หน้าแรก การเมือง วันนอร์ สั่งเ...

วันนอร์ สั่งเดินหน้า แก้รัฐธรรมนูญ ยันหากสภาฉลุย รับหลักการ ส่งต่อกกต.ทันที ทำประชามติ

10.02.25 | 18:33 น.

’วันนอร์‘ แก้ลำก๊วนชงศาล รธน.ตีความ ’รัฐสภา‘ รื้อแก้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ฟันฉับเดินหน้าถก 2 ญัตติ 13-14 ก.พ.นี้ รอชี้ขาดชั้นรับหลักการ หากฉลุยค่อยส่งต่อ ’กกต.’ ทำ ’ประชามติ’ ถาม ปชช.จะยอมให้รื้อทั้งฉบับหรือไม่ บอก หากเสียง ‘ส.ว.’ ค้านเกิน 1 ใน 3 ต้องตกไป ดักคอจะได้ไม่ต้องเสียเงินทำประชามติ 3 พันล้านหลายรอบ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกังวลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจมีผู้ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รัฐสภาสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลยหรือไม่ หรือจะต้องทำประชามติก่อน ว่า ขณะนี้ตนได้รับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ญัตติ คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และคณะ กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และคณะ ซึ่งเป็นของพรรคร่วมรัฐบาล

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวต่อว่า จากการหารือกับวิป 3 ฝ่าย และผู้แทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่าจะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์นี้ โดยวางกรอบเวลาพิจารณาทั้งสิ้น 19 ชั่วโมง ส่วนข้อกังวลดังกล่าวเป็นเรื่องของความเห็น ตนไม่ทราบว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นใด มาจากกลุ่มไหน หากมาจากสมาชิกรัฐสภาจะต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 40 คน และประธานรัฐสภาต้องหารือในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาด้วยว่าจะมีผู้เห็นด้วยให้ประธานส่งไปให้ศาลตีความหรือไม่ หากเสียงข้างมากเห็นว่าควรส่ง ประธานก็จะดำเนินการส่งไปยังศาล

เมื่อถามว่า ควรจะมีขั้นตอนนี้หรือไม่เพื่อให้เกิดความสบายใจและเดินหน้าต่อ หรือต้องรอให้ ส.ส.ส่งเรื่องมา นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ตนไม่ทราบความเห็น แต่ละฝ่ายอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ความเห็นของประธานรัฐสภาเห็นว่าควรจะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ และมีการพิจารณาในที่ประชุม เพราะก่อนหน้านี้ได้นำเอาญัตติทั้ง 2 ไปหารือในที่ประชุมของที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของประธานสภาแล้ว เสียงข้างมากเห็นว่าบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระเพื่อพิจารณาได้ ขณะเดียวกันระยะเวลาที่ผ่านมามีข้อมูลเพิ่มเติมว่าควรจะบรรจุ ซึ่งตนได้ชี้แจงในที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายไปแล้วถึงเหตุผลที่ตัดสินใจแบบนี้

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวต่อว่า ส่วนการที่จะบอกว่าให้ไปทำประชามติเสียก่อนถึงจะบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ ในคำวินิจฉัยของศาล เขาใช้คำว่า ถ้าสภาต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้ไปถามประชาชนก่อน ดังนั้น คำว่าสภามีความต้องการจะแก้ ก็ต้องตีความสภาหมายถึงอะไร ก็ต้องหมายความว่าที่ประชุมของรัฐสภาเสียงข้างมาก ซึ่งต้องบรรจุ แต่ถ้าเสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญมาอย่างเดียว ก็เป็นความต้องการของพรรคการเมือง หรือประชาชน เรายังไม่ทราบว่ารัฐสภาต้องการจะแก้หรือไม่

Advertisement

”ผมใช้การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะส่งให้ศาล ศาลบอกว่าเรื่องยังไม่เกิด อำนาจการบรรจุญัตติเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา เรื่องยังไม่บรรจุจะไปถามศาลทำไม นอกจากนี้ ยังถามศาลไปควรทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ศาลบอกให้วินิจฉัยเอาเอง ฉะนั้น ผมจึงตีความว่าการที่จะให้รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องถามมติจากรัฐสภา ดังนั้น ต้องมีการประชุม ถ้าวาระแรกในชั้นรับหลักการต้องเสียงข้างมากเห็นชอบมากกว่า 1 ใน 3 แล้วฝ่ายวุฒิสภาก็ต้องมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยเสียงก็ต้องเกิน 1 ใน 3 คือ 67 คนขึ้นไป หากคนไม่เห็นด้วยเกินกว่า 1 ใน 3 ถือว่าญัตติก็ต้องตกไปในวาระแรก ก็ไม่ต้องไปถามประชามติ จากประชาชนแล้ว แต่หากวาระแรกผ่าน แสดงว่าต้องการ ผมก็หยุดกระบวนการของรัฐสภา แล้วนำความต้องการไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำประชามติต่อประชาชนว่าจะเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ในมาตรา 256 และหมวด 15/1 ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็เดินหน้าต่อ“ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวด้วยว่า แต่หากไม่เห็นด้วยก็ยุติทั้งหมด จะได้ไม่ต้องเสียเงินทำประชามติหลายรอบ เพราะการทำประชามติครั้งหนึ่งใช้เงิน 3 พันล้านบาท หากเราถามประชาชนก่อน ประชาชนบอกเห็นด้วย แต่มาประชุมรัฐสภา รัฐสภาบอกไม่เอาด้วย ก็เสียเงิน 3 พันล้านไปเปล่าๆ ทั้งที่เอาไปทำอะไรได้ตั้งเยอะ