หน้าแรก การเมือง “ปธ.คตร.” เผย...

“ปธ.คตร.” เผย ใช้กลไก ป.ป.ท.ปกติ ตรวจสอบความบริสุทธิ์ บอร์ด สสส.

25.02.16 | 19:41 น.

“ปธ.คตร.” ระบุสรรหาบอร์ดสสส.แทน 7 คนมีความหลากหลาย เชื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน “มูลนิธิ-เอ็นจีโอ” ไม่ต้องถึงมือดีเอสไอ ใช้แค่กลไกปปท.ได้

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) กล่าวแสดงความเห็นต่อการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทดแทน 7 คนที่พ้นตำแหน่ง ว่า เท่าที่เห็นก็มีความหลากหลาย แต่ส่วนตัวไม่มีข้อมูลแต่ละบุคคล ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เมื่อถามถึงอดีตกรรมการ 7 คน จะต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนหรือแสดงความบริสุทธิ์หรือไม่ พล.อ.ชาตอุดม กล่าวว่า ข้อมูลส่วนนี้อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในการดำเนินการ หากตรวจสอบแล้วไม่มีอะไร ก็เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ของทั้ง 7 ท่านได้ ส่วนกรณีที่มีชื่อ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีความเหมาะสมที่จะรับหน้าที่ในการคลี่คลายปัญหานี้ พล.อ.ชาตอุดม ระบุว่า ตนยังไม่ทราบข้อมูลนี้ ตรงนี้ต้องคอยติดตามกัน หากมีการเข้าสู่กระบวนการคัดสรรอย่างถูกต้องแล้วก็ต้องให้โอกาสในการทำงาน

เมื่อถามว่า ดีเอสไอสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิ หรือเอ็นจีโอที่รับเงิน สสส. ไปได้หรือไม่ พล.อ.ชาตอุดม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าจะดำเนินการอย่างไร อาจจะไม่ถึงขั้นดีเอสไอ หากตรวจสอบแล้วลักษณะของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่มีการทุจริต ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ใช้กลไกการตรวจสอบของ ป.ป.ท. ได้ ส่วนการตรวจสอบที่ผ่านมาพบมูลนิธิวิถีสุข และชีววิถี ซึ่งได้รับเงิน สสส มีความเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พล.อ.ชาตอุดม กล่าวว่า ส่วนนี้ไม่มีข้อมูล แต่มูลนิธิต่างๆจะมีวัตถุประสงค์ของมูลนิธิอยู่แล้ว เมื่อได้รับเงินมาเอาไปใช้อย่างไรต้องตรงหลักเกณฑ์ของสสส.ด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่ใช่หน้าที่ของคตร.แล้ว แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมกับป.ป.ท.ในการตรวจสอบความเชื่อมโยงและใครได้รับประโยชน์ในลักษณะอย่างอื่นที่ไม่เป็นธรรมาภิบาลหรือไม่

เมื่อถามกรณีเอ็นจีโอไม่ยอมชำระภาษีตามที่กรมสรรพากรแจ้งให้ชำระ ภาครัฐจะสามารถสั่งให้ชำระได้หรือไม่ พล.อ.ชาตอุดม กล่าวว่า เรื่องนี้ทางกรมสรรพากรได้ลงไปดูแล้ว ก็ต้องไปว่ากันตามกฎหมายเรื่องหน้าที่การเสียภาษี ว่าใครรับเงิน มีรายได้ในหลักเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ก็ต้องว่ากันตามนั้น ซึ่งในภาพรวมส่วนใหญ่ก็เสียภาษีกัน อาจจะมีบางที่หรือบางองค์กร บางมูลนิธิ ยังไม่ได้ดำเนินการ ส่วนภาครัฐควรตรวจสอบข้อมูลการจัดตั้งมูลนิธิหรือเอ็นจีโอที่ดำเนินการในประเทศ เพราะอาจมีผลต่อความมั่นคงและกิจการภายในของประเทศได้นั้น พล.อ.ชาตอุดม กล่าวว่า ถ้าองค์กรใดมีการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย มีคนรับรู้ก็ต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษกัน และตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีหากใครทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกระบวนการยุติธรรมไป