หน้าแรก การเมือง กลาโหม เปิด 2...

กลาโหม เปิด 2 จุด ส่งไฟให้เมียวดี กสทช.ทบทวนสัญญาอินเตอร์เน็ต พร้อมถอดจานหากทำผิด

24.01.25 | 12:08 น.
ภาพประกอบ

กห.เปิดข้อมูล 2 จุด หลังพิสูจน์ชัดเลี้ยงเมืองคอลเซ็นเตอร์ ฝั่งเมียนมา เผย กสทช. ทบทวนสัญญาเอกชนขอใช้อินเตอร์เน็ต พร้อมถอดจานรับสัญญาณหากกระทำผิด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 มกราคม ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจ้งเพิ่มเติม ในการดำเนินการจัดการ การจำหน่ายกระแสไฟฟ้าข้ามแดนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อสร้างสมดุลและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โดยก่อนหน้านี้มีการจ่ายไฟฟ้าข้ามแดนจำนวน 4 แห่ง แต่ในปัจจุบันได้มีการปรับลดเหลือเพียง 2 แห่ง ได้แก่

1.บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2
2. บ้านห้วยม่วง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ยังคงจำหน่ายไฟฟ้าให้พื้นที่อำเภอเมียวดี จังหวัดเมียวดี เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตของประชาชนเมียนมา

ส่วนพื้นที่ที่ถูกระงับการจำหน่ายไฟฟ้า 2 เเห่ง คือ
1.บ้านแม่กุใหม่ท่าสองยาง อ.แม่สอด จ.ตาก (เคเค พาร์ค)
2.บ้านวังผา อำเภอแม่ระมาดจ.ตาก (ชเวก๊กโกง)

ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าว เป็นเเหล่งที่ตั้งที่คาดว่าจะเป็นแหล่งการพนันผิดกฎหมาย รวมถึงเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ เเก็งคอลเซ็นต์เตอร์

Advertisement

พล.ต.ธนาธิป กล่าวว่า สำหรับการติดตั้งเสาไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่ เพียงแต่มีการระงับการจ่ายไฟฟ้าไปเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.66 ซึ่งการดำเนินการจ่ายไฟฟ้าจะทำเป็นสัญญาปีต่อปี

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวอีกว่า ในส่วนการจัดการสัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินกิจการ ได้รับการตรวจสอบและควบคุมอย่างเข้มงวด โดยหน่วยงานความมั่นคงร่วมกับสำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อช่วงเดือนต.ค.67 กรณีการทำสัญญาอย่างถูกต้องกับกสทช.จะทำการถอดจานส่งสัญญาณ แต่ยังคงเสาสัญญาณไว้ ส่วนกรณีลักลอบติดตั้ง จะทำการรื้อถอนเสาสัญญาณและจานส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมถึงตัดสายสัญญาณที่ลักลอบข้ามแดนในพื้นที่ชายแดน เช่น ตำบลวาเล่ย์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่

โดยมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจในระบบการสื่อสารที่ถูกต้อง ปลอดภัย และลดปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ผิดกฎหมาย โดยสรุปในการดำเนินงาน ทั้งด้านพลังงานและการสื่อสารดังกล่าว มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงในเขตชายแดนของประเทศไทย เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ