บอร์ดคดีพิเศษ นัดประชุม เคาะ คดีฮั้วเลือกสว. รับเป็นคดีเศษหรือไม่ 25 ก.พ.บ่ายโมงครึ่ง
จากกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา นำโดยประธานและรองประธานวุฒิสภา ตั้งแถลงถึงการรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตเลือกตั้งวุฒิสภาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ดีเอสไอได้ตั้งคดีสืบสวนไว้แล้ว ซึ่งถ้าอยู่ชั้นสอบสวนที่ไม่อยู่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ก็จะต้องนำเข้าเป็นคดีพิเศษในฐานความผิดอาญาอื่น แต่ต้องมีลักษณะเป็นความผิดที่ทำเป็นกระบวนการ หรือเป็นองค์กร มีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงเป็นผู้ที่มีอิทธิพล ถ้าเข้าเกณฑ์ในลักษณะนี้นั้น
เมื่อวันที่ 21 ก.พ. รายงานจากกรมสอบสวนดีพิเศษ(ดีเอสไอ)แจ้งว่า ในวันที่ 25 ก.พ.จะมีการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธาน และกรรมการอีก 20 คน อาทิ ปลัดกระทรวงยุติธรรม-ปลัดกระทรวงการคลัง-ปลัดกระทรวงมหาดไทย-อัยการสูงสุด-ผบ.ตร.-เลขาฯ กฤษฎีกา-เจ้ากรมพระธรรมนูญ-ผู้ว่าการแบงก์ชาติ

สำหรับระเบียบวาระประชุมนั้น ในวาระที่ 4 เรื่องเพื่อการพิจารณา เพื่อมีมติให้คดีความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1) เรื่องสืบสวนที่151/2567 กรณี ร้องขอให้ตรวจสอบกระบวนการ เลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ของพรบ.การสอบสวนคดีพิเศษนั้น ระบุว่า คดีความผิดทางอาญาอื่นนอกจาก (1 ) ตามที่ กคพ. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า สองในสามของกรรมการทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ ในคดีที่มีการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และบทใดบทหนึ่งจะต้องดำเนินการโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัตินี้ หรือคดีที่มีการกระทำความผิดหลายเรื่องต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน และความผิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะต้องดำเนินการโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจสืบสวน สอบสวนสำหรับความผิดบทอื่นหรือเรื่องอื่นด้วย และให้ถือว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ
บรรดาคดีใดที่ได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้วโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ให้ถือว่า การสอบสวบสวน นั้นเป็นการสอบสวนในคดีพิเศษตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว บทบัญญัติในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับบุคคลที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดด้วย กงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในกรณีที่มีข้อโต้แย้งหรือข้อสงสัยว่าการกระทำความผิดใดเป็นคดีพิเศษตามที่ กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง (1) หรือไม่ ให้ กคพ. เป็นผู้ชี้ขาด

