หน้าแรก การเมือง ป.ป.ช.ชี้มูล ...

ป.ป.ช.ชี้มูล อดีตนายอำเภอวังวิเศษ ทุจริตเงินรายได้ปาล์มไปใช้ส่วนตัว

11.02.25 | 17:27 น.

ป.ป.ช.ชี้มูล อดีตนายอำเภอวังวิเศษ ทุจริตเงินรายได้ปาล์มไปใช้ส่วนตัว


เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดตรัง นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผอ.สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดตรัง พร้อมด้วยนายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต ร่วมกันแถลงข่าว ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำ จ.ตรัง ได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหาอดีตนายอำเภอวังวิเศษ จ.ตรัง ว่าทุจริตเงินรายได้ปาล์มน้ำมันของอำเภอวังวิเศษ จ.ตรัง โดยนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า กรมธนารักษ์ได้อนุญาตให้กรมการปกครองครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ ในพื้นที่ ต.วังมะปรางเหนือ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง เป็นศูนย์ราชการอำเภอวังวิเศษ ที่ว่าการอำเภอ และบ้านพักข้าราชการกรมการปกครอง โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด 154 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2554 นายอำเภอขณะนั้น เห็นว่าพื้นที่บริเวณด้านข้างที่ว่าการอำเภอวังวิเศษ ซึ่งอยู่ติดกับบ้านพักนายอำเภอ ยาวไปจรดกับเทศบาล ต.วังวิเศษ เนื้อที่ประมาณ 20 กว่าไร่ เป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแปลงสาธิตด้านเกษตร และทำการปรับพื้นที่ปลูกต้นปาล์มน้ำมัน ประมาณ 400 ต้น โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการและไม่ได้แจ้งขอเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้ที่ราชพัสดุดังกล่าว

Advertisement

จากนั้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ผู้ถูกกล่าวหารายนี้ ได้มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอวังวิเศษ จึงเข้ามาดูแลบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันของอำเภอวังวิเศษดังกล่าว โดยมีอาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอวังวิเศษ (อส.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นหน้าที่ของนายอำเภอรายนี้ เป็นผู้ดูแลจัดการให้

เมื่อได้รับเงินจากการขายผลปาล์มน้ำมันแล้ว จะนำเงินมามอบให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา โดยเริ่มแรกตั้งแต่เดือน พ.ย.2558 จนถึงประมาณกลางปี 2560 โดยมีการเก็บผลปาล์มน้ำมัน เฉลี่ย 15-20 วัน/ต่อครั้ง มีรายได้เป็นเงินประมาณ 6,000-10,000 บาท/ต่อครั้ง เมื่อคำนวณเงินรายได้จากการขายผลปาล์มน้ำมันในช่วงเวลาประมาณ 2 ปี จะมีเงินรายได้ประมาณ 200,000-300,000 บาท

ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจ้งว่าได้นำเงินรายได้ดังกล่าว ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนปาล์มน้ำมัน เช่น ค่าซื้อปุ๋ยบำรุงต้นปาล์ม จำนวน 39,000 บาท ค่าคนงานใส่ปุ๋ย จำนวน 1,500 บาท ค่าคนงานตัดหญ้า/ตัดทางปาล์ม จำนวน 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,500 บาท และนำไปเป็นค่าใช้จ่ายจัดกิจกรรมต่างๆ ของอำเภอเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 125,500 บาท

โดยยังมีเงินส่วนที่เหลืออีกเป็นเงินประมาณ 74,500-174,500 บาท ที่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่แน่ชัดว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการใดของทางอำเภอวังวิเศษหรือทางราชการ ไม่สามารถรับฟังหรือชี้แจ้งได้ โดยที่ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้เก็บเงินรายได้ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งไม่มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย หรือมีหลักฐานการใช้จ่ายที่ทำให้สามารถตรวจสอบได้ในภายหลัง

อีกทั้งขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายอำเภอวังวิเศษในขณะนั้น ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 ธันวาคม 2558 แจ้งให้อำเภอวังวิเศษทำการตรวจสอบว่ามีการนำที่ราชพัสดุไปจัดหาประโยชน์ถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาตหรือผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ หรือนำไปใช้นอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือนำที่ราชพัสดุไปใช้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในราชการ ไปจัดหาประโยชน์โดยไม่ถูกต้อง หากใช้ที่ราชพัสดุไม่ถูกต้องให้แจ้งขอเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้ แต่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากลับไม่ดำเนินการตามหนังสือที่ได้สั่งการไปแต่อย่างใด

คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอวังวิเศษ ในความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 และในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 85 (7) มาตรา 83 (3) ประกอบมาตรา 85 (7) และมาตรา 85 (1) (4)

โดยสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดตรัง ได้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งสำนวนการไต่สวนและเอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีก และพิจารณาโทษภายใน 30 วัน

ปัจจุบันนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังคงดำรงตำแหน่งทางราชการในจังหวัดสงขลา สำหรับการไต่สวนคดีอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด