ศึกสายเลือดเมืองชาละวัน น้า-หลาน ‘ภัทรประสิทธิ์’ ชักธงรบ ท้าชิงเก้าอี้นายก อบจ.พิจิตร
สนามเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิจิตร เป็นอีกจังหวัดที่น่าจับตาอย่างมาก เพราะเป็นการแข่งขันกันเองระหว่างผู้สมัครในครอบครัวเดียวกันของบ้านใหญ่ “ภัทรประสิทธิ์”
แต่เดิมตระกูลภัทรประสิทธิ์เน้นการเลือกตั้งสนามใหญ่ โดยครองที่นั่ง ส.ส.เขตมายาวนาน ตั้งแต่ครั้งยังสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่เสียพื้นที่ไปหนึ่งสมัยให้พรรคพลังประชารัฐ จนย้ายเข้าค่ายสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย กระทั่งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ที่พรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่งทั้ง 3 เขต โดย 2 เขตเป็นของบ้านใหญ่ ภัทรประสิทธิ์ อีกที่นั่งเป็นของ “ลูกยอด ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์” ลูกชาย “เสธหนั่น สนั่น ขจรประศาสน์” อดีตรองนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ

ส่วนสนามการเมืองท้องถิ่น “เจ้าสัวประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์” ประมุขแห่งตระกูลภัทรประสิทธิ์ อดีตเป็นรัฐมนตรีหลายสมัย และ “วินัย ภัทรประสิทธิ์” ส.ส.พิจิตรหลายสมัย จัดทัพส่ง “ผู้กำกับกบ–พ.ต.อ.กฤษฎา ภัทรประสิทธิ์” ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องลงสนามเลือกตั้งปี 2563 ในนามบ้านสีเขียว และสามารถล้มแชมป์เก่า 6 สมัย “ชาติชาย เจียมศรีพงษ์” ที่นั่งบริหารมายาวนานกว่า 20 ปี ด้วยคะแนนถล่มทลาย ยึดที่นั่งท้องถิ่นมาเป็นของ “ภัทรประสิทธิ์” ได้เป็นผลสำเร็จ
แต่ผู้กำกับกบนั่งบริหารงานไม่ทันครบ 4 ปี กลุ่มบ้านสีเขียวเกิดอาการบ้านแตก เกิดศึกภายในมีปากเสียงกันรุนแรงหลายเรื่อง เป็นเหตุให้ประดิษฐ์และผู้กำกับกบไม่มองหน้ากันจวบจนทุกวันนี้
ยังผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ เจ้าสัวประดิษฐ์ประกาศชัดเจนจะไม่สนับสนุนลูกพี่ลูกน้องเหมือนครั้งที่ผ่านมาอีกเด็ดขาด ส่วนผู้กำกับกบไม่สนใจหันไปรวบรวมกลุ่มคน และกลุ่มสมาชิกสภา อบจ.พิจิตร กว่า 50-60 เปอร์เซ็นต์ ลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.อีกสมัย
ส่วนเจ้าสัวบ้านใหญ่ภัทรประสิทธิ์กลับส่งหลานชาย “กฤษฏ์ เพ็ญสุภา” นักธุรกิจคนรุ่นใหม่ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล “เพ็ญสุภา” ผู้บริหารตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นลูกพี่สาวลงสนามท้าชิงเก้าอี้จากน้ากบ เปิดตำนานศึกสายเลือดของบ้านใหญ่เมืองพิจิตรขึ้นเป็นครั้งแรก
การเลือกตั้งนายก อบจ.พิจิตร มีผู้สมัครรวม 4 ราย คือ หมายเลข 1 พ.ต.อ.กฤษฎา ภัทรประสิทธิ์ อดีตนายก อบจ.สมัยล่าสุด หมายเลข 2 นายกฤษฏ์ เพ็ญสุภา หมายเลข 3 นายประชา โพธิ์ศรี และหมายเลข 4 นายสุขเสริม ไพบูลย์ศิริ โฟกัสการแข่งขันจับไปที่ คู่อาหลาน “กฤษฎา–กฤษฏ์”
เทียบฟอร์มคู่ชิงที่ถูกจับจ้อง ผู้กำกับกบ–พ.ต.อ.กฤษฎา นอกจากมีลูกทีม ส.อบจ.เดิมและฐานเสียงเดิมที่เคยสนับสนุนแล้ว ยังมีนักการเมืองรุ่นใหญ่เมืองชาละวัน ทั้ง “ไพฑูรย์ แก้วทอง” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย, สุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี “นาวิน บุญเสรฐ” อดีต ส.ส.พิจิตร เขต 3 และอีกหลายฝ่ายที่เป็นคู่ปรับเก่าของเจ้าสัวแทคทีมกันช่วยผู้กำกับกบเพื่อหวังเอาชนะหลานชายประดิษฐ์
ผู้กำกับกบ ออกหาเสียงโดยใช้ฐานเสียงเดิมที่เคยสนับสนุน ชูนโยบายการพัฒนาแหล่งน้ำทางด้านการเกษตร เนื่องจากจังหวัดพิจิตรเป็นเมืองเกษตรกรรม มีพื้นที่กว่า 400,000 ไร่ เพื่อให้ชาวนาทำนาได้มากขึ้นจากปีละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ขณะเดียวกันจะพัฒนาทางด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตประชาชนด้วย

ด้านผู้ท้าชิง “กฤษฏ์ เพ็ญสุภา” ถือเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ มีประสบการณ์ในการบริหารตลาดสี่มุมเมือง ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล “เพ็ญสุภา” ผู้บริหารตลาดสี่มุมเมือง ตลาดผักผลไม้ที่เป็นศูนย์กลางค้าส่งแห่งใหญ่ย่านปทุมธานี ก่อนชิมลางสนามเลือกตั้ง ประดิษฐ์ส่งหลานชายไปเรียนรู้งานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนเปิดตัวเป็นผู้สมัครชิงนายก อบจ.พิจิตร
นอกจากได้รับการสนับสนุนจาก ประดิษฐ์–วินัย ภัทรประสิทธิ์ แล้ว ประดิษฐ์ยังใช้ฐานเสียงเก่าสมัยยังเป็น ส.ส.พิจิตร และฐานเสียงกลุ่มอดีตสมาชิกสภาจังหวัดที่มาอยู่ร่วมค่ายอีกทางหนึ่งด้วย
พร้อมกันนี้ กฤษฏ์ยังชูแคมเปญ “เป็นนายก อบจ. 24 ชม. ไม่ใช่นายกไปเช้าเย็นกลับ” พร้อมนโยบาย 5 ข้อหลัก พิจิตรเมืองเจริญ มอบเงินตำบลละ 1 ล้านผ่านการประชาคมความต้องการของชาวบ้าน โดยไม่ต้องผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล, พิจิตรเมืองสมบูรณ์ ใช้คาราวานเครื่องจักรแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม ขุดลอกแหล่งน้ำให้เสร็จสิ้นในแต่ละพื้นที่ โดยไม่ต้องย้ายเครื่องจักร ให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
พิจิตรเมืองสุขภาพดี จะมีการพัฒนาขีดความสามารถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในความดูแลของ อบจ. ให้มีความพร้อมให้บริการผู้ป่วยถึงบ้าน โดยไม่ต้องให้ผู้ป่วยไปแออัดที่โรงพยาบาล, พิจิตรเมืองกีฬา สนับสนุนให้มีการเล่นกีฬา ต่อยอดจากทั้งสนามฟุตบอล สนามจักรยาน ซึ่งได้มาตรฐานระดับประเทศ ให้เกิดการแข่งขันกีฬาให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการดึงเม็ดเงินทางด้านเศรษฐกิจ ด้านกีฬาเข้าจังหวัดพิจิตร และนโยบายพิจิตรเมืองท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวเต็มอิ่มกับการเดินทางมาจังหวัดพิจิตร ใช้เวลาในจังหวัดพิจิตรให้มากขึ้น มีการต่อยอดการพัฒนาบึงสีไฟให้เป็นบึงสีไฟไลฟ์ปาร์ก ต่อยอดสร้างอควาเรียมสัตว์น้ำ พิพิธภัณฑ์ รวมถึงสวนสาธารณะเพิ่มเติม

ส่วนผู้สมัครอีกสองราย “ประชา โพธิ์ศรี” ลงสมัครอิสระ กลุ่มประชาชนคนพิจิตร แต่สวมเสื้อส้ม โดยชูสโลแกน ก้าวหน้า ก้าวไกล เพื่ออนาคตใหม่ของประชาชน ชูนโยบายบริหารด้านต่างๆ อาทิ ขุดสระทำแก้มลิงป้องกันน้ำท่วม และกักน้ำใช้ในฤดูแล้ง, สร้างตลาดกลางส่งเสริมผลผลิตพืชผักทางการเกษตร, นำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดิน, ยกระดับอนามัยชุมชน มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุไร้ญาติ, สร้างมหาวิทยาลัยพิจิตร

ส่วน “สุขเสริม ไพบูลย์ศิริ” เป็นอดีตรองนายก อบจ.พิจิตร ทีมบริหารเดิมของผู้กำกับกบ ลงสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่มีการหาเสียงแต่อย่างใด ทำให้ชาวบ้านงงว่าจะลงทำไมสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ต่างบอกว่า เลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่น่ากลัวมากที่สุดเท่าที่แข่งขันกันมาในสนามการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากเป็นการแข่งขันของคนตระกูลเดียวกัน และต่างฝ่ายต่างประกาศ “แพ้ไม่ได้” เพราะเป็นทั้งการสู้เพื่อศักดิ์ศรีและวัดบารมี ว่าศึกรอบนี้ใครจะได้อำนาจบริหารไปครอง และย่อมส่งผลต่อการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าอีกด้วย
แต่ศึกสายเลือดรอบนี้ ระหว่างน้า–หลาน ใครจะเข้าวิน ต้องติดตามการแข่งขันในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

