“นักวิชาการ-เอกชน”วิพากษ์ กลไกพิเศษข้อ 16 คุม 5 ปี

25.02.16 | 21:32 น.

หมายเหตุ – นักวิชาการและนักธุรกิจ แสดงความเห็นต่อกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความเห็นถึงข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เสนอให้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับแก้รัฐธรรมนูญโดยเฉพาะข้อ 16 ที่ให้บัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขวิกฤตเป็น 2 ช่วง ว่าใช้เป็นกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้เกิดการปฏิรูปครั้งละ 5 ปี

 

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร-โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อัษฎางค์ ปาณิกบุตร-โอฬาร ถิ่นบางเตียว

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาจะอยู่ทำไม เพราะแก้อะไรไม่ได้หรอก เขาอยู่ 2 ปีมาแล้ว ประเทศเป็นยังไงล่ะ มันก็ได้บางส่วน แต่ปัญหาอื่นๆ ยังคาอยู่อย่างนั้น เพราะต่างชาติเขาไม่รับรองเรา ปัญหาอยู่ตรงที่เราไม่ได้เป็นประชาธิปไตย สมมุติ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่โดยระบอบประชาธิปไตย ด้วยวิธีการอะไรหรือ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือว่าให้ คสช. อยู่ต่ออีก 5 ปี จึงจะใช้รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด อย่างนี้หรือ

Advertisement

หรือว่าขออยู่โดยผ่านระบอบประชาธิปไตย ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย เช่น เขาพูดว่า ไม่ต้องเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ยกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็น ส.ว.ไปเลย ก็เหมือนมัดมือชก เป็นกระทำการฝ่ายเดียว ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาไม่มีสิทธิได้เลือกนายกฯหรอก ต้องเป็นคนที่ผู้มีอำนาจ คือคณะรัฐประหารอยากได้

ต้องมองให้ออกว่าในประเทศเรานั้นอำนาจที่แท้จริงอยู่ตรงไหน คสช. มีหรือไม่มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าจริงๆ แล้วคุณจะอยู่ทำไม ถ้าอยู่เพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น แล้ว 2 ปีที่ผ่านมาดีขึ้นไหม แก้ปัญหาได้หรือเปล่า ต้องดูว่าประชาชนอยู่ดีกินดีพอสมควร ปัญหาลดลง ความไม่เป็นธรรมน้อยลง ประชาชนมีโอกาส สิทธิ เสรีภาพมากขึ้น มีการกระจายอำนาจมากขึ้น อย่างนี้มันจึงจะเห็น แต่สิ่งที่พูดมานี้ไม่ขยับเลย ความไม่เป็นธรรมของสังคมนั้นเยอะที่สุด ไม่มีใครแก้เลย คอร์รัปชั่นที่บอกว่าจะปราบมันยังเต็มไปหมด

ไม่มีอะไรดีเท่ากับเรายอมรับในกติกาประชาธิปไตย ถ้าบอกว่าจะเป็นเผด็จการตลอดไป กรุณาพูดเลย แล้วบอกว่าจะใช้ระบบนี้ต่อไปอีก 5 ปี ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง ก็ประกาศไปเลย พูดเหมือนเกาหลีเหนือว่าประชาธิปไตยของฉัน หรือสหภาพโซเวียตสมัยก่อน บอกว่าเราก็เป็นประชาธิปไตยแต่มีการปกครองแบบนี้ เอาทหารมาลิดรอนสิทธิเสรีภาพทุกอย่าง อำนาจอธิปไตยของประชาชนไม่มี อยู่ที่ปืนเท่านั้น เอาอย่างนี้ก็เอาไป ประกาศไปเลย แต่อย่าแฝงไว้ในรัฐธรรมนูญ มันเสียหาย จะทำอะไรควรตรงไปตรงมา จริงจัง จริงใจ กับประเทศ ถ้าทำอย่างที่พูด เราไม่แพ้หรอก ประเทศดีแน่ๆ แต่เขาไม่ได้ทำอย่างที่พูดทุกอย่าง กลายเป็นว่าประเทศนี้แก้ปัญหาไม่ได้ หรือมีปัญหามากจนแก้ไม่ตก แล้วก็โทษว่าเป็นประชาธิปไตยจะแก้ได้ไหม ขนาดมีอำนาจแบบนี้ยังแก้ไม่ได้เลย มันไม่ใช่อย่างนั้น

 

กล้าไหม ประกาศให้มีการเลือกตั้งในเดือนกันยายน แล้วธันวาคมมีคณะรัฐมนตรี แล้วคุณอยู่เบื้องหลัง รัฐธรรมนูญก็ไม่ต้องฉีก คอยชี้แนะว่าตรงนี้ดี ตรงนี้ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ หอการค้า อาจารย์มหาวิทยาลัยยุให้ประชาชนคอยตรวจสอบรัฐบาล ดูซิว่าประเทศจะไปได้ไหม ลองคืนอำนาจให้ประชาชน ดูว่าต่างชาติจะผ่อนคลายสิ่งที่บีบคั้นเราอยู่ไหม ถ้าเขายอมรับในกติกาประชาธิปไตยของไทย ผมว่าต้องแสดงออกให้เห็นว่าจะเป็นประชาธิปไตยเร็วที่สุด เพราะดูแล้วยืดเยื้อยิ่งเสีย เสียกับฝ่าย คสช. เสียกับประเทศด้วย

ยุทธศาสตร์ระยะยาว 20 ปี แผนปฏิรูป 5 ปี โดยทั่วไปแผนการของประเทศในระบอบประชาธิปไตยเขาให้ทุกรัฐบาลเข้ามาแก้

กระทั่ง พ.ศ.2504 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 โดยเอาแบบมาจากพวกสังคมนิยม ประเทศคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมจะมีแผนเศรษฐกิจทีละ 5 ปี เพราะว่าประเทศเขาเชื่อว่ามีปัญหา ส่วนประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตยจะปล่อยให้รัฐบาลที่เข้ามาเป็นผู้ดำเนินนโยบายในการแก้ปัญหา ประชาชนเป็นคนคอยเฝ้ามองว่ารัฐบาลที่เลือกมานั้นแก้ปัญหาได้ไหม ไม่ได้ก็เปลี่ยน นี่คือระบอบประชาธิปไตย

ถ้าวางกรอบ 20 ปีแล้วไม่เป็นไปตามนั้นจะว่าไง แน่ใจได้ไงว่าแผน 20 ปีนั้นดี ในแต่ละ 5 ปีมันดียังไง เอาง่ายๆ ดีกว่าว่า พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้เบาบางลงใน 6 เดือนได้ไหม ถ้าไม่ได้จะแนะให้เขาทำได้เพราะอำนาจอยู่ที่เขา เพียงแต่ว่าที่ไม่ทำเพราะเดี๋ยวจะกระทบกับระบบพรรคพวก ระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่

ปัญหาความเป็นธรรมในสังคมไม่มีการแก้เพราะคน 20 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ได้เปรียบ เป็นประเด็นที่ยังไม่มีใครแก้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ประเทศไทยเรายังอยู่ในลักษณะประเทศด้อยพัฒนา

แผน 20 ปีถ้าอยากเขียนก็ตามใจ แต่จะเป็นภาระให้รัฐบาลถัดไป เพราะต้องมีคณะกรรมการ มีคนร่างมีคนทำงาน เปลืองงบประมาณ โดยทั่วไป ถ้าประชาชนเลือกตั้งใครมาก็ต้องเฝ้าดูเองว่าคนที่เลือกมาจะทำตามที่เขาต้องการหรือเปล่า เราต้องสร้างพลังภาคประชาชน ให้กระตือรือร้นในการติดตามทางการเมือง เศรษฐกิจสังคม ติดตามนโยบายรัฐบาลในการตรวจสอบ ทุกภาคส่วนต้องกระตุ้นให้มีการตรวจสอบนักการเมืองมากขึ้นโดยภาคประชาชนจะมีองค์กรอะไรขึ้นมาก็ตามใจ อย่างนี้ทำไมไม่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น

 

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ปัญหาที่น่าจับตามองคือยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูปที่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันในกระบวนการจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ( สปช.) ถึงสมาชิกสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งมีกระบวนการพยายามจะขับเคลื่อนประเทศตามโรดแมปแต่ยังเริ่มอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ที่นายกฯ กล่าวว่า 5 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านนั้นจึงเป็นมายาคติมาก

ส่วนตัวคิดว่าการปฏิรูปที่ได้ผลต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของรัฐไทย เพราะตอนนี้ชนชั้นนำกุมอำนาจอยู่เช่นเดียวกับข้าราชการ กองทัพและกลุ่มทุน ซึ่งเป็นผู้ได้ทรัพยากรของประเทศมากที่สุด หากรัฐบาลไม่พยายามปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ โครงสร้างของประเทศจึงไม่เปลี่ยน กระบวนการปฏิรูปจึงได้มาแต่เอกสารและลายลักษณ์อักษร ที่นายกฯ กล่าวว่าระยะเวลา 5 ปี เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจึงเป็นมายาคติมาก

ทั้งนี้พบว่าหลังจากไม่มีความพยายามในการปรับความสัมพันธ์หรือดุลอำนาจระหว่างรัฐกับสังคม กฎหมายของ คสช. ที่ออกมาก็กระทบกับชุมชนหมด เช่น เรื่องสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม ผังเมือง ประเทศจึงไปไม่ได้เพราะใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสัมพันธ์อำนาจแบบเดิม ไม่มีอำนาจของประชาชน มีแต่วาทกรรมเลื่อนลอยอย่างประชารัฐ ซึ่งมีแต่รัฐกับทุน ไม่มีประชาชน

ภาระหนักจะอยู่ที่รัฐบาลหน้า อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ปัญหาจะกลับมาอยู่ที่เดิมหรืออาจจะรุนแรงมากขึ้น และภาระที่หนักที่สุดที่ต้องแบกรับคือ ปัญหารอบด้านของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม คนในศตวรรษที่ 21 เป็นคนรุ่นใหม่มากที่รัฐไทยต้องเตรียมตัวให้พร้อมในการเปลี่ยนแปลง จะมาใช้วิธีเดิมๆ ในการปกครอง บริหารไม่ได้ ลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่มีอิทธิพลเหนือรัฐ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของทุน คน และระบบโลกจะบีบประเทศไทยอย่างหนัก

รัฐบาลหน้าแม้จะอ้างว่าจะมาจากความชอบธรรมต้องเผชิญหน้าทั้งปัญหาจากภายนอกและภายในอย่างหนักแน่นอน

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์-จิตร์ ศิรธรานนท์
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์-จิตร์ ศิรธรานนท์

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องยากมาก ซึ่งการกำหนดเรื่องของการปฏิรูปต่างๆ ของประเทศในระยะเวลา 5 ปีเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะเวลา 20 ปี อาจทำให้เกิดผลทางปฏิบัติได้ เช่น หลังจากการเลือกตั้งแล้ว ย่อมต้องมีรัฐบาลใหม่เข้ามา และรัฐบาลนั้นๆ อาจไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปประเทศที่ได้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนกับบริษัทต่างๆ ที่วิสัยทัศน์ของบริษัทนั้นมีอยู่ แต่เมื่อเปลี่ยนผู้บริหารย่อมต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ตามมา

การบรรจุการปฏิรูประยะเวลา 5 ปี อาจมีผลดีต่อพรรคการเมืองที่เข้ามา เพราะทำให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิรูปประเทศ เช่น การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน ล้วนเป็นหัวข้อปฏิรูปที่รัฐบาลใดเข้ามาต้องปฏิบัติอยู่แล้ว และเมื่อร่างในรัฐธรรมนูญย่อมทำให้เป็นแบบแผนที่ชัดเจนที่รัฐบาลต้องปฏิบัติ

การเปลี่ยนผ่านในการปฏิรูประยะเวลา 5 ปี นั้น ยังไม่ชัดเจน เช่น เรื่องของความเป็นไปได้ในการตั้งองค์กรในการดูแลระหว่างช่วงการเลือกตั้ง โดยในส่วนของการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาหรือการที่มีข้อสังเกตว่า คสช.อาจอยู่ต่อ เพื่อดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านว่าที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นในการตั้งองค์กรหรือให้ คสช.อยู่ต่อ น่าจะยกหน้าที่นี้ให้กับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านแทน

การระบุการปฏิรูปในหัวข้อต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้เวลา 5 ปี โดยที่ยังไม่มีความแน่นอนใดๆ นั้น ทำให้ต่างประเทศอาจจะเกิดความกังวลกับสถานการณ์บ้านเมืองไทยในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นไปตามโรดแมปที่ คสช.ได้วางไว้แต่แรก

 

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์

รองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

หากรัฐบาลมีแผนยุทธศาสตร์ มีทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน มีการระบุว่าจะทำอะไรบ้างก็เห็นด้วย หากรัฐบาลจะอยู่ต่อไป เพราะหากรัฐบาลมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีทิศทางว่าจะทำอะไรบ้าง นับจากนี้ไป 5-10 ปี จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง ก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าที่จะปล่อยให้มีการเลือกตั้งแล้วภายใน 1-2 ปี ประเทศไทยต้องกลับมาประสบปัญหา เข้าสู่วงจรอุบาทว์ เพราะนักการเมืองเหมือนในช่วงที่ผ่านมาอีก

แง่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ของไทยขณะนี้ ถือว่าแพ้ประเทศเพื่อนบ้านหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม มีจีดีพีขยายตัวเป็นอันดับต้นของโลก ประมาณ 6-7% ถ้าปล่อยให้การเมืองไทย กลับมาเป็นแบบเดิมอีก ประเทศไทยคงไม่ก้าวไปไหนได้

ดังนั้นหากรัฐบาลจะอยู่ต่อ ภายใต้เงื่อนไขที่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีทิศทางว่า ต่อจากนี้จะทำอะไรบ้าง จะพัฒนาประเทศไปในทิศทางไหน เชื่อว่าประชาชนคนไทยน่าจะรับได้เช่นกัน รวมถึงนักลงทุนต่างชาติ เพราะในแง่ของนักลงทุน น่าจะมองที่ความชัดเจนของนโยบายประเทศเป็นหลัก