หน้าแรก การเมือง อาจารย์ ยกสมั...

อาจารย์ ยกสมัยบรรหาร มองปชน. ล็อกเป้าซักฟอกอิ๊งค์ มุ่งทุบเรตติ้ง-สลัดภาพเกรงใจทักษิณ

1.03.25 | 16:50 น.

อาจารย์โอฬาร ยกสมัยบรรหาร มองวิธีปชน. ล็อกเป้าซักฟอกอิ๊งค์ มุ่งทุบเรตติ้ง-สลัดภาพเกรงใจทักษิณ

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีคนเดียวว่า มองว่าเป็นการสับขาหลอกของพรรคประชาชน ทั้งที่มีการปล่อยข่าวจะอภิปรายหลายกระทรวง เดิมตนเคยประเมินว่า พรรคประชาชนไม่ต้องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้เกิดผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย เพราะผู้นำทางจิตวิญญาณยังเกรงใจบารมีนายทักษิณ ชินวัตร อาจจะมีดิวลับ ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้พอสมควร อีกทั้งมองว่า พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านเพื่อรักษาเสถียรภาพให้กับรัฐบาลทางอ้อม จึงทำหน้าที่ฝ่ายค้านไม่เต็มศักยภาพ

แต่ เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวนั้น ส่วนตัวมองว่า การอภิปรายรัฐมนตรีถึง 10 คน ตัวผู้อภิปรายอาจมีไม่พอ ที่สำคัญประเด็นอาจจะไม่ตกผลึก ทำให้น้ำหนักของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขาดความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังเป็นการหวังผลทำให้เกิดความหวาดระแวงกันมากขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีการปล่อยข่าวว่าจะอภิปราย 10 คน ขณะเดียวกันก็เป็นความพยายามของพรรคประชาชน ที่จะชี้ให้เห็นว่า ไม่มีดีลลับกันจริงๆ และจะทำการตรวจสอบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น เพื่อยืนยันว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ นายทักษิณ ไม่เป็นไปตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีดีลลับระหว่างกัน

ผศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ คงใช้วิธีการเหมือนสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกอภิปรายคนเดียวถึง 4 วัน เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม โดยต้องการทำลายฐานคะแนนความนิยมและความชอบธรรมของ น.ส.แพทองธาร และพรรคเพื่อไทย ที่ไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ ประกอบกับตัวนายกรัฐมนตรีเอง ไม่มีประสบการณ์ เป็นหุ่นเชิดของพ่อ และยังพุ่งตรงไปที่ นายทักษิณ หากพรรคฝ่ายค้านเปิดโปงนำข้อมูลชั้น 14 ทำให้ นายทักษิณอยู่ในภาวะวิกฤติศรัทธา เพราะพรรคเพื่อไทยอยู่ได้ทุกวันนี้ มาจากนายทักษิณ หากกระบวนการอภิปรายว่าชั้น 14 ไม่ชอบมาพากล ทำให้เห็นว่า นายทักษิณ ไม่เคารพกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ทำลายความนิยมของแกนนำหลักจริงๆ จนกระทั่งกิดวิกฤติในความชอบธรรม และคะแนนนิยมตกต่ำ เมื่อไปพูดที่ไหน หรือหาเสียงในปี 2570 ก็จะไม่ได้รับความชอบธรรมตามไปด้วย ส่วนสุดท้าย ยังต้องการสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่พรรคร่วมรัฐบาลด้วย ว่ามีการดิวลับกับฝ่ายค้านหรือเปล่า ทำให้เกิดความหวาดระแวงกันเพิ่มมากขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาล

“เชื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร คงต้องตั้งวอร์รูมในการเตรียมข้อมูลให้ น.ส.แพทองธารชี้แจง แต่ในความเป็นจริง ทักษิณ ก็หวาดระแวงเหมือนกัน เกี่ยวกับการชี้แจงข้อมูลในการถูกอภิปราย ทั้ง แพทองธาร และรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงในการอภิปรายอาจไม่ตรงกัน คนที่จะต้องรับผิดชอบคือ นายกฯในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด”

Advertisement

ผศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนประเมินว่า ฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าที่ตัวนายกฯ กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ เพราะว่า ฝ่ายค้านเห็นว่า เอกภาพของฝ่ายรัฐบาลคือพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย หากการอภิปรายเทน้ำหนักไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะทำให้ทั้ง 2 พรรคเกิดความหวาดระแวงกันเพิ่มมากขึ้น และมีโอกาสทำให้เกิดความแตกแยก โดยเห็นจากการทานข้าวของพรรคร่วมรัฐบาลล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ทุกคนต้องจ่ายเงินเป็นการแชร์ ทำให้เกิดภาพสะท้อนให้เห็นว่า ภายหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ผลจะออกมาอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลต้องช่วยเหลือกัน เหมือนกับกรณีการคอรัปชั่น หากไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ทุกพรรคต้องร่วมด้วยช่วยกันเหมือนกับการทานข้าวที่ทุกคนจะต้องช่วยกันแชร์

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรองนี้ คือการที่นายกฯ ถูกครอบงำโดย ทักษิณ ชินวัตร ทำให้มองได้ว่า ขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ นอกจากนี้จะเป็นเรื่องนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ นโยบายที่มีผลประโยชน์ซับซ้อนกับกลุ่มทุนเศรษฐกิจการเมือง อาทิ กาสิโน สุดท้ายจะลงเอยด้วยชั้น 14 ทั้ง 3 เรื่องที่กล่าวมา จะเกิดผลกระทบกับตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง ทั้งที่ฝ่ายค้านอภิปรายในครั้งนี้ จะไม่สามารถชนะได้ก็ตาม ประกอบกับฝ่ายรัฐบาล คงไม่ยุบสภาในขณะนี้ แต่จะทำให้พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร นายทักษิณ หมดความชอบธรรมทางการเมือง ผลที่ตามมาการจะไปปราศรัยหาเสียงในปี 2570 ก็จะเป็นชะงักติดหลังอยู่ตลอดไป

ส่วนให้มองจะยุบสภาหรือไม่นั้น ผศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า เชื่อว่าสถานการณ์ตอนนี้ประเมินว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหา และขาดเอกภาพ แต่ทุกพรรคยังไม่พร้อมลงสู่สนามการเลือกตั้ง เพราะนโยบายหลักๆ ของรัฐบาลยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ความชอบธรรมของรัฐบาล ประสบการณ์ การบริหารของ น.ส.แพทองธาร และบทบาทของ นายทักษิณ ยังถือได้ว่า ไม่มีความได้เปรียบทางการเมืองเลย ถ้ายุบสภาช่วงนี้ความได้เปรียบจะตกไปอยู่ที่พรรคประชาชน ถึงแม้ว่าจะเกิดวิกฤติ 44 ส.ส.อยู่ในขณะนี้ก็ตาม หากการอภิปรายในครั้งนี้ทำได้ดี กระแสก็จะกลับมาที่พรรคประชาชนทันที

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายในครั้งนี้ จะเกิดผลดีกับพรรคประชาชนก็ต่อเมื่อ การอภิปรายกรณีนายกรัฐมนตรีถูกครอบงำ นายกฯเป็นนอมินีไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายให้สำเร็จเป็นรูปธรรม บทบาทนายทักษิณ ในฐานะบทบาทนายกฯตัวจริง ที่อยู่เหนือระบบ หรือเหนือรัฐบาล แล้วนำข้อมูลพยานหลักฐานมาเปิดโปง ชี้แจงกับประชาชนให้ชัดเจน และจัดผู้อภิปรายที่สามารถสื่อสารกับประชาชนเข้าใจได้ง่าย คิดว่าพรรคประชาชนจะเรียกคะแนนนิยมได้มากพอสมควร

เมื่อถามถึงนพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนจะจับมือกันในอนาคต เพื่อจัดตั้งรัฐบาลมีโอกาสมากน้อยเพียงใดนั้น ผศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า มองว่า การเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า พรรคประชาชน จะต้องชนะเกิน 250 เสียง ก็จะมีโอกาสจับมือกับพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม ต้องดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ จะมีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด หากต้องการความร่วมมือ การอภิปรายก็จะต้องเบาบางตามธรรมชาติ แต่อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน ที่มีการเกี้ยเซี้ยหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันในทางการเมืองในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายในครั้งนี้ อยากให้ประชาชนติดตามการอภิปรายการบริหารงานของรัฐบาล ส่วนไหนบ้างที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจพาดพิง ในเรื่องความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับนโยบาย รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่สามารถทำได้จริง รวมทั้งบทบาทของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ครอบงำนายกรัฐมนตรี ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเท่าทันการเมืองไทย