เปิดรายงาน กมธ. วิสามัญบุหรี่ไฟฟ้า ส่งสภาฯ ก่อนเข้าครม.พิจารณา ชี้ 40 ประเทศทั่วโลก ผิดกม.
จากการที่ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกเปิดเผย ว่า รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมและเร่งสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานภาครัฐบูรณาการความร่วมมือเดินหน้าปราบปราม หยุดยั้งการลักลอบผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด หากพบเห็นว่าพื้นที่ใดมีการเปิดขายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายและมีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีร้านขายหรือมีการรับสินบนเพื่อให้เปิดร้านขายได้ ก็จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ทันที นั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์รัฐสภาไทย เผยแพร่ระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ ครั้งที่ 19(สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ซึ่งได้บรรจุ “รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎร” ไว้ในวาระรายงานที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว หลังจากที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยจำนวน 35 คน ตามมติการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 17 เมื่อวันพุธที่ 27 กันยายน 2566 ซึ่งมีระยะเวลาการศึกษาทั้งสิ้น 480 วัน
รายงานนี้ ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการพิจารณากฎหมายและมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้าในด้านต่างๆ ในทุกมิติและเสนอแนะแนวทางในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีเนื้อหาที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังได้เชิญหน่วยงาน องค์กร บุคคล มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพแห่งชาติ การยาสูบแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์การอนามัยโลก สถาบันด้านการแพทย์ รวมทั้งภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน
จากการศึกษาพบว่าการแพร่ระบาดของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน บุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินที่ก่อให้เกิดการเสพติด และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการยากต่อการควบคุมของภาครัฐ ทำให้เกิดการแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้าต่อเด็กและเยาวชน เพิ่มอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาของเด็กและเยาวชนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงสิบปีที่่ผ่านมาจะมีมาตรการทางกฎหมายในการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่ยังไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติที่ควบคุมกำกับหรือปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังขาดความชัดเจน เกิดช่องว่างในการบังคับใช้ และมีข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ นอกจากนี้ การห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาดทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันและการสูญเสียรายได้ของรัฐ
นอกจากนี้การศึกษาของ กมธ. วิสามัญฯ พบว่ายังเกิดปัญหาการตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย เกิดปัญหาในการดำเนินคดีกับผู้จำหน่าย และครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าเนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ไม่ชัดเจน บทกำหนดโทษที่ใช้ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าไม่เหมาะสม เกิดข้อจำกัดทางกฎหมายในการจัดเก็บภาษีเนื่องจากกฎหมายที่ใช้อยู่กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีศักยภาพในการช่วยเลิกบุหรี่ได้ จากการศึกษาถึงเหตุผลในการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของผู้สูบบุหรี่ในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเครือรัฐออสเตรเลีย พบว่าเหตุผลหลักที่กลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า คือ ใช้เพื่อช่วยในการลดการสูบบุหรี่ และมีหลักฐานว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่สามารถช่วยในการเลิกบุหรี่ได้ดีกว่าการใช้ Nicotine Replacement Therapy

นอกจากนั้นในปัจจุบันก็ไม่มีหลักฐานที่สรุปได้อย่างแน่นอนว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิด Gateway ไปสู่การสูบบุหรี่มวน และไม่มีหลักฐานที่ยืนยันเรื่องทฤษฎี Gateway ได้อย่างชัดเจน การที่อัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงในอังกฤษ นิวซีแลนด์ และอเมริกาหลังจากมีบุหรี่ไฟฟ้าอาจสรุปได้ว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าน่าจะเป็นประตูสู่การเลิกบุหรี่ แทนที่จะส่งเสริมให้มีการสูบบุหรี่มากขึ้น ในส่วนของปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากับเด็กและเยาวชนนั้น สามารถทำให้ลดลงได้หากมีการควบคุมที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศอังกฤษแนะนำการควบคุมผลิตภัณฑ์ทดแทนการสูบบุหรี่ที่เหมาะสม โดยให้มีการทบทวนกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนจากบุหรี่แบบเผาไหม้ธรรมดามาเป็นแบบไม่เผาไหม้ซึ่งมีความเป็นอันตรายน้อยกว่า แต่ในขณะเดียวกันจะต้องมีการควบคุมไม่ให้ดึงดูดเยาวชน
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณากฎเกณฑ์ในการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันของหลายๆ ประเทศ พบว่าในกลุ่มสหภาพยุโรปบางประเทศนั้นมีการอนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ แต่ก็จะมีข้อกำหนดถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่อนุญาตให้ใช้ เช่น ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนั้นใช้ข้อกำหนด ของ The Tobacco Products Directive (EU-TPD) โดยจะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุม ความเข้มข้นของ นิโคตินใน E-liquid ควบคุมขนาดของผลิตภัณฑ์การแสดงข้อมูลบนฉลาก ตลอดจนควบคุมการทำการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้า เป็นต้น
ทั้งนี้ การศึกษาถึงผลกระทบและแนวทางการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้านั้น ต้องมีความครอบคลุม จะมองเพียงมิติสุขภาพไม่ได้ แต่ต้องสร้างสมดุลย์ในทุกๆ มิติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ในรายงานจึงได้พิจารณาประเด็นด้านสังคมที่ปัจจุบันเราจะเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีจำหน่ายในแพลตฟอร์มออนไลน์ ทุกแพลตฟอร์ม ก่อให้เกิดปัญหาเพิ่มอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาของเด็กและเยาวชนมากขึ้น รวมทั้งปัญหาเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพของสูบบุหรี่ในการเลือกสูบบุหรี่ไฟฟ้า
ในประเด็นด้านเศรษฐกิจนั้น ในรายงานระบุว่าการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าอาจลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แต่กลับส่งผลให้เกิดการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้ แต่การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าสามารถสร้างรายได้จากภาษี ลดการจำกัดสิทธิ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการจัดการกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และมลพิษ
เมื่อได้พิจารณาอย่างรอบด้านและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องแล้ว คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จึงได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังต่อไปนี้
แนวทางที่ 1: บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Products) ทุกประเภท เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่หรือออกกฎหมายใหม่ เพื่อห้ามการผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทางสุขภาพและสังคม แต่ก็อาจทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าและสูญเสียรายได้ของรัฐ
แนวทางที่ 2: ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Products: HTPs) เป็นสิ่งที่ถูกควบคุมตามกฎหมาย โดยการแก้ไขกฎหมายเพื่อควบคุม HTPs ภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ซึ่งจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ แต่ก็ต้องมีการควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
แนวทางที่ 3: บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Products) เป็นสิ่งที่ถูกควบคุมตามกฎหมาย โดยมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถนำเข้า ผลิต และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ภายใต้การควบคุม ซึ่งจะช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีและควบคุมมาตรฐานได้ แต่ก็ต้องมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน
ในรายงานยังระบุถึงการควบคุมผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Products) ของต่างประเทศ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO จาก 121 ประเทศที่มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน (Electronic Nicotine Delivery Systems; ENDS) โดยมี 34 ประเทศที่ไม่อนุญาตให้ขาย และ 87 ประเทศที่มีการ อนุญาตให้ขายและมีมาตรการในการควบคุมผลิตภัณฑ์
สำหรับผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Products) มี 18 ประเทศที่ไม่อนุญาตให้ขาย ได้แก่ เครือรัฐออสเตรเลีย เอธิโอเปีย อินเดีย สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล บรูไน สาธารณรัฐสิงคโปร์ ราชอาณาจักรกัมพูชา รวมทั้งประเทศไทยมี ในขณะที่กว่า 73 ประเทศ ที่มีการอนุญาตให้ขายผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Products) โดยมีกฎหมายควบคุม
ส่วนประเทศที่ยกเลิกการห้ามผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Products) ได้แก่ อุรุกวัย และเนปาล
และมีประเทศที่ยกเลิกการห้ามบุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ ยาสูบแบบให้ความร้อน (Heated Tobacco Products) ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิยิปต์ เลบานอน
ส่วนประเทศมีการประกาศห้ามบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มเติมจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ฮ่องกง มาเก๊า ปาเลา หมู่เกาะคุ๊ก
ทำให้ประเทศบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายมีจำนวน เพิ่มขึ้นจาก 4 ประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2555 เป็น 40 ประเทศปี พ.ศ. 2567
ทั้ง 3 แนวทางต่างมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป โดยหลังจาก กมธ. วิสามัญได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านแล้ว มีการให้ความคิดเห็นส่วนบุคคลของกรรมาธิการไว้ในภาคผนวก ซึ่งกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จำนวน 21 เสียง ต่างเห็นด้วยกับแนวทางที่ 3 ในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน
ซึ่งหลังจากนี้คงต้องติดตามการอภิปรายและผลการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่รายงานฉบับนี้จะถูกส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจาณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งผู้ไม่สูบบุหรี่ ผู้สูบบุหรี่ ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า และการปกป้องเด็กและเยาวชนของเราต่อไป ทิศทางการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของไทยจะสอดคล้องกับประเทศส่วนใหญ่ในโลกหรือจะยังคงการแบนต่อไปแล้วหวังพึ่งการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดอีกไม่นานคงจะได้ทราบผลกัน

