เจาะเกม‘ฝ่ายค้าน’ ซักฟอกเดี่ยว‘นายกฯอิ๊งค์’
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพียงผู้เดียว
วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงบุคคลเดียวไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยมีการอภิปรายในลักษณะนี้มาแล้วไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ประเด็นเรื่องการทุจริตสินค้าเกษตร ต่อมาเกิดการยุบสภา หรือสมัยอดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องการผิดพลาดเกี่ยวกับการจัดการปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ณ เวลานั้น
นี่คือ 2 ตัวอย่างที่อดีตนายกฯเคยผิดพลาดค่อนข้างชัดเจนนำไปสู่การอภิปรายนายกฯเพียงคนเดียว ครั้งนี้จะเห็นอีกครั้งว่าการปภิปรายนายกฯเพียงคนเดียว จะทำให้จุดโฟกัสตรวจสอบของฝ่ายค้านมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตรงที่ถ้าพูดถึงนายกฯ ก็จะกระทบกับคณะรัฐมนตรีทั้งหมดไปด้วย เป็นแนวทางบีบให้นายกฯต้องเข้าสภา ถ้าเราสังเกตนายกฯแพทองธารจะพบว่ามีบทบาทในสภาน้อยมาก โฟกัสงานบริหารเพียงอย่างเดียว การตอบคำถามในสภาจะส่งตัวแทนเข้ามาตอบ
แต่ปัญหาการอภิปรายนายกฯเพียงคนเดียวก็มี แม้เป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่อำนาจควบคุมเพียงไม่กี่หน่วยงาน ส่วนใหญ่เป็นประธานบอร์ดบริหารสำคัญต่างๆ มากกว่า อำนาจการบริหารทำงานจริงๆ คือเจ้ากระทรวง เวลาเห็นความผิดพลาดที่ชัดเจน จะเห็นจากรัฐมนตรีก่อนจะเห็นความผิดพลาดของนายกฯ
นายกฯจะผิดพลาดในลักษณะไม่ควบคุมดูแลมากกว่า อย่างเช่นการอภิปรายนโยบายจำนำข้าว หรือเรื่องจีทูจีเก๊ พบว่าความผิดเกิดกับรัฐมนตรี ส่วนนายกฯจะพ่วงถูกอภิปรายไป เกลายเป็นจุดอ่อนว่าถ้าฝ่ายค้านอภิปรายนายกฯคนเดียว อาจจะไม่เห็นข้อผิดพลาดที่จริงจัง หรือเนื้อหาแท้ๆ ของแต่ละกระทรวง สุดท้ายพูดได้แต่เรื่องรวมๆ จะจับต้องสาระสำคัญได้ไม่มาก จะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าการตรวจสอบคอร์รัปชั่นจากนโยบายของรัฐ
กระแสข่าวบอกว่าพรรคประชาชนเจอข้อสอบรั่ว เนื้อหาการอภิปรายของรัฐมนตรีแต่ละคนถูกงูเห่าเอาข้อสอบไปปล่อยให้ทุกคนรู้แล้ว ก็เลยต้องมาอภิปรายนายกฯคนเดียว แต่ยังไม่เพียงพอ ปรับยุทธศาสตร์การอภิปรายนายกฯคนเดียว เพราะประชาชนอยากรู้เหมือนกันว่า ข้อสอบรั่วคือเรื่องอะไร ต่อให้เป็นข้อสอบรั่ว ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงได้ก็ไม่เป็นไร พรรคฝ่ายค้านควรต้องยืนหยัด ทำให้เห็นว่าในนโยบายที่มีปัญหาหรือคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นคือเรื่องอะไรแล้วค่อยเอามาพูดในสภา ไม่ใช่สุดท้ายพูดแล้วฝ่ายรัฐบาลจะตอบได้เลยไม่อภิปราย เลยมาอภิปรายนายกฯคนเดียว ถือว่าน่าเสียดาย ฝ่ายค้านต้องมียุทธศาสตร์ในการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นนายกฯคนเดียวหรืออภิปรายพรรคร่วมพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็ไม่สามารถอภิปรายได้ทั้งหมด
เรื่องข้อสอบรั่ว พรรคประชาชนก็มีความแตกแยกภายในพอสมควร และมีความไม่วางใจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากในกระแสข่าวว่า กลุ่มใหญ่ๆ ในพรรคพร้อมย้ายขั้วหลังจาก 44 ส.ส.โดนคดีเรื่องจริยธรรม ภายใต้ความไม่ไว้ใจดังกล่าวทำให้ข้อมูลภายในของพรรคประชาชนอาจจะหลุดไปถึงมือรัฐบาลได้
ตรงนี้นี่แหละทำให้ยุทธศาสตร์การอภิปรายที่เหลือนายกฯเพียงคนเดียว ฝ่ายค้านอาจจะขาดความเข้มแข็งพอสมควร รวมไปถึงพรรคฝ่ายค้าน
อื่นๆ ด้วย อย่างพรรคไทยสร้างไทย หรือพลังประชารัฐ ก็ไม่ค้านเต็มตัว โดยพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะเป็นฝ่ายค้านแต่ 6 เสียงที่มีก็โหวตคนละทิศคนละทางกับแกนนำพรรคไทยสร้างไทย หรือพรรคพลังประชารัฐก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นฝ่ายค้านที่จริงๆ แล้วยังอยู่ในโหมดพร้อมไปโหวตให้พรรครัฐบาลหรือไม่ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นฝ่ายค้านจริงๆ จะเหลือแค่พรรคประชาชนพรรคเดียว และเป็นพรรคที่มีปัญหาในการจัดการอยู่ ณ ตอนนี้เพราะมีความไม่วางใจกันเกิดขึ้น
ผลลัพธ์สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลยังมีความเข้มแข็งในเชิงเสียงโหวต ต่อให้อภิปรายได้ดีขนาดไหน พอโหวตรัฐบาลก็ยังได้รับความไว้วางใจ เราคงไม่เห็นสถานการณ์นายกฯลาออกหรือยุบสภา
อย่างที่บอกไปถ้าไม่มีความผิดเห็นได้ชัดจริงๆ อย่างสมัยอดีตนายกฯบรรหาร หรืออดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต มันเป็นเพียงแค่เกมการเมืองในการวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นผู้นำของนายกฯ มองว่ายังมีเนื้อหาไม่หนักแน่นเพียงพอที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
สรุปว่าน่าเสียดาย อยากเห็นข้อมูลรายกระทรวงมากกว่า มีกระทรวงไหนที่มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น เราน่าจะพอแล้วกับเรื่องชั้น 14
หรือเรื่องอดีตนายกฯทักษิณอะไรประมาณนี้
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯคนเดียว มองว่าเป็นการสับขาหลอกของพรรคประชาชนมาตั้งแต่ต้น ประเมินว่าไม่ต้องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจให้เกิดผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อกลับลำอภิปรายนายกฯคนเดียว จะทำให้เกิดความหวาดระแวงกันมากขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งที่มีการปล่อยข่าวจะอภิปรายหลายกระทรวง ผมกับพรรคพวกเคยประเมินว่าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณยังเกรงใจบารมี นายทักษิณ ชินวัตร อาจจะมีดีลลับ ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร อีกทั้งพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านเพื่อรักษาเสถียรภาพให้กับรัฐบาลทางอ้อม ทำหน้าที่ฝ่ายค้านไม่เต็มศักยภาพ พรรคประชาชนจึงชี้ให้เห็นว่าไม่มีดีลลับกันจริงๆ จึงทำการตรวจสอบ น.ส.แพทองธาร อย่างเข้มข้น เพื่อยืนยันว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ทักษิณ ชินวัตร ไม่เป็นไปตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีดีลลับระหว่างกัน
เหมือนสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ ถูกอภิปรายคนเดียวถึง 4 วัน ส่วนครั้งนี้เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม ต้องการทำลายฐานคะแนนความนิยมและความชอบธรรมของแพทองธารและพรรคเพื่อไทยและยังพุ่งตรงไปที่ทักษิณ
หากพรรคฝ่ายค้านเปิดโปงข้อมูลชั้น 14 ทำให้นายทักษิณอยู่ในภาวะวิกฤตศรัทธา จะไปทำลายคะแนนนิยมของทักษิณ ในฐานะที่เป็นแกนนำพรรคหลักจริงๆ
ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมประเมินว่าฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าที่ตัวนายกฯและ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วย ฝ่ายค้านเห็นว่าเอกภาพของฝ่ายรัฐบาลคือพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย หากเทน้ำหนักไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำให้ทั้ง 2 พรรคหวาดระแวงกันมากขึ้น เห็นได้จากดินเนอร์ล่าสุด นายอนุทินให้ทุกคนแชร์จ่ายค่ากิน เกิดภาพสะท้อนว่าภายหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ผลจะออกมาอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลต้องช่วยเหลือกัน เหมือนกรณีการคอร์รัปชั่น หากไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน ทุกพรรคต้องร่วมด้วยช่วยกันเหมือนแชร์ค่าอาหาร
ส่วนการอภิปรายนั้น ประเด็นสำคัญคือการที่นายกฯถูกครอบงำโดยนายทักษิณ มองได้ว่าขาดความชอบธรรมการบริหารประเทศ โดยเฉพาะนโยบายที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มทุนเศรษฐกิจการเมือง อาทิ กาสิโน สุดท้ายจะลงเอยด้วยชั้น 14 ทั้ง 3 เรื่องที่กล่าวมาจะเกิดผลกระทบกับตัวนายกฯโดยตรง ประกอบกับรัฐบาลคงไม่ยุบสภา แต่จะทำให้พรรคเพื่อไทย แพทองธาร และทักษิณ หมดความชอบธรรมทางการเมือง
ส่วนให้มองจะยุบสภาหรือไม่นั้น เชื่อว่าทุกพรรคยังไม่พร้อมลงสู่สนามการเลือกตั้งนโยบายหลักๆ ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ยุบสภาช่วงนี้ความได้เปรียบจะตกไปอยู่ที่พรรคประชาชน แม้จะเกิดวิกฤต 44 ส.ส.อยู่ก็ตาม หากการอภิปรายครั้งนี้ทำได้ดี กระแสจะกลับมาที่พรรคประชาชน
ส่วนพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนจะจับมือกันในอนาคตเพื่อจัดตั้งรัฐบาลมีโอกาสมากน้อยเพียงใดนั้น มองว่าการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าพรรคประชาชนต้องชนะเกิน 250 เสียง จะมีโอกาสจับมือกับพรรคเพื่อไทย ต้องดูการอภิปรายครั้งนี้ หากต้องการความร่วมมือการอภิปรายก็จะต้องเบาบางตามธรรมชาติ จากการฟังแกนนำส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยล่าสุด ยังมีเยื่อใยกับพรรคประชาชนพอสมควร
อยากให้ประชาชนติดตามการอภิปราย ส่วนไหนบ้างที่ฝ่ายอภิปรายไม่ไว้วางใจพาดพิงความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับนโยบาย รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่สามารถทำได้จริง รวมทั้งบทบาทของทักษิณ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเท่าทันการเมืองไทย
วันวิชิต บุญโปร่ง
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การอภิปรายไม่ไว้วางใจพุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรีคนเดียว ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เคยเกิดแบบนี้มาหลายครั้ง หลายคราว คิดว่าการที่ฝ่ายค้านวางหมายไว้แบบนี้ ต้องการทดสอบภาวะผู้นำกับปฏิกิริยาของนายกฯ จะต้านทานแรงเสียดทานและแรงกดดันทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหลายครั้งที่ผ่านมา อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็จะออกตัวการันตีว่า นายกฯผ่านแบบทดสอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แต่พอเจอโจทย์บ้านเมือง หรือการบริหารราชการแผ่นดิน นายกฯมักเลี่ยงจะปฏิเสธหรือแสดงความเห็น การอภิปรายครั้งนี้จึงเป็นการล็อกเป้าในทางการเมือง คิดว่าเป็นเจตนาหลักที่ฝ่ายค้านต้องการให้นายกฯออกมาชี้แจง
ส่วนการตอบคำถามของนายกฯ จะตอบอย่างครบถ้วนหรือไม่ อยู่ที่วิจารณญาณของผู้ฟัง อันนี้ก็เป็นด่านทดสอบของนายกฯ ที่จะต้องเผชิญความท้าทาย เนื้อหาในหนังสือที่ยื่นญัตติของฝ่ายค้าน ค่อนข้างหนักหน่วงมาก เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกๆ ที่ยื่นหนังสือพาดพิงถึงคนนอกสภาอย่าง นายทักษิณ ว่ามีลักษณะการชี้นำ หรือนายกฯเป็นเพียงหุ่นเชิด ให้ผู้เป็นพ่อใช้อำนาจผ่านนายกฯได้ อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์พิเศษ และเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อมาถึงโจทย์การพาดพิงถึงทักษิณแน่นอนว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ องครักษ์พิทักษ์อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะทำหน้าที่อย่างคล่องแคล่ว ฉะนั้นการเผาเวลาในการอภิปรายของฝ่ายค้านจะเกิดขึ้น ต้องสมาธิไม่หลุด จะเจอการแทรกหรือการรบกวนอภิปรายแน่นอน ด้วยวางโจทย์ที่พุ่งไปถึงตัวทักษิณ
อาจจะต้องเจอการเล่นเกมป่วน การทำลายสมาธิของการอภิปราย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หรือลดเนื้อหาข้อความคือ มันเป็นเกมที่ถ้าฝ่ายค้านตกหลุมกับดัก เสียเวลากับตรงนี้แล้วเวลาที่มีอยู่จำกัด ก็จะถูกเผาผลาญไป ฉะนั้น ถ้ามีทีเด็ดก็ต้องเก็บไว้ แล้วใช้เนื้อหาประเภทที่ว่า ขุนพลต้องใช้ความรู้ความสามารถในการที่จะเข้าไปค้าน ไม่ใช่เพียงอภิปรายเรื่องการพูดจาซ้ำซาก วกวน เทคนิคที่เคยทำมันอาจจะใช้ไม่ได้การไม่ได้สักเท่าไรนัก
คนที่ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น่าจะคุ้นชินกับการรับสภาพแบบนี้ได้อยู่แล้ว อาจจะมีห้วงเวลาที่สร้างความรำคาญเกิดขึ้น
แต่ต้องให้น้ำหนักของผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อจะดูขั้นตอนการโหวตลงคะแนนว่า นายกฯจะได้รับเสียงท่วมท้น หรือจะมีกลุ่มการเมืองใด งดออกเสียง หรือลงคะแนนไม่ตามเป้า เพราะเขาหวังผลถึงเรื่องสมรรถภาพของพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่า
ครั้งนี้เป็นการอภิปรายครั้งแรกของกันและกัน เนื่องจากหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านและนายกฯ ก็ต้องผ่านบททดสอบสำคัญ ซึ่งนายกฯก็คงจะผ่านด่านตรงนี้ไปได้ ส่วนจะได้รับคะแนนความไว้วางใจจากสังคม หรือโชว์ความเป็นผู้นำได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องดูกันต่อไป
แต่มันมีความท้าทายยิ่งกว่า คือ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านจะลดแรงเสียดทาน ความคาดหวัง เมื่อเทียบกับอดีตหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอย่าง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่วางต้นทุนและบทบาทของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านไว้สูง ครั้งนี้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน เป็นบททดสอบที่ นายณัฐพงษ์ ต้องก้าวข้ามคำสบประมาทให้ได้ว่า รอบนี้อาจจะถูกมองว่าเบาเกินไป เมื่อเทียบกับความแข็งกร้าวของฝ่ายค้าน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล
พอมาถึงพรรคประชาชนจะสามารถรักษามาตรฐานเดิมได้หรือไม่ เป็นบททดสอบของฝ่ายค้านมากกว่า ที่ประชาชนจะคอยดูว่าสามารถเป็นปากเป็นเสียงตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหน
สุดท้ายแล้ว หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้จบแล้ว สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ การปรับเก้าอี้คณะรัฐมนตรี ต้องรอดูสัมพันธภาพของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะเพื่อไทยจะแก้เกมทางเทคนิคได้อย่างไร หลังจากยืมตัวบริการจากผู้เล่นนอกสภา เช่น DSI ที่กำลังตรวจสอบวุฒิสมาชิก (ส.ว.) ก็รู้อยู่แล้วว่า เป็นการต่อสู้ทางการเมืองของเสื้อสีของพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งนี้ต่างหากที่จะเห็น มีดีกรีอุณหภูมิความรุนแรง มันจะไปสุมอยู่ที่ตรงไหน จะเป็นเหมือนการนับถอยหลังแล้วว่าความเกรงใจของพรรคร่วมรัฐบาลจะหลงเหลือกันมากน้อยเพียงใด

