หน้าแรก การเมือง ส.ส.เพื่อไทย ...

ส.ส.เพื่อไทย จี้ ก.เกษตรฯ ทบทวนหลักเกณฑ์ผลิตนมโรงเรียน หวั่นเกษตรกรไม่พอใจ บุกเทน้ำนมทิ้ง

7.02.25 | 15:04 น.

ศิรสิทธิ์ จี้ ก.เกษตรฯ ทบทวนหลักเกณฑ์ผลิตนมโรงเรียน หวั่นเกษตรกรไม่พอใจ บุกเทน้ำนมทิ้ง

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กในโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน ถึงปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการฯ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับความเดือดร้อนมากจากกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การผลิตนมโรงเรียน ส่งผลกระทบถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมอย่างรุนแรง ดังนั้นอยากให้สส.ช่วยกันผลักดันเรื่องนี้เพื่อแจ้งให้รัฐบาลทราบถึงปัญหา และขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนระเบียบหลักเกณฑ์ดังกล่าว หากไม่ดำเนินการอะไรหวั่นใจว่าเกษตรกรจะนำน้ำนมดิบจำนวนหลายตัน ออกมาเททิ้งริมถนนอย่างแน่นอน เพราะหากผลิตต่อไปก็ไม่มีกำไร หรือไม่รู้ใครจะรับซื้อเพราะระเบียบที่ออกมา คือปัญหาที่ทำร้ายผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวอย่างรุนแรง

นายศิรสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวออกมาในปี 2567 – 2568 จากเดิมที่กำหนดให้ภาคเอกชนได้รับจัดสรรสิทธิ 50% และสหกรณ์โคนมได้รับจัดสรร 50% เท่ากัน มองว่ามีความไม่สอดคล้องกับกลไกการผลิตในปัจจุบัน เนื่องจากโรงงานผลิตนมเอกชนรายย่อย มีจำนวนโรงงานมากกว่าสหกรณ์โคนม ขณะที่การจัดสรรสิทธินมโรงเรียน โดยนำองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ กำหนดให้รวมกับภาคเอกชน ควรมีการแก้ไขปรับปรุงและขอคุ้มครองโรงงานผลิตนมขนาดเล็ก ที่มีกำลังผลิตไม่เกิน 5 ตัน หากโรงงานใดที่สมัครร่วมโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนไม่เกิน 5 ตัน ให้จัดสิทธิเพื่อป้องกันการหาซื้อนมดิบจนเกินสิทธิที่ได้รับการจัดสรรเพื่อแก้ปัญหานมล้น

นายศิรสิทธิ์ กล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบกับเกษตรผู้เลี้ยงวัวนมและผู้ประกอบการรายย่อย เพราะทุกโรงงานซื้อนมตุนไว้จำนวนมาก และเมื่อจัดสรรสิทธิได้น้อย ทำให้มีนมเหลือ และต้องขายขาดทุนหรือเททิ้ง ดังนั้นการคุ้มครองสิทธิการผลิตไม่เกิน 5 ตัน จะเป็นแนวทางแก้ไขปัญหานมดิบของเกษตรกรได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้จากหลักเกณฑ์โรงงานนมทุกแห่ง ต้องมีศูนย์นมเป็นของตัวเองและต้องมีนมไม่น้อยกว่า 3 ตัน หรือมีวัวไม่ต่ำกว่า 200 ตัว ถือเป็นการกีดกัน SME ซึ่งไม่มีศูนย์นมเป็นของตัวเอง หลักเกณฑ์ดังกล่าวส่งผลให้หลายโรงงานไม่สามารถเข้าร่วมโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนได้ ดังนั้นพร้อมนำข้อร้องเรียนจากเกษตรกรเข้าหารือในสภาฯ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบถึงความเดือดร้อนของโรงงาน โดยภาครัฐต้องมีแนวทางแก้ไข เพื่อให้โรงงานขนาดเล็กสามารถอยู่ในระบบโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนต่อไปได้

Advertisement