‘ภูมิธรรม’ รับขอพยานหลักฐาน เตรียมออกหมายจับ ‘หม่องชิต ตู่’ สั่งเฝ้าระวังหากเข้าแดนไทย รวบทันที แจงเด้งตำรวจเอี่ยวแก๊งคอลเซนเตอร์เข้ากรุ ทำตามขั้นตอนสอบสวน
เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่สนามบินกองบินตำรวจ รามอินทรา กรุงเทพฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมออกหมายจับ พ.อ.หม่องชิต ตู่ ผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง ว่าขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่าหมายจับออกแล้วหรือไม่ แต่มีการติดต่อประสานมาเพื่อขอหลักฐานในการออกหมายจับ ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ แม้ออกหมายจับแล้วคงไปจับในประเทศเขาไม่ได้ เพราะถือเป็นอธิปไตย แต่ถ้าออกหมายจับแล้วมีการขยับเข้ามาพื้นที่ของไทยสามารถจับได้ทันที หากมีการออกหมายจับก็จะไปเฝ้าดูที่พัก ซึ่งมีข่าวว่าอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ
เมื่อถามถึงการออกคำสั่งย้ายตำรวจที่เข้าไปพัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมีการออกคำสั่งเพิ่มอีกหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ขณะนี้ในคำสั่งมี 5-6 ตำแหน่ง คือผู้กำกับ 3 สถานี ซึ่งเป็นพื้นที่ตามรายงานข่าว คือ สถานีตำรวจภูธรแม่สอด สถานีตำรวจภูธรแม่ระมาด และสถานีตำรวจภูธรพบพระ จ.ตาก โดยให้ขาดจากการปฏิบัติงานในหน้าที่เดิม โดยย้ายไปกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ส่วนอีก 2 รายเป็นผู้บังคับการจังหวัด ได้แก่นาย พล.ต.ต.ราษฎร์ อินทร์ต๊ะสืบ ผู้บังคับการกองตรวจราชการ 5 รักษาราชการแทน ผู้บังคับการกองตรวจราชการ 6 สั่งย้ายมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งหมดไม่สามารถสั่งการในพื้นที่ได้ แต่ยังไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดมีความผิด เพียงต้องดำเนินการจัดการข้อที่ถูกกล่าวหาที่สอบสวนขั้นต้น เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องในพื้นที่ที่อาจจะเป็นการละเลย หรือเรื่องอะไรต่างๆ ทางตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว หากพบว่ามีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนก็จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย
นายภูมิธรรมกล่าวว่า แต่การที่นำออกมาเพื่อให้ทำงานสะดวกและปลอดภัยขึ้น ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความโปร่งใสชัดเจน ถืออยู่ในกระบวนการ “SEAL STOP SAFE” ใน 51 อำเภอ 14 จังหวัด ที่หากพบว่ามีปัญหาจังหวัดและผู้บังคับการจังหวัดต้องรับผิดชอบ และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับท้องที่ใน 76 สถานี ก็จะดำเนินการแนวนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพและข้อเท็จจริง ต้องให้เป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสียกำลังใจ
นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเยอะ ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็จะเอาออกมาจากพื้นที่ก่อน ซึ่งการเกี่ยวข้องอาจไม่เกี่ยวโยงผลประโยชน์ อาจปฏิบัติหน้าที่บกพร่องทำให้เกิดปัญหามาก และตามเงื่อนไขที่คุยในเรื่องซีลชายแดนสามส่วน ถ้าไม่ชัดเจนว่าจะทำไหวก็ให้แจ้งมา แต่ถ้ายืนยันว่าทำไหวก็ต้องทำให้เกิดผล เพราะกระบวนการนี้มีทั้งคุณและโทษ แต่ไม่ได้มุ่งหมายว่าเจ้าหน้าที่จะเป็นฝ่ายผิด แต่ต้องรับผิดชอบในพื้นที่ที่ดำเนินการอยู่

