ภูมิธรรม ชี้ ไม่มีนโยบายให้ไทยเป็นศูนย์พักพิงเหยื่อค้ามนุษย์ เตรียมประสานส่งกลับประเทศต้นทาง
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เปิดเผยว่า ประเทศไทยเตรียมรับตัวเหยื่อค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในชเวก๊กโก่และเคเคปาร์ค จำนวน 53 คน และล่าสุด ได้รับการประสานจากเมียนมา จะนำตัวมาเพิ่มอีก 208 คน รวมเป็น 261 คน โดยกลุ่มเหยื่อดังกล่าวจะถูกส่งตัวผ่านทาง ด่านบ้านช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น.
สำหรับกลุ่มบุคคลที่ได้รับการช่วยเหลือและแยกสัญชาติได้แล้ว 53 คน เป็นพลเมืองจาก 8 ประเทศ ได้แก่
– ฟิลิปปินส์ 12 คน
– เคนยา 4 คน
– แทนซาเนีย 1 คน
– บราซิล 2 คน
– เอธิโอเปีย 21 คน
– ปากีสถาน 5 คน
– บังกลาเทศ 2 คน
– เนปาล 6 คน
และอีก 208 คน จะต้องมาทำการแยกสัญชาตือีกครั้งเมื่อถึงประเทศไทย
โดยหลังจากประเทศไทยรับตัวเหยื่อค้ามนุษย์กลุ่มนี้แล้ว โดยนำตัวไปที่จุดคัดกรอง ที่จุดกองร้อย ตชด.346
เพื่อคัดกรองอย่างเข้มงวด โดยใช้กระบวนการ National Referral Mechanism (NRM) ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้ดูแลและช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์
จากนั้น กระทรวงการต่างประเทศจะประสานงานกับสถานทูตของแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสาร และจัดเตรียมแผนการส่งตัวกลับประเทศต้นทางให้เร็วที่สุด
ทั้งนี้นายภูมิธรรม ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายจัดตั้งศูนย์พักพิงหรือศูนย์อพยพ สำหรับบุคคลเหล่านี้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการกลับเข้าสู่วงจรค้ามนุษย์อีกครั้ง โดยรัฐบาลไทยมีมาตรการเข้มงวดในการ ปราบปรามและป้องกันขบวนการค้ามนุษย์ โดยจะตรวจสอบข้อมูลของเหยื่อแต่ละรายอย่างละเอียด ก่อนดำเนินการส่งตัวกลับเพื่อให้มั่นใจว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ามนุษย์
ปัจจุบัน เมืองเมียวดี เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของขบวนการค้ามนุษย์ ที่ล่อลวงแรงงานจากหลายประเทศไปทำงานผิดกฎหมาย เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และแรงงานหนักในโรงงานเถื่อน
การรับตัวเหยื่อค้ามนุษย์ครั้งนี้เป็นผลจาก ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมา ซึ่งมีเป้าหมายในการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์และช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับความคุ้มครองและกลับประเทศต้นทางอย่างปลอดภัย
รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับนานาชาติและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต

