หมายเหตุ – นักวิชาการได้สะท้อนกรณีพรรคภูมิใจไทยเปิดรับฟังความคิดเห็น และมีแนวความคิดที่จะเสนอปลดล็อกวาระดำรงตำแหน่งนักการเมืองท้องถิ่น 2 สมัย 8 ปี และลดอายุ ผู้บริหารท้องถิ่นจาก 35 ปี เป็น 25 ปี

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ก ารที่พรรคภูมิใจไทยเสนอปลดล็อกวาระดำรงตำแหน่งนักการเมืองท้องถิ่น 2 สมัย 8 ปี มองว่าวาระตำแหน่งได้ปรับปรุงแก้ไขกันมาตลอด เมื่อมีการเสนอ เห็นว่าจะเป็นการดึงเครือข่ายพันธมิตรทางการเมือง เครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น เป็นยุทธศาสตร์พรรคภูมิใจไทย ต้องการดึงพันธมิตรที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาอยู่ในเครือข่าย โดยแก้กฎหมายวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น จาก 2 วาระ ปลดล็อกให้ดำรงตำแหน่งได้ตลอด ถึงแม้ว่าจะอธิบายหลักการเพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนาท้องถิ่น เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ต่อยอดการทำงานที่ไม่มีรอยต่อในการทำงานท้องถิ่น
แต่หลักการควรมีวาระที่ชัดเจน เพราะตำแหน่งทางการเมืองเป็นตำแหน่งสาธารณะ ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ เข้ามาแสดงศักยภาพ ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะครองอำนาจไปชั่วชีวิต โดยหลักการผมไม่เห็นด้วย การเกิดกระบวนการในลักษณะเช่นนี้จะเป็นการทำลายการเรียนรู้ หากมีการสลับไปสลับมา วันดีคืนดีให้ดำรงตำแหน่ง 2 วาระ หรือปล่อยให้ดำรงตำแหน่งยาวไปส่งผลกระทบต่อประชาชนในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเมือง
อย่างไรก็ตาม เหตุผลการปลดล็อกที่พรรคยกมาถึงแม้จะมีหลักการและเหตุผลที่อธิบายก็ตาม มองว่าเป็นเรื่องเหตุผลทางการเมืองมากกว่า
แน่นอนเกิดผลกระทบ เพราะว่ากระบวนการการเมืองทุกคนจะต้องเกิดความรู้ ความเข้าใจ หรือเป็นแบบแผน และยอมรับว่าเป็นสถาบันทางการเมืองในระดับท้องถิ่น เพราะฉะนั้นผู้บริหารการเมืองท้องถิ่นควรมีวาระ อยากให้มีวาระทั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น รวมไปถึงการเมืองระดับชาติด้วยเช่นกัน ส.ส.ควรดำรงตำแหน่ง 2 วาระ รัฐมนตรีควรจะมี 2 วาระ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีควรมี 2 วาระเช่นกัน
หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะเห็นว่าต่างประเทศกำหนดวาระดำรงตำแหน่งทางการเมืองและจะไม่มีแก้ไข เพราะว่าเป็นวาระสำคัญในการเรียนรู้ทางการเมือง เป็นตำแหน่งสาธารณะจะต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาบริหารงานบ้าง การกำหนดวาระถือว่าเป็นวิธีการไม่ให้มีการผูกขาดทางการเมือง หากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีวาระ ถือว่าเป็นการผูกขาดทางการเมืองเกินไป จะทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนนั้นสามารถดำรงตำแหน่งไปได้ตลอดถ้าหากไม่มีคู่แข่งทางการเมือง หรือไม่มีกฎหมายมาควบคุมให้จำกัดวาระทางการเมือง
หากมามองการกระทำความผิดของผู้บริหารท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ถูกดำเนินคดี หรือปล่อยให้คดีขาดอายุความ ทำให้มองได้ถึงประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือ สตง. พบว่ามีความล้มเหลว ที่ผ่านมาพบว่าผู้บริหารท้องถิ่นมีการกระทำความผิดเยอะมาก แต่ประสิทธิภาพที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปโดยการดำเนินคดีกับผู้บริหารถือว่าต่ำมากจนหลายๆ คดีปล่อยให้หมดอายุความ ผู้บริหารท้องถิ่นไม่มีความผิด ทำให้มองการดำเนินคดีกับผู้บริหารท้องถิ่นไร้ประสิทธิภาพไปเลย ส่งผลให้บรรดานักการเมืองท้องถิ่นที่ต้องการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เกรงกลัวกระบวนการทางกฎหมายเลย เพราะหากกระทำผิดจริงกระบวนการยุติธรรมช้ามาก ทำให้คดีหมดอายุความ หรือไม่ก็หนีจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่น หากมองการปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องมองว่าเป็นเรื่องของหลักการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องความยุติธรรมทางการเมืองเป็นคนละเรื่องกัน การที่บอกว่าหากปลดล็อกทางการเมืองแล้วจะเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีรอยต่อ แต่ในทางการเมือง การดำรงตำแหน่งควรจะมีวาระ เพราะเป็นตำแหน่งสาธารณะ จะต้องให้คนอื่นเข้ามาบริหารด้วย โดยมีโอกาสเข้ามาแข่งขัน เพราะการไม่มีวาระจะเปิดโอกาสให้คนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ก่อนได้เปรียบตลอดเวลา ส่วนคู่แข่งขันมีโอกาสน้อยกว่าที่เข้ามาบริหารท้องถิ่น
การดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เหมาะสมที่สุดต้อง 2 วาระ 8 ปี ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น ทั้งผู้บริหารและสมาชิกสภา ซึ่งเป็นแบบแผนทางการเมืองที่ใช้กันทั่วโลก นอกจากนี้จะต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารการเมืองท้องถิ่น เพราะตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของตระกูล หรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งที่จะผูกขาดอำนาจ จึงควรจะต้องมีวาระดำรงตำแหน่งอย่างเคร่งครัด
ส่วนการลดอายุการดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นจาก 35 ปี มาเป็น 25 ปี ผมมองว่าบุคคลบรรลุนิติภาวะอายุ 20 ปี ถือว่าสามารถทำงานได้แล้ว ที่สำคัญ ส.ส.อายุ 25-26 ปี ก็ทำงานในระดับชาติได้แล้ว การที่ผู้บริหารท้องถิ่นอายุ 25 ปีเป็นต้นไปถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ท้าทายและสร้างแรงจูงใจที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่น ที่สำคัญปัจจุบันนายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านอายุก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ ก็มีบทบาททางการเมืองแล้ว ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้กลุ่มคนวัยแรงงานหันมาสนใจการเมืองท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
มีการพูดถึงใน 2 ประเด็นนี้คือ เรื่องอายุผู้บริหารท้องถิ่น และจำนวนวาระดำรงตำแหน่ง อันดับแรก ต้องเข้าใจภาพการทำงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนว่าเป็นการออกแบบระบบประชาธิปไตยในการปกครองตัวเองของประชาชน ในการเลือกผู้นำ ในเวอร์ชั่นของตัวเอง เพราะฉะนั้นในการเลือกผู้นำในเวอร์ชั่นของตัวเองสามารถเป็นเหมือนสนามทดลอง เป็นการย่อส่วนระบบของประเทศขึ้นมาให้อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลได้ผลเสียโดยตรงจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นการเลือกตั้งระดับชาติ เลือกไปแล้วหลายครั้ง นโยบายอาจใหญ่เกินไปจนกระทบต่อวิถีชีวิตเราหรือไม่ แต่ผู้นำท้องถิ่น ถ้าเลือกเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนายก อบจ., อบต. และเทศบาล จะกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนโดยตรง การเก็บขยะ สวนสาธารณะ ระบบสาธารณสุขในชีวิตประจำวันของเรา
สำหรับลดอายุนั้น ผมเห็นด้วยที่จะลดเป็น 25 ปี เพราะเกณฑ์ 35 ปี ไปล้อการเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าจะลดอายุเป็น 25 ปี พอจะเป็นไปได้ไหม แม้มีหลายคนตั้งคำถามว่า อายุ 25 ปี จะมีความรู้ มีประสบการณ์เพียงพอหรือไม่ในการที่จะบริหารประเทศ หรือบริหารท้องถิ่นของตัวเอง ในส่วนตัวผมมองว่า 25 ปี สามารถตัดสินได้ ถ้าประชาชนเห็นว่าอายุ 25 ปี ยังน้อยเกินไปก็ไม่ต้องเลือก ให้เป็นทางเลือกของประชาชนดีกว่า ว่าอายุเป็นเพียงคุณสมบัติหนึ่งที่ให้ประชาชนเลือก ประชาชนไม่มองแค่เพียงอายุอย่างเดียว มองทั้งประสบการณ์ มองวุฒิการศึกษา มองทั้งผลงานในอดีต เอาทุกอย่างมาชั่งรวมกัน คนที่อายุมากกว่าได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เกณฑ์อายุที่น้อยลงเหมือนเป็นการเปิดศึกให้กับคนที่จะลงแข่งขันกับนักการเมืองเก่าๆ เพื่อให้เกิดนักการเมืองหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมาหน่อย เป็นโอกาสที่ดี หลายคนกังวลว่าแบบนี้จะมีการเอาลูกหลานนักการเมืองท้องถิ่นที่อยากทำงานต่อมาสืบทอดอำนาจหรือไม่ ผมก็มอง บอกว่าต่อให้เป็นอายุ 35 ปี เขาก็สืบทอดอำนาจเหมือนกัน เพราะสุดท้ายการสืบทอดอำนาจคือการให้ประชาชนเลือกอยู่ดี ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ อายุ 25 หรือ 35 ก็ไม่ใช่นัยสำคัญที่จะบอกว่าอะไรเหมาะ หรือไม่เหมาะ ในส่วนตัวมองว่าถ้าลดลงมาได้ 25 ปี ก็ถือว่าดี
และอีกทางหนึ่งที่ตรงกันข้าม ไม่เห็นด้วย คือการปรับไม่ให้มีจำนวนครั้งวาระ เพราะว่าการที่กฎหมายออกมาเพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นมีวาระเฉพาะอยู่ ได้ครั้งละ 2 รอบ นี่เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าการเลือกตั้งโดยเฉพาะฝ่ายบริหารท้องถิ่นก็คือนายกต่างๆ นายก อบจ. นายกเทศบาล การที่จะเขย่าอำนาจ หรือหมุนเวียนอำนาจ หรือเปลี่ยนตัวจะเกิดขึ้นเมื่อคนเก่าอยู่ต่อไม่ได้ก็ต้องหานอมินีมาแข่งแทน นอมินีที่นำมาแข่งแทน หรือว่าตัวแทน จะเปิดช่องให้ลูกน้องหลายๆ คนสามารถที่จะเสนอตัวเข้ามาเป็นตัวแทนได้ และการที่มีคนหลายคนเสนอตัวเข้ามาทำงานต่อทำให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ถ้าหลักเกณฑ์ตัวนี้ไปอยู่ได้เกินกว่า 2 วาระก็จะกลายเป็นคนเดิมเสมอ สะสมอำนาจในท้องถิ่น สะสมทรัพยากรในท้องถิ่น และเขาจะชนะเรื่อยๆ จนสุดท้ายผูกขาดการเมืองท้องถิ่นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องวาระดำรงตำแหน่ง ผมไม่เห็นด้วย กติกาแบบเดิมดีอยู่แล้ว ก็คือ 2 รอบ แต่ถ้าเกี่ยวกับอายุ ลดเป็น 25 ก็ไม่เป็นไร ไม่กระทบกับการเมือง กระทบกับการคัดเลือกบุคคลมากนัก สุดท้ายที่มีคนที่อายุถึง สุดท้ายเจอคนที่อายุ 25-26 ปีแล้ว มีความสามารถจริงๆ และประชาชนสนับสนุนก็ควรให้เขาลองเป็นผู้บริหารท้องถิ่นดู
ปัจจุบันมีนักการเมืองที่ดำรงวาระนานกว่า 2 สมัย เนื่องจากนับเวลา เป็นผลจากการยึดอำนาจ เพราะว่าการยึดอำนาจพ่วงเวลาต่อมา อย่างในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการเปิดช่องว่างให้มีลูกน้องมารักษาช่วงแทน แล้วก็กลับมาดำรงตำแหน่งใหม่ คนที่กลับมาแข่งขันต่อไปจะมีคนที่วาระครบต้องมีคนมารับช่วงต่อ คนมารับช่วงต่อจะทำให้เกิดการแข่งขันมีมากขึ้น ไม่ใช่คนเดิมเสมอ พอคนที่มาดำรงตำแหน่งต่อไปทำให้เกิดการแข่งขันว่าใครจะได้เป็นผู้สมัคร พอได้สมัครแล้วก็มีการแข่งขันกันหาเสียงกับประชาชน ถ้ามี 2 รอบก็ถือว่าดี เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาด และให้คนรู้สึกว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งมีความหมาย มีคนใหม่ๆ มาแข่งบ้าง ต่อให้คนคนนั้นเป็นเครือข่ายของกลุ่มเก่าๆ ก็ตาม แต่เหตุการณ์ในหลายๆ เรื่องพบว่าต่อให้เป็นกลุ่มเก่า เขาก็มีทายาททางการเมืองไม่เหมือนกัน จากหลายๆ เมือง ทั้งจากอุทัยธานี ปราจีนบุรี 2 จังหวัดที่ต้องเปลี่ยน เห็นได้ชัดว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน เกิดการกลุ่มที่เคยผูกขาดยังมีกลุ่มย่อยๆ อยู่ข้างใน ซึ่งกลุ่มย่อยๆ จะเปิดช่องให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกคนใหม่ๆ เข้ามาได้ มีหลายๆ ที่ว่ามีการเตรียมนำทายาทมาลง
ประเด็นเสนอพรรคภูมิใจไทย ถ้านักการเมืองท้องถิ่นที่รู้วิธีการ หรือเป็นนอมินีบ้านใหญ่ที่ผูกขาดพื้นที่ได้ก็คงจะชอบข้อเสนอของภูมิใจไทย ที่ชอบที่จะอยู่อำนาจได้ตลอด แต่ถ้าลองมองกลับกัน มองภาพรวม มองในเชิงระบบการเลือกตั้งท้องถิ่น จะเป็นประชาธิปไตยอย่างไร จะทำให้เกิดการหมุนเวียนอำนาจโดยไม่ผูกขาดอยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็คงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอนกับข้อเสนอนี้

