หน้าแรก การเมือง โอฬาร ไขสาเหต...

โอฬาร ไขสาเหตุ ปชน.พลาดเก้าอี้อบจ. ที่ภาคตะวันออก แนะจับตาพลังบูรพา โมเดลบ้านใหญ่ สู้สนามส.ส.

4.02.25 | 21:19 น.

เลือกตั้งอบจ. – โอฬาร ไขสาเหตุ ปชน.พลาดเก้าอี้อบจ. ที่ภาคตะวันออก แนะจับตาพลังบูรพา โมเดลบ้านใหญ่ สู้สนามส.ส. 

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวผ่าน “มติชน” ถึงสนามการเมืองในภาคตะวันออก หลังจบศึกเลือกตั้ง อบจ.ว่า ต้องยอมรับว่า ในภาพรวมการเลือกตั้งอบจ.ในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาชนกับกลุ่มบ้านใหญ่ เมื่อดูจากผลเลือกตั้ง ทำให้เห็นว่า กลุ่มบ้านใหญ่ มีการปรับตัว และสามารถแก้วิกฤตทางการเมือง อย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมามีการประเมินว่า พรรคประชาชนหลังจากได้รับเลือกตั้ง ส.ส.ในพื้นที่ภาคตะวันออกจำนวนมาก อาจจะส่งผลต่อการเลือกตั้งอบจ. ซึ่งในเรื่องนี้ ทำให้บ้านใหญ่ไม่สามารถทำงานการเมืองแบบเดิมๆได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า บ้านใหญ่เหล่านี้มีการปรับตัว โดยเริ่มใช้การเมืองเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จาก จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง กลุ่มตระกูลทางการเมืองปรับโหมดมาทำการเมืองเชิงนโยบาย ทำให้มีความได้เปรียบทางการเมืองสูง เพราะยังมีต้นทุนเดิมที่สำคัญมาประกอบด้วย นั่นคือ ต้นทุนทางสังคม ในความเป็นบ้านใหญ่ ทำให้บ้านใหญ่ยังสามารถรักษาความได้เปรียบไว้ได้

ผศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคประชาชน แม้ว่าจะมี ส.ส.จำนวนมาก แต่การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้ ยังไม่สามารถคัดเลือกตัวผู้สมัครนายกอบจ. ที่มีความโดดเด่น น่าเชื่อถือ และมีต้นทุนทางสังคมได้ อาจจะด้วยกระบวนการคัดเลือกตัวผู้สมัครในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมกับการเมืองท้องถิ่น เพราะการลงสมัครการเมืองระดับท้องถิ่น จะต้องมีความรู้จักมักคุ้นกับประชาชนค่อนข้างมาก แต่พรรคประชาชนทำในส่วนนี้ได้ค่อนข้างล้มเหลว ที่สำคัญคือปัจจัยเรื่องใต้ดิน พรรคประชาชนยังขาดในส่วนนี้

ผศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากไล่ดูทีละจังหวัด เริ่มจาก จ.ตราด ที่หลายคนมองว่า พรรคประชาชนอาจจะสามารถยึด อบจ.ตราดได้ แต่ผลการเลือกตั้งกลับไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนตัวเห็นว่า พรรคประชาชนประเมินการเลือกตั้ง อบจ.ผิดพลาด เพราะมองว่ามี ส.ส.พรรคประชาชน 1 คน ตัวผู้สมัครนายก อบจ.มีชื่อเสียงในเรื่องการปราบทุเรียนอ่อน แต่ลืมไป จ.ตราดมีพื้นที่เล็ก โดยเฉพาะพื้นที่ในเมือง มีเฉพาะ อ.เมือง และเกาะช้าง ที่คะแนนเสียงพรรคประชาชนดี แต่ไม่มากพอที่จะชนะการเลือกตั้ง ประกอบกับ นายวิเชียร ทรัพย์เจริญ แชมป์เก่ายังมีเครือข่ายและมีเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า เช่นเดียวกัน จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ที่มี ส.ส.พรรคประชาชนจำนวนมาก แต่ไม่สามารถคว้าชัยชนะให้กับนายก อบจ.ได้

Advertisement

ที่ จ.ระยอง พรรคประชาชนมี ส.ส.มีเครือข่าย แต่ บ้านใหญ่ปิตุเตชะ มีการปรับตัว ทำงานการเมืองเชิงนโยบาย ประกอบกับมีเครือข่ายอำเภอรอบนอก ที่สำคัญยังสามารถควบคุมเครือข่ายผ่านกลไกในฐานะพรรคพวกเพื่อนพร้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.ยังทำงานได้ดี จึงทำให้ประสบชัยชนะ

ขณะที่ จ.ชลบุรี ต้องยอมรับว่า ตัวผู้สมัครนายก อบจ.เปิดตัวช้าเกินไป ไม่เป็นที่คุ้นชินกับคนชลบุรี คณะทำงานของพรรคประชาชนในจังหวัดเกิดความแตกแยกไม่เป็นเอกภาพ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ คณะก้าวหน้าเคยมี ส.อบจ.เขต อ.ศรีราชา และให้ลาออก พร้อมทั้งเปิดคนใกล้ชิดกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.อบจ.แทน ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะคณะก้าวหน้าเคยโจมตี เรื่อง การลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งก่อนครบวาระ แต่มาทำเสียเอง ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามคนชลบุรี ซึ่งเรื่องนี้ ขัดความรู้สึกของคนชลบุรี เพราะเป็นเมืองคนนักเลง ต้องมีสัจจะ ความจริงใจกับประชาชน ส่งผลให้พรรคประชาชนล้มเหลวในการเลือกตั้ง ทำให้มองว่าพรรคประชาชนมีความเจ้าเล่ห์ทางการเมือง

ประกอบกับ บ้านใหญ่ชลบุรี มีการปรับตัวค่อนข้างกว้างขวาง โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาเมืองชลบุรีที่มีความโดดเด่น จึงมีผลต่อการเลือกตั้ง อบจ.ชลบุรี นอกจากนี้ กลุ่มพลังใหม่ชลบุรี ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.อบจ.ชลบุรีในครั้งนี้ด้วย ทำให้เกิดการเมือง 3 เส้า ส่งผลให้กลุ่มบ้านใหญ่ มีความได้เปรียบ

สำหรับกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี ที่น่าจับตามอง คือ ตระกูลสิงห์โตทอง ที่มีมีการขยายอำนาจอย่างชัดเจนมากขึ้น หลัง นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง ได้เป็น ส.ส.รวมไทยสร้างชาติ ได้มีการขยายเครือข่ายในพื้นที่ อ.บ้านบึง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ได้ส.อบจ.ยกทั้งอำเภอบ้านบึง อนาคตจึงอาจจะเป็นอีกขั้วอำนาจ หากกลุ่มพลังใหม่ชลบุรี ไม่สามารถรักษาเสถียรภาพได้ สิงห์โตทองอาจจะสถาปนาขึ้นมาเป็นบ้านใหญ่สายป่าได้เช่นกัน

จะเห็นว่า แม้ทีมเรารักชลบุรีได้ ส.อบจ.จำนวนมาก แต่ยังมีกลุ่มพลังใหม่ และพรรคประชาชน ได้เข้าสภาด้วย ในการบริหารงานมองว่า นายวิทยา คุณปลื้ม ยังบริหารงานง่าย เพราะการทำงานฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาจะแยกกันทำงาน ประกอบกับฝ่ายสภา ทั้งกลุ่มพลังใหม่ และพรรคประชาชน ยังมีไม่มากพอ แต่เป็นจุดเริ่มต้น ทำให้มองว่า ส.อบจ.เรารักชลบุรี จะต้องมีการปรับปรุง สำหรับการตรวจสอบฝ่ายบริหารเชื่อว่า จะต้องเป็น ส.อบจ.จากพรรคประชาชน และกลุ่มพลังใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น วิถีการเมืองในชลบุรี ที่ผ่านมาพบว่า เมื่อ ส.อบจ.ชลบุรี ได้รับการเลือกตั้งแล้ว ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนขั้วกันไปหมด

อย่างไรก็ตาม การที่ นายวิทยา คุณปลื้ม ยืนยันการลงสมัคร อบจ.ชลบุรี โดยไม่สังกัดพรรคการเมือง เรื่องนี้คิดได้มีการประเมินแล้ว หากลงในนามของพรรคเพื่อไทย คะแนนเสียงอาจจะไม่ดี เพราะภาพจำของคนชลบุรียังไม่นิยมพรรคเพื่อไทย และ นายทักษิณ ชินวัตร เพราะลึกๆ แล้วคนชลบุรียังมีความรู้สึกแบบเดิมคือ ยังเป็นเสื้อเหลือง หากบ้านใหญ่ชลบุรีมาลงในนามพรรคเพื่อไทย หรือคนเสื้อแดง อาจจะขายได้ในจังหวัดอื่นๆ ในพื้นที่ภาคอีสาน หรือภาคเหนือ แต่ขายไม่ได้ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเห็นได้จากการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมากลุ่มบ้านใหญ่ลงในนามของพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ผศ.ดร.โอฬาร กล่าวอีกว่า ถ้ามองการเลือกตั้งส.ส.ในอนาคตของ 3 พรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยนั้น ตนยังเชื่อว่า พรรคประชาชน แม้จะเหนื่อย จะอาศัยกระแสอย่างเดียวคงยาก แต่ยังมีโอกาส หากดูคะแนนในพื้นที่เขตเมือง แม้ว่า จะไม่ได้ตัวนายก อบจ. แต่ยังได้ ส.อบจ. และพื้นที่เมืองคะแนนของพรรคประชาชนยังดี บวกกับเขตเลือกตั้ง ส.ส.เขตเล็กกว่าการเลือกตั้งอบจ.ด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้ารักษาฐานของคะแนนเสียงที่ดี ก็ควรรักษาต่อไป ส่วนฐานคะแนนไม่ดี ยังมีนัยยะว่า สามารถหาคะแนนเสียงเพิ่มเติมได้  ในสนามเลือกตั้ง ส.ส.

แต่สนามของ พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ในพื้นที่ภาคตะวันออกยังไม่โดดเด่น หากกระแสพรรคเพื่อไทยดีจริง เชื่อว่าบ้านใหญ่คงจะต้องลงในนามของพรรคเพื่อไทยทุกจังหวัด ดูไปแล้วบ้านใหญ่ไม่มีใครลงสมัคร อบจ.ในนามของพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่โดดเด่น และเชื่อว่า ยังไม่สามารถแจ้งเกิดได้ในพื้นที่ภาคตะวันออก เพราะต้นทุนภาพลักษณ์ทางการเมืองยังไม่ได้

ดังนั้น การเมืองโดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส.ในพื้นที่ภาคตะวันออกคิดว่า บ้านใหญ่จะต้องปรับตัวกันทั้งหมด เพราะพรรคเพื่อไทยขายไม่ได้ ฉะนั้น หากต้องการทำการเมืองต่อ จะต้องปรับบทบาททางการเมือง เป็นพรรคในพื้นที่ปริมณฑลภาคตะวันออก กำหนดทิศทางนโยบายให้เด่นชัดในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในภาคตะวันออก โดยเฉพาะภาพลักษณ์การเมืองในเชิงนโยบาย ที่สำคัญจะต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเป็นพรรคภูมิภาค โดยอาศัยตระกูลการเมืองของจังหวัดต่างๆ มารวมตัวกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง จึงน่าจะเป็นทางเลือก และทางรอดในทางการเมือง เบื้องต้น อาจจะรวม 3 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่อีอีซี

“เรื่องนี้ได้มีแนวคิดแล้ว เพราะเห็นได้จากพรรคพลังชล ได้มีการติดป้ายว่า เป็นพรรคพลังบูรพา เชื่อว่าจังหวะยังไม่ให้โอกาส หากมีการเคลียร์พื้นที่กันได้ ทั้ง 3 จังหวัด รวมทั้ง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ด้วย เชื่อว่าจะได้ ส.ส.เกิน 10 คน การันตีตำแหน่งรัฐมนตรี 2-3 ตำแหน่งถือว่าคุ้มค่า อาจจะดูได้จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคตัวแปรมาเป็นพรรคการเมืองหลัก หากพรรคพลังบูรพาเกิดขึ้น และมี ส.ส.กว่า 10 คน ก็จะเป็นตัวแปรในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล” ผศ.ดร.โอฬาร ระบุ