จ่ายสมทบกี่ปี ได้ค่าเฟิร์สต์คลาส ส่องงบประกันสังคม ‘หยุมหยิม’ระวังโดน ‘หยุมหัว’
เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อ ส.ส.พรรคประชาชน อย่างไอซ์ รักชนก ศรีนอก ออกมาเปิดเผยโครงการ Hack ประกันสังคม โดยทีมงานพรรคประชาชน และ กมธ.ติดตามงบประมาณ ซึ่งก็น่าจะเชื่อได้ว่า เอาข้อมูลมาจากบอร์ดประกันสังคม ในทีมประกันสังคมก้าวหน้า ที่เพิ่งได้รับเลือกเข้าไป เอามาตรวจสอบ
เจอข้อมูลอย่างช็อกๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูงานต่างประเทศ นั่งเครื่องบินเฟิร์สต์คลาส พักโรงแรมหรู 5 ดาว
ตามมาด้วยงบประมาณมหาศาล ในการจัดทำปฏิทินประกันสังคม 8 ปี 450 ล้านบาท การพัฒนาแอพพลิเคชั่นวงเงิน 276 ล้านบาท การพัฒนา Web App กว่า 800 ล้านบาท
หรือกระทั่งการเปิดประเด็นบอร์ดแพทย์ ที่คุมแนวทางสิทธิการรักษาของผู้ประกันตน กำหนดทิศทางการใช้เงินประกันสังคมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ว่าจะไปในทิศทางใด ดูแลสิ่งใดได้บ้าง
ทำไมสิทธิรักษาของประกันสังคม ที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเบี้ยเอง ร่วมกับผู้ประกอบการ ถึงได้ดูด้อยกว่าสิทธิอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาของราชการ หรือกระทั่งบัตรทอง ที่รักษาฟรี
ขณะที่ทางกระทรวงแรงงาน ไล่ตั้งแต่รัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวง นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พาเหรดกันออกมาชี้แจงกันพัลวัน ยืนยันทำถูกต้องตามระเบียบ
ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตั๋วนั่งเฟิร์สต์คลาส การดูงานต่างประเทศที่สุดจะคุ้มค่า การจัดทำปฏิทินที่มีความจำเป็นต่างๆ นานา
พร้อมซัดไปยัง ส.ส.ไอซ์ ว่าหยุมหยิม สนใจแต่เรื่องเล็กน้อยๆ
จนสังคมต้องสงสัยกันว่าเงินหลายล้าน ซึ่งมีที่มาจากผู้ประกันตนตัวเล็กตัวน้อยในประเทศ จะถูกใช้ไปในทิศทางใด ซื้อตัวเฟิร์สต์คลาสมาแล้วกี่ใบ มันหยุมหยิมเล็กน้อย จริงๆ เหรอ!??
เพราะหากกูเกิล เสิร์ชดูเร็ว พบว่าค่าตั๋วเครื่องบินการบินไทย จากสุวรรณภูมิไปลอนดอน บินตรงไปกลับ ชั้นเฟิร์สต์คลาส ในเวลานี้อยู่ที่ราคา 359,652 บาท หรือเอาตัวเลขกลมๆ ก็ประมาณ 3.6 แสนบาทต่อคน
ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบให้กับประกันสังคมเดือนละ 750 บาท หรือตกปีละ 9 พันบาท หากจะจ่ายเงินสมทบจนครบเงินค่าตั๋วการบินไทยชั้นเฟิร์สต์คลาส เท่ากับว่าจะต้องจ่ายถึง 40 ปี
ถ้าเริ่มทำงานตอนอายุ 20 ปี ก็เท่ากับว่าใช้เวลาจนเกษียณ ถึงจะได้ตั๋วสักใบ
แถมเป็นตั๋วใบที่ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบ บางคน แทบไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่าในชีวิตจะมีโอกาสนั่งเฟิร์สต์คลาสไปต่างประเทศแบบใครเขา
ถ้ายังทำมาหากินสุจริต!!
เมื่อเป็นเช่นนี้การที่ไปบอกว่าหยุมหยิม ย่อมกระทบจิตใจความรู้สึกของคนในสังคมไม่มากก็น้อย
กลายเป็นคำถามตามมาว่า เอ้า !!! ต่อจากนี้เราจะไม่อยู่ในระบบประกันสังคมเลยจะได้ไหม
ประกันสังคมเป็นระบบที่บังคับอยู่ ห้ามออกไปหรือไม่
มติชนออนไลน์ จะพาไปไขคำตอบ
ทั้งนี้พบว่า พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดให้มีการจัดตั้ง “กองทุนประกันสังคม” เพื่อเป็นทุนในการใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทน
โดยเงินสมทบ ประกอบด้วย รัฐบาล ร้อยละ 2.75 นายจ้าง ร้อยละ 5 และผู้ประกันตน ร้อยละ 5 ซึ่งจะหักจากเงินเดือนของลูกจ้าง
ทั้งนี้จะหักออกมาเป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงาน จากกองทุนประกันสังคมได้ร้อยละ 10 ต่อปี
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป จะต้องขึ้นทะเบียนนายจ้าง พร้อมขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน ให้ลูกจ้างภายใน 30 วัน นับจากวันจ้างงาน
ทั้งนี้ ผู้ประกันตน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มที่ทำงานประจำ ต้องจ่ายเงินสมทบตามกฎหมาย (มาตรา 33)
2.กลุ่มผู้ที่เคยส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมไม่น้อยกว่า 12 เดือน แต่ลาออกจากงาน โดยไม่ได้เข้าสู่การทำงานประจำ และมีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิผู้ประกันตนต่อ สามารถสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนเมื่อลาออก
3.กลุ่มอาชีพอิสระ ที่มีอายุ 15-60 ปี เลือกจ่ายเงินสมทบเองเพื่อให้ได้สิทธิประกันสังคม หรือเรียกว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 40
หากนายจ้างเจตนาไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่ลูกจ้าง จะมีความผิด ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่ผู้ประกันได้รับ 7 สิทธิประโยชน์ ประกอบด้วย
1.ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
2.กรณีคลอดบุตร
3.กรณีทุพพลภาพ
4.กรณีเสียชีวิต
5.การสงเคราะห์บุตร
6.กรณีชราภาพ หรือเงินบำเหน็จบำนาญ
7.การทดแทนกรณีว่างงาน
ซึ่งผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับทุกสิทธิ ผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้เกือบทุกสิทธิ ยกเว้นกรณีว่างงาน ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 40 เมื่อส่งเงินสมทบตามกำหนด จะได้ชดเชยก็ต่อเมื่อขาดรายได้จากการเจ็บป่วย และค่าทำศพเมื่อเสียชีวิต
เท่ากับว่าหากเป็นลูกจ้าง บริษัทห้างร้านในประเทศ มีนายจ้าง ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเป็นผู้ประกันตน
ส่วนผู้มีอาชีพอิสระ ย่อมเป็นสิทธิที่จะเลือกที่จะเข้าเป็นผู้ประกันตนหรือไม่ก็ได้
อย่างไรก็ตามหากมองถึงจุดประสงค์สำคัญของการตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นา ก็เต็มไปด้วยเจตนาดี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในช่วงเกษียณอายุ หรือว่างงาน รวมทั้งสิทธิรักษาพยาบาลต่างๆ ในกรณีที่ประชาชน ว่างงาน หรือขาดรายได้ เป็นหลักประกันในการดำรงชีวิต และไม่ให้เป็นภาระหนักของรัฐบาลที่จะเข้าไปดูแล
การเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม ย่อมมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มาบริหารกองทุนจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ ดังที่มีข่าวว่าฝ่ายการเมืองเคยแทรกแซงเอาเงินไปซื้อหุ้นของบางบริษัท ที่มีผลประโยชน์ลับๆ ของตัวฝ่ายการเมืองและเครือญาติ ซึ่งก็เป็นข้อครหา ที่รอการตรวจสอบ
ดังนั้นการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะแม้จะมีเงินในกองทุนมากมายขนาดไหน ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ แถมยังเจอการบริหารที่ต้องตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์และความโปร่งใส ย่อมทำให้ผู้ประกันตนกินแหนงแคลงใจ และอดนำไปเปรียบเทียบไม่ได้
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่อง ‘หยุมหยิม’ แต่อาจเป็นเหตุ ‘หยุมหัว’กันได้
และเอฟเฟ็กต์เรื่องนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องเล่น ไม่เชื่อรอดูเลือกตั้งครั้งหน้ากันได้เลย!!!

