ศาลสั่งจำคุก ‘พิรงรอง’ 2 ปี คดีทรูดิจิทัลฟ้องผิดม.157 ทำให้เสียหาย ก่อนยื่น1.2แสนได้ประกันตัว จุฬา-มช.ร่วมให้กำลังใจ
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดฟังคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ อท 147,71/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 164/2566, 26/2568 ระหว่าง บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด โจทก์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต จำเลย เรื่อง เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น True ID ประเภท Over The Top หรือ (โอทีที) ผ่านอินเตอร์เน็ตสาธารณะที่ไม่มีการบริหารจัดการโครงข่ายเป็นการเฉพาะ ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ไม่เคยกำหนดให้ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น หรือแพลตฟอร์มดังกล่าว ต้องขอรับใบอนุญาตจาก กสทช.
จำเลยเป็นกรรมการใน กสทช. และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เร่งรัดสั่งการหรือดำเนินการให้สำนักงาน กสทช.ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ให้บริการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ในนามสำนักงาน กสทช. ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการทันที โดย กสทช.ยังไม่ได้พิจารณา มีมติ หรือมีคำสั่งการในเรื่องดังกล่าว
จำเลยได้กล่าวในที่ประชุมคณะอนุกรรมการ ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะล้มกิจการของโจทก์ โดยกล่าวทำนองว่า “วิธีการที่เราจะจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ไปทำที่โจทก์โดยตรง แต่ไปทำที่ช่องรายการที่รับใบอนุญาตจาก กสทช. เป็นการใช้วิธีตลบหลัง” โดยผู้เข้าประชุมไม่เห็นด้วย เนื่องจากเป็นการกระทำเฉพาะการให้บริการแอพพลิเคชั่น True ID ของโจทก์ แต่จำเลยโน้มน้าวและรวบรัดการพิจารณา ก่อนจบการประชุมของคณะอนุกรรมการ จำเลยให้เตรียมความพร้อมที่จะล้มหรือระงับการให้บริการแอพพลิเคชั่น True ID ของโจทก์ โดยใช้คำพูดว่า ต้องเตรียมตัวจะล้มยักษ์
ต่อมาจำเลยได้ให้สำนักงาน กสทช.แจ้งไปยังผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ทุกรายทราบเกี่ยวกับการให้บริการแอพพลิเคชั่น True ID ของโจทก์เพียงรายเดียวว่ายังไม่ได้เป็นผู้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และยังมิได้แสดงความประสงค์ขอรับใบอนุญาตตามขอบเขตการได้รับบริการประเภทโครงข่ายไอพีทีวี
การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้ผู้ที่ได้รับหนังสือแจ้งของจำเลย เข้าใจว่าโจทก์จงใจกระทำผิดกฎหมายไม่แสดงความประสงค์ขอรับใบอนุญาต ทั้งที่จำเลยทราบข้อเท็จจริงว่า การให้บริการแพลตฟอร์มโอทีทีในรูปแบบแอพพลิเคชั่น True ID กสทช.ยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เป็นการเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าถ้อยคำที่จำเลยได้กล่าวในการประชุมคณะอนุกรรมการครั้งที่ 3/2566 ที่ใช้ถ้อยคำทำนองพยายามโน้มน้าวและรวบรัดการพิจารณา อีกทั้งก่อนจบการประชุมของคณะอนุกรรมการ จำเลยให้เตรียมความพร้อมที่จะล้มหรือระงับการให้บริการแอพพลิเคชั่น True ID ของโจทก์ โดยใช้คำพูดว่า ต้องเตรียมตัวจะล้มยักษ์ และจำเลยก็ยอมรับว่าคำว่ายักษ์ หมายถึงโจทก์
ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการสื่อความหมายชัดเจนว่า ประสงค์ให้กิจการของโจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เจตนามุ่งประสงค์กลั่นแกล้งโจทก์ และใช้อำนาจหน้าที่ของตนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะภายหลังจากมีหนังสือดังกล่าวแจ้งไปยังผู้ประกอบการรวม 127 รายแล้ว มีผู้ประกอบกิจการหลายรายได้ชะลอหรือขยายระยะเวลาเข้าทำนิติกรรมกับโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี
ต่อมาจำเลยได้ยื่นขอประกันตัวชั่วคราว โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตตีราคาวงเงิน 120,000 บาท โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อตำแหน่ง กสทช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการนิสิต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญชวนนักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต บัณฑิต และประชาชน เปลี่ยนภาพดิสเพลย์ หรือภาพโปรไฟล์ เพื่อให้กำลังใจ “อาจารย์ขวัญ” หรือศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ในฐานะอดีตอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งเล่าเรื่องอาจารย์ขวัญผ่านแฮชแท็ก #เล่าเรื่องพิรงรอง รวมทั้งกลุ่ม #saveพิรงรอง
ส่วนคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) แสดงจุดยืนสนับสนุน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ที่ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลกิจการการสื่อสารและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนดโดยสุจริต

