1 ใน 9 เครือข่ายโกตี๋รับเคยใช้อาวุธในการชุมนุม 2 ครั้ง ซัดทอด ‘อดีต รมต.’ ซ่องสุมอาวุธ 2 คอนเทนเนอร์

จากกรณีทหารและตำรวจเข้าตรวจยึดอาวุธรวม 9 จุดใน 7 จังหวัด เครือข่ายของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาตรวจค้นพบอาวุธจำนวนมาก และทหารควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้ทั้งหมดรวม 9 ราย ก่อนที่ต่อมาศาลจะออกหมายจับโกตี๋และผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหาร่วมกันครอบครองอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้, มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ขณะที่บางคนถูกตั้งข้อหา พ.ร.บ.ยาเสพติด และอั้งยี่ ซ่องโจรด้วยนั้น

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 24 มีนาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คสช. พร้อมทหาร ควบคุมตัว 9 ผู้ต้องหาเครือข่ายนายวุฒิพงศ์ ประกอบด้วย นายธีรชัย อุตรวิเชียร หรือระพิน อายุ 55 ปี นายประเทือง อ่อนละมูล อายุ 58 ปี นางปาลิดา เรืองสุวรรณ อายุ 62 ปี นายทศพล เกษโกศล อายุ 25 ปี จ.ส.อ.ธนโชติ วงศ์จันทร์ชมภู อายุ 57 ปี ว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์ ฉัตรพิทักษ์กุล อายุ 49 ปี น.ส.เอมอร วัดแก้ว อายุ 44 ปี นายวันไชยชนะ ครุฑไชยันต์ อายุ 56 ปี นายอุดมชัย นพสวัสดิ์ หรือแสนรัก อายุ 60 ปี

พร้อมนำของกลางทั้งซีพียูคอมพิวเตอร์ เครื่องปั่นไฟ ลำโพง ฯลฯ ที่ได้ตรวจยึดจากการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน บก.ป. โดยมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมารอรับตัวผู้ต้องหา

รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเคยนำอาวุธของกลางไปก่อเหตุในช่วงการชุมนุม ปี 2553 และยอมรับว่านายโกตี๋นำอาวุธมาฝากเอาไว้ในโกดัง โดยหลังจากปี 2553 กลุ่มผู้ต้องหามีการนัดประชุมวางแผนหลายครั้ง ก่อนจะก่อเหตุทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและใกล้เคียง รวมทั้งยอมรับว่าได้มีการประชุมเพื่อเตรียมก่อเหตุในพื้นที่วัดพระธรรมกาย ขณะเจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าตรวจค้นอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สืบทราบว่ากลุ่มดังกล่าวพยายามจะสร้างความปั่นป่วนและปลุกปั่นในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากรับตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 คนนั้น พนักงานสอบสวนจะตรวจร่างกาย สอบปากคำเบื้องต้น ทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนนำตัวส่งให้กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อสอบปากคำประกอบสำนวน โดยเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน บก.ป.ได้ส่งสำนวนในคดีดังกล่าวทั้งหมดให้กับดีเอสไอไปแล้ว เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 ซึ่งเป็นอำนาจของดีเอสไอในการดำเนินคดี

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 9 คนที่ถูกจับกุมแล้ว ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 4 คน รวมถึงโกตี๋ด้วยที่อยู่ระหว่างหลบหนี โดยขณะนี้ตำรวจได้ออกหมายจับทั้ง 4 คนในข้อหาร่วมกันครอบครองอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้, มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองไว้แล้วด้วย

ต่อมาเวลา 12.30 น. ที่ห้องประชุมชิวปรีชา บก.ป. พล.ต.อ.ศรีวราห์พร้อมคณะ แถลงกรณีการรับมอบตัวผู้ต้องหา

โดย พล.ต.ต.ชยพลกล่าวว่า วันนี้ทหารนำตัวผู้ต้องหา 9 รายมามอบให้พนักงานสอบสวน บก.ป. โดยมีแพทย์ รพ.ตำรวจตรวจร่างกาย พร้อมทั้งแสดงหมายจับและแจ้งข้อหาตามขั้นตอน เบื้องต้นแพทย์ระบุว่าไม่มีความผิดปกติ และไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

ด้านนายธีรชัยกล่าวว่า เข้ามาทำงานกับนายโกตี๋เมื่อประมาณปี 2556 มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานช่าง ดูแลวิทยุ อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ในการออกอากาศสถานีวิทยุคนเสื้อแดงเรดการ์ดเรดิโอเท่านั้น ส่วนอาวุธปืนของกลางทั้งหมดเป็นอาวุธปืนที่นายโกตี๋รับบริจาคเงินจากชาวบ้านแล้วนำไปซื้อมา ไม่ทราบว่านายโกตี๋ซื้อมาจากที่ไหน อย่างไรก็ดี เท่าที่ทราบอาวุธปืนเหล่านี้เคยถูกนำไปใช้ก่อเหตุเพียง 2 ครั้ง คือกรณีการชุมนุมที่เวทีอนุสรณ์สถาน ดอนเมือง เพื่อใช้สำหรับป้องกันเหตุ

นายธีรชัยกล่าวต่อว่า ส่วนการนำอาวุธปืนไปใช้ครั้งที่ 2 บริเวณแยกหลักสี่ ในระหว่างที่มีการปะทะกับกลุ่ม กปปส. มีพระพุทธะอิสระเป็นแกนนำเวทีดังกล่าว แต่ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.กระทำการรัฐประหาร นายโกตี๋ก็กำชับกับตนให้นำอาวุธปืนและอุปกรณ์ทุกอย่างที่สถานีวิทยุคนเสื้อแดงเรดการ์ดเรดิโอ จ.ปทุมธานี มาเก็บไว้ที่บ้านของตน พร้อมทั้งให้ดูแลรักษาไว้อย่างดี โดยหลังจากนั้นไม่เคยนำอาวุธปืนทั้งหมดออกมาใช้แต่อย่างใด

นายธีรชัยกล่าวอีกว่า เคยเดินทางไปพบกับนายโกตี๋ที่ประเทศลาวประมาณ 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดเดินทางไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งในเรื่องที่เคยพูดคุยกันนั้นเป็นการสอบถามว่าจะมีแนวทางที่จะต่อต้านรัฐบาลอย่างไร นายโกตี๋บอกว่า มีผู้ใหญ่ระบุว่ามีอาวุธอยู่ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่นายโกตี๋ก็ไม่เคยเห็นอาวุธในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว ส่วนผู้ใหญ่ที่นายโกตี๋กล่าวอ้างนั้นน่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งตนเคยพูดคุยทางโทรศัพท์กับอดีตรัฐมนตรีคนดังกล่าวด้วย

“ผมยืนยันว่าทุกครั้งที่ไปพบกับนายโกตี๋นั้น ไม่มีคำสั่งให้กลับมาก่อเหตุความวุ่นวายใดๆ และเชื่อว่าลำพังนายโกตี๋ ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะก่อเหตุได้ ส่วนกรณีการขู่ลอบสังหารผู้นำประเทศนั้นมีการขู่จริง” นายธีรชัยกล่าว และว่า ทราบดีว่าการที่มีอาวุธปืนอยู่ในความครอบครองนั้นผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากนายโกตี๋กับตนเป็นเพื่อนกัน และนายโกตี๋กำชับว่าให้เก็บอาวุธปืนไว้ จึงไม่ได้มอบให้กับทางการตั้งแต่ช่วงที่ คสช.มีคำสั่งออกมา

ขณะที่ว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์กล่าวว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการจับกุมอาวุธปืนในครั้งนี้ รวมทั้งไม่เคยเคลื่อนไหวด้วยการใช้ความรุนแรง เนื่องจากแนวคิดของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในกลุ่มของพวกตนนั้นจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกันในประเด็นการเมือง พวกตนยอมรับความเห็นที่หลากหลาย

อย่างไรก็ดี หลังจากว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์กล่าวถึงประเด็นเรื่องอาวุธปืนนั้น ทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ได้ชี้แจงถึงข้อกล่าวหาทันทีว่า ว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์ไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนแต่อย่างใด โดยข้อหาที่ถูกออกหมายจับนั้นเป็นความผิดฐานซ่องโจร และความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในส่วนของว่าที่ ร.ต.สุริยศักดิ์นั้น หลังจากแจ้งข้อหาและทำประวัติแล้ว จะนำส่งฝากขังที่ศาลทหารต่อไป เนื่องจากหมายจับเป็นของศาลทหาร

บทความก่อนหน้านี้กทม.มั่นใจ ‘ประชานิเวศน์ 1’ น้ำไม่ท่วม เร่งติดตั้งบ่อสูบ-เชื่อมบึง ก่อนฝนมา
บทความถัดไปผบช.ภ.5 เชื่อไม่มีซ้อม “ชัยภูมิ ป่าแส” เผยสอบขยายผลญาติ ชวนพยานเห็นเหตุการณ์มาให้ข้อมูล