทุนของโซเชียลอยู่มาก แต่อย่างไรก็ตาม การสื่อสารด้วยออนไลน์ก็มีจุดอ่อนคือ ความเร็วของข้อมูล โดยต้องยอมรับว่าฐานเสียงของพรรคประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนทำงาน อายุต่ำกว่า 40 ปีลงมา แต่ก็มีเรื่องคุณภาพของคน ไม่ว่าจะเป็นผู้แทน คนทำงาน ซึ่งปรากฏในโซเชียลมีเดีย ทำให้ต้นทุนที่มีอยู่ไม่ฟูเหมือนตอนเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา

“ผลแพ้ชนะของ นายก อบจ. ในครั้งนี้ ใครที่สื่อสารไปถึงประชาชนผู้ตัดสินใจเลือกได้ สื่อสารสู่กลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าก็จะได้รับชัยชนะ ประชาชนมีความรู้ เขาฉลาด ใครจะไปโน้มน้าวไม่ได้ เพราะมีข้อมูลของตัวเอง ฉะนั้นเราก็ต้องตัดสินกันจากการสื่อสารความจริงไปสู่ประชาชน” นายสาธิต กล่าว

นายสาธิต กล่าวในช่วงสุดท้ายว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการพิสูจน์มาหลายทศวรรษว่าเป็นระบบที่สนองต่อความต้องการของประชาชนมากที่สุด หัวใจของประชาธิปไตยคือ “การเลือกตั้ง” ที่ต้องมีคุณภาพ ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งต้องเข้าใจ และเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น เพราะเป็นหนึ่งในหน้าที่ของคนไทยที่ระบุไว้ในประชาธิปไตย ฉะนั้นการเลือกตั้งในทุกระดับเป็นหน้าที่โดยตรงของประชาชน เพื่อให้ได้ตัวแทนของประชาชนที่ทรงอำนาจผ่านการกลั่นกรองจากประชาชนเอง

ขณะที่นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ความสำคัญของการเลือกตั้ง นายก อบจ. มีความสอดคล้องกับการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งจะต่างจาก “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ที่มาจากการแต่งตั้ง ถ้ามองในมุมคนทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากกว่า เห็นได้ชัดว่า นายก อบจ. ทำงานใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ตอบโจทย์ในท้องถิ่นมากที่สุด เพราะแต่ละจังหวัดมีบริบท ความต้องการต่างกัน เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอาชีพ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ตนจะยึดหลักการของ อบจ. ว่า “ประชาชนคิด อบจ.ทำ” ขณะที่ ผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งของส่วนกลาง ดังนั้นประชาชนคิด แต่ผู้ว่าฯ อาจจะไม่ทำก็ได้ เพราะผู้ว่าฯ อาจตอบสนองนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งนี้ หาก นายก อบจ. และผู้ว่าราชการฯ ประสานทำงานร่วมกัน ก็จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ประชาชนมากที่สุด

หน้าที่หลักของ อบจ. คือการจัดเก็บภาษี การบริหารสาธารณูปโภคพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในส่วนหนึ่งที่ไปสนับสนุนงานของรัฐบาลกลาง เช่น กรมทางหลวงทำถนนทางหลวง แต่ทางย่อยต่างๆ อบจ. ทำได้ เพราะ อบจ. เป็นพี่ใหญ่ของท้องถิ่น สิ่งที่ อบต. และเทศบาลทำไม่ได้ แต่ทาง อบจ. ทำได้ นอกจากนั้น อบจ. ยังสามารถประสานรัฐบาลกลางเพื่อของบประมาณเพิ่มเติมได้ วันนี้ อบจ. ทำเยอะมาก อย่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เมื่อก่อนเป็นอำนาจของกระทรวงสาธารณสุข แต่วันนี้ 5 จังหวัด สามารถถ่ายโอนมายัง อบจ. แล้ว ทำให้เกิดการยกระดับ รพ.สต. ให้เป็นพรีเมี่ยมได้ในหลายแห่ง” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

จุดพลิกเกมศึกเลือกตั้ง นายก อบจ. ในจังหวัดทางภาคเหนือ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าด้วยบริบทของพื้นที่ภาคเหนือจะมี 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยแรก ชาวเหนือยังให้ความรักกับพรรคเพื่อไทยอยู่ และ ปัจจัยที่ 2 ผู้สมัครแต่ละคนมีแสงของตัวเอง อย่างเช่นอดีต นายก อบจ.แพร่ ลำพูน เชียงใหม่ เป็นต้น บางคนมีผลงานมากกว่า 4 ปี ตอบสนองประชาชนได้จริง ตามหลักการของประชาชนคิด อบจ.ทำ ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ก็จะมีการประสานงานระหว่างคนในพรรคได้ดี เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก เราไม่สามารถจับมือประชาชนไปกาลงคะแนนได้ เพราะอำนาจตัดสินใจอยู่ที่ประชาชน แต่เชื่อว่าผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง นายก อบจ. จากพรรคเพื่อไทยจะได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน

“อย่างกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ภาคเหนือใน จ.เชียงใหม่ เป็นการกระตุ้นความตื่นตัวของประชาชน ขณะเดียวกันการเลือกตั้งในภาคอีสานก็มีความเข้มข้น โดยใน 20 จังหวัดภาคอีสาน ในอดีตที่ผ่านมา 20 ปี คนอีสานไม่เคยทิ้งเพื่อไทย แม้แต่การเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา ถึงจะได้น้อยบ้างแต่ก็ยังได้หลายพื้นที่อยู่ เพราะเขายังเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยกินได้ มาจากยุครัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ที่ได้เห็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมาจนกระทั่งปัจจุบันที่เป็น 30 บาทรักษาทุกที่ในรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ก็มองว่าในจังหวัดอุบลราชธานี ถือว่ายากที่สุด เพราะมีพรรคประชาชนเข้าไปเป็นคู่แข่งขัน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวในที่สุดว่า ระบบประชาธิปไตย โดยประชาชนเพื่อประชาชน เชื่อว่าการเลือกตั้ง นายก อบจ. และ ส.อบจ. โดยวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ที่จะมีการเลือกตั้ง อบจ. ใน 47 จังหวัด มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง นายก อบจ. รวม 192 คน และสมาชิกอีก 7,007 คน จะเป็นตัวเลือกที่ดีให้ประชาชนใน 47 จังหวัดได้เลือกตัวแทนของประชาชนโดยตรง เพื่อให้มาดูแลงบประมาณของประชาชน ซึ่งจะเป็นไปตามปรัชญาว่า “ประชาชนในจังหวัดคิด นักการเมือง คือ อบจ. หรือ ส.อบจ. ต้องทำ” ประชาชนต้องไปใช้สิทธิกันเยอะๆ เพื่อประโยชน์ของคนในท้องถิ่น และหากพบการซื้อเสียงต้องปฏิเสธและแจ้งไปยัง กกต. ตนเชื่อว่ายุคปัจจุบัน การเมืองจะเข้มแข็ง ใสสะอาด โปร่งใส เชื่อว่า อบจ. นักเลง เจ้าพ่อ หรือคนใช้เงินในการเลือกตั้ง ต้องหมดไปในปี 2568

ด้านนายชํานาญ กล่าวถึงความสําคัญของ อบจ.ว่า อบจ.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจ ฤทธิ์เดช และมีแสงมากที่สุดในบรรดาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่คนรู้จักน้อยที่สุดหากเทียบกับเทศบาล อบต. เมืองพัทยา หรือ กทม. ส่วนอำนาจหน้าที่ของ อบจ.นั้น อะไรก็ตามที่ อบต.กับเทศบาลทําได้ อบจ.ก็ทําได้ทุกอย่าง และ อบจ.มีอํานาจที่มีแสงมากกว่าคือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด สามารถเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมาชี้แจงได้

ส่วนการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งนายก อบจ. ที่มีการวิเคราะห์ว่า การแข่งขันเชิงนโยบายกันมากขึ้น เพราะมีฐานเสียงคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นมานั้น แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ตนมองว่าเรื่องนโยบายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะตัวนายก อบจ.ต้องมีแสงในตัว มีอำนาจและความรู้ การันตีว่าไม่ใช่ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้ และที่สำคัญ นโยบายที่เขาหาเสียง ต้องเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับปัญหาของจังหวัดนั้นๆ เช่น จังหวัดเชียงใหม่มีปัญหาเรื่องหมอกควัน จังหวัดลำพูนเรื่องลำไย จังหวัดระยองเป็นเรื่องประมง สิ่งเหล่านี้ต้องประกอบกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีพัฒนาการจากอดีตไปเยอะมาก เพราะที่ผ่านมาไม่มีนโยบาย มีแต่บ้านใหญ่ เพราะนับตั้งแต่ปี 2563 ไม่ว่าจะบ้านใหญ่ขนาดไหน ก็ต้องเดินตลาด อยากได้เสียงเขาก็ต้องยกมือไหว้ ถ้านั่งแต่บนบ้านหลังใหญ่ก็หนาว ที่สำคัญ ต้องมีความใกล้ชิดกับประชาชนที่ไปเลือก อย่างป้ายหาเสียงสมัยก่อน ต้องใส่เสื้อราชการเต็มยศ แต่สมัยนี้ต้องใส่เสื้อยืด หรือเสื้อแจ็คเก็ต

ส่วนการวิเคราะห์สนาม อบจ.ในภาคเหนือ หากพูดแบบถ่อมตัวก็คาดเดาไม่ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ส่วนตัวคิดว่างานนี้สนุก เพราะภาคเหนือไม่ค่อยเหมือนกับภาคอื่น คือไม่มีบ้านใหญ่แบบผูกอมตะมหานิรันดร์การจริงๆ ทั้งนี้ ในส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เชื่อว่าจะมีความสูสีกัน แต่ก็เชื่อว่าสีส้มก็มีโอกาส อย่างเช่นสมัยก่อนใครจะคิดว่าพรรคอนาคตใหม่จะได้ ส.ส. 80 ที่นั่ง หรือพรรคก้าวไกลจะได้ 161 เสียง ดังนั้นใครจะว่ายังไงเรื่อง อบจ. ที่ว่าพรรคสีส้มสะกดคำว่าชนะไม่เป็น แต่ตนก็ยังมองว่าครั้งนี้มีโอกาส อย่างน้อยก็ 5 จังหวัด

นายชำนาญ กล่าวต่อว่า ส่วนในจังหวัดอื่นๆ ก็มีความเปลี่ยนแปลงมาตลอด แต่หากถามว่าใครจะชนะก็คาดเดายาก ส่วนที่คนจับตาที่จังหวัดเชียงใหม่ เพราะมีการเมืองใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องนั้น แม้ว่าอดีตพรรคก้าวไกลจะเคยได้ ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่จำนวนมาก แต่ตนมองว่าโดยนัยจริงๆ แล้ว ไม่ได้หมายความว่า ส.ส.จะส่งผลต่อการเลือกนายก อบจ. เพราะอยู่ที่แสงของผู้สมัครด้วย รวมถึงวิธีการรณรงค์ ความเข้าอกเข้าใจของประชาชน และอย่าลืมว่าทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคส้มก็ตาม ส.ส.แต่ละคนก็อยากเชียร์แต่ละคนไม่เหมือนกัน หรือไม่ก็ใส่เกียร์ว่าง ส่วนในภาคใต้พรรคสีส้มจะมีโอกาสลุ้นหรือไม่นั้น ก็มีโอกาสลุ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต แม้จะมีคนบอกว่ากระแสไม่ดี แต่ใครจะรู้

ส่วนการเลือกตั้ง อบจ. จะส่งผลถึงการเลือกตั้งใหญ่ปี 2570 หรือไม่นั้น ในประเทศที่การเมืองเข้มแข็ง การเมืองท้องถิ่นจะส่งผลต่อการเมืองระดับชาติแน่นอน หากพรรครัฐบาลแพ้ หรือคะแนนนิยมห่างเยอะ ส่วนข้างบนก็ต้องระมัดระวัง อย่างในประเทศฝรั่งเศส สภาสูงมาจากตัวแทนท้องถิ่นทั้งหมด แต่ในส่วนของประเทศไทย การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้ ไม่มีผลและนัยสำคัญอะไรทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ว่า คะแนนที่ได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ จะสะท้อนนัยสําคัญที่สื่อว่าทิศทางในอนาคต รวมถึงการเลือกตั้งในปี 2570 จะเป็นอย่างไร แม้จะเทียบไม่ได้กับการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ดังนั้นใครจะว่ายังไงก็ช่าง แต่ส่วนตัวมองว่าตอนนี้ถึงยุคของการเปลี่ยนแปลงแล้ว การเมืองระดับชาติเปลี่ยนแล้ว เราสร้างบทพิสูจน์ได้แล้วว่า ไม่ซื้อเสียงก็เป็นผู้แทนได้ เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมาก ยืนยันว่าเราสะกดคําว่าชนะเป็นแน่นอน

ส่วนจะฝากอะไรถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ อบจ.มีอำนาจหน้าที่ และบทบาทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ตื่นจนนอน ซึ่งเมื่ออำนาจของ อบจ.มีเยอะ เราก็ต้องหาคนรับผิดชอบให้ถูก ไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ส.ในการไปยืนหารือในสภา 1-2 นาที ดังนั้นหากเรามีนายก อบจ.ที่เราเลือกกับมือเอง แม้ท่านจะรับเงินมาก็ตาม แต่เขาก็ต้องมีความรับผิดชอบ