หน้าแรก การเมือง กัณวีร์ จับตา...

กัณวีร์ จับตาทักษิณ ลง 3 จังหวัดใต้ รอบ 20 ปี งัดโครงการพาคนกลับบ้าน เตือนรบ.ใช้ 66/23

22.02.25 | 17:35 น.

กัณวีร์ จับตาทักษิณ ลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ รอบ 20 ปี งัดโครงการพาคนกลับบ้าน เตือนรบ.ใช้ 66/23 ต้องฟังคำพื้นที่ให้มาก – ทำเข้าใจคำว่า พหุวัฒนธรรม 

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568 นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เอาจริงเหรอกับการคืนชีพ 66/23 ในพื้นที่ปาตานี และมาดูกันกับการกลับมาของคุณทักษิณในรอบเกือบ 20 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ นายทักษิณ ชินวัตร กับ นายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จะจูงมือกันลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีตารางแน่นเอี้ยดตั้งแต่เช้าจนเย็น ไปพบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องที่และท้องถิ่น ผู้นำทางศาสนา และการศึกษา เพื่อหาแนวทางการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จงได้

ที่เห็นจากการใส่ตำแหน่งคุณทักษิณนี่ก็น่าสนใจ โดยเฉพาะที่ปรึกษาประธานอาเซียน และเชื่อมกับหัวข้อ “การพัฒนา” มันเลยสะท้อนให้เห็นมิติที่ถูกวางไว้ของรัฐบาลชุดนี้ที่จะพยายามเน้นการพัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งก็ไม่ผิดนะครับ เพราะใครๆ ก็ชอบการพัฒนาทั้งนั้น และการที่มีความมุ่งหมายมากๆ ที่จะใช้อาเซียนมาทำงานในพื้นที่ให้มากขึ้น

แต่มั่นใจขนาดนั้นเลยหรือ?

ก่อนอื่นคงต้องตีโจทย์ให้แตกว่าการพัฒนาที่จะใส่ในสมการของการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมันตอบโจทย์คนในพื้นที่หรือไม่ การมีส่วนร่วมและการได้รับข้อมูลของคนในแต่ละพื้นที่มีความจำเป็นมากๆ ต่อการสร้างการพัฒนาที่ถูกจุดและเหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่และรูปแบบการดำรงชีวิต

Advertisement

อย่าเอาการพัฒนารูปแบบมหภาคจากส่วนกลางทุ่มลงไปนะครับ มันจะผิดจุดเหมือนปี 2547 ที่ทุ่มงบทันทีสำหรับโครงการ/แผนงานด้านการพัฒนา 9,000 ล้านบาท หลังเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ เพราะมันเหมือนกับเอาเงินไปโยนแล้วให้ส่วนราชการเอาโครงการมาใส่โดยไม่ศึกษาตรวจสอบจากคนท้องถิ่นเสียก่อน ว่าความต้องการที่แท้จริงคืออะไร

ผมจำได้แม่น เพราะต้องไปดูแผนงาน/โครงการด้านความมั่นคง 3,000 ล้านบาท ในเวลาเดียวกันนั้นเอง และสมัยนั้นคุณทักษิณก็เป็นนายกฯ “จริงๆ” ด้วย

ศอ.บต. เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีเพราะมีข้อมูลทั้งแผนงาน/โครงการการพัฒนาที่ต่อเนื่องมา 20 กว่าปี หากเอาข้อมูล 2 ทศวรรษนี้มาทำการวิเคราะห์ให้ดีว่าแผนงาน/โครงการไหนที่มันไม่ตอบโจทย์ ทำแล้ว ทำเล่า และยังทำต่อไป นี่ก็ยุติได้ สามารถผันเงินไปทำอย่างอื่นที่ทำให้การพัฒนามันสามารถมาต่อยอดสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้ต่อไป

ช่วงนี้ผมหูแว่วบ่อย แว่วมาว่า แนวทางนโยบาย 66/23 จะถูกนำกลับมาใช้ ซึ่งก็คือคนที่กลับเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทย ในช่วงการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรครับ แต่คงต้องเอามาอาบน้ำแต่งตัวกันใหม่ให้ตอบโจทย์ต่อปี 2568 และเหมาะสมกับพื้นที่ปาตานีนะครับ

ถ้าจะนำนโยบาย 66/23 มาใช้ คำถามคือ “จะพาใครกลับบ้าน“ หมายรวมถึงใคร BRN อย่างเดียวหรือคนในพื้นที่หรือใคร บริบทคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อนกับสถานการณ์ในพื้นที่ จชต. มันต่างกันชนิดมืดฟ้ามัวดิน แค่คิดออกมาก็หลงทางแต่แรกแล้ว จึงอยากรู้ว่า ใครเป็นคนคิด สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ รองนายกรัฐมนตรี

แปลกมากหากเป็น รองนายกฯ ภูมิธรรม เพราะตัวเองก็อยู่ในช่วง 66/23 ใช่มั้ยครับ “สหายใหญ่” มันคนละเรื่องกันเลย หากเป็น สมช. นำและเสนอนี่ ผมจะเสียใจกับบ้านหลังนี้ของผมมาก เพราะทั้งๆ ที่ตัวเองทำงานยุทธศาสตร์และนโยบายมาตลอดเวลา ทำไมถึงเสนอเรื่องนี้มาให้รัฐบาล ท่านต้องเสนอว่า รัฐบาลชี้ธงมาว่าอยากให้ทำอะไร แล้วจะไปเร่งการจัดทำนโยบายที่เหมาะสมมาให้ ต้องให้การเมืองรับผิดชอบให้มากครับ“

แต่ความดื้อและไม่ฟังของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง ตนจึงจะขอดักไว้ก่อนว่า หากเอามาใช้จริงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงบริบทกฎหมายพิเศษต่างๆ ที่มีอยู่ และรวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่ยังถูกนำมาใช้หากไอ้ตัว 66/23 เวอร์ชั่นใหม่มันออกมาจริง

หากดึงดันเอามันออกมาและปรับใช้จริงๆ และดันมีผู้เห็นต่างเข้าร่วมจริงๆ อย่างช่วงคอมมิวนิสต์ในช่วงอดีตนั้น ขอแจ้งในแง่มุมกฎหมายว่า มันก็จะมีกฎหมายอื่นๆ ที่บังคับและจำกัดไม่ให้การ “เข้าร่วม” นี้เป็นการเข้าร่วมแบบเท่าเทียมและจริงใจ มันจะมีกฎหมายซ้อนกฎหมายอยู่ในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการติดตามอย่างต่อเนื่องของภาครัฐต่อผู้เข้าร่วม การจำกัดบริเวณพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัย การติดกำไล EM ฯลฯ

แต่กลับกันมันจะไม่มีการสนับสนุนด้วยกฎหมายต่างๆ จากการไปจำกัดสิทธิของพวกเค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเยียวยาจากการจำกัดพื้นที่ที่อาศัยหากไม่สามารถทำงานได้ ผลกระทบทางจิตวิทยาสังคมต่อครอบครัว เป็นต้น คงยังมีรายละเอียดอีกเยอะครับที่ต้องศึกษากันให้ถี่ถ้วนเสียก่อน

แต่หากเป็นไปได้ ปล่อย 66/23 ให้อยู่ในประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า มันเป็นเครื่องมือในช่วงต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์เถิด ซึ่งปัจจุบันยังมีการเรียกร้องของพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการ “พาคนกลับบ้าน” ว่ายังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้อยู่อีก

การพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ปาตานีคงไม่ใช่เป็นเรื่องแค่ด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว หรือการพาณิชย์เท่านั้น แต่ต้องพูดเรื่องการพัฒนาทางสังคม ระบบและกระบวนการยุติธรรม และการพัฒนาการตระหนักรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเสียด้วย และที่สำคัญหากจะพูดเรื่องการพัฒนา มันต้องเป็นแบบ bottom up น่าจะเหมาะสมกับพื้นที่ จชต. มากที่สุดครับ

“ฟังเค้าให้เยอะ เข้าใจบริบทของความหลากหลายให้เยอะ ตอบสนองต่อความเท่าเทียมกันให้มาก เข้าใจและทราบซึ้งความหมายของคำว่า “พหุวัฒนธรรม” ได้อย่างแท้จริงครับ”

เมื่อเมื่อสองวันที่แล้ว เจอปราชญ์ท้องถิ่นผู้ที่ตนนับถือมากๆ แบนายิบ บอกว่าหากยังไม่เข้าใจคำว่าพหุวัฒนธรรมอย่างง่ายๆ แต่ลึกซึ้ง ยังไงก็จับหัวใจของการสร้างเอกภาพบนความหลากหลายไม่ได้ “นล จำไว้ ภาษา อาหาร และการแต่งกาย”

จึงฝากไปถึง คนที่จะลงไปทำงานในพื้นที่ทุกท่าน