ธุรกิจกลางคืนผิดหวังนโยบายผ่อนปรน 5 พื้นที่ ชี้ไม่ตอบโจทย์ ระดม 5 พันชื่อ ให้นายก-พิชัย ทบทวน
นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม กลุ่มผู้ประกอบการสถานบริการกลางคืนและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้ลงชื่อครบ 5 พันรายชื่อ พร้อมทำหนังสือร้องเรียนถึงความเดือดร้อนและข้อเสนอของธุรกิจ ส่งถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายในสัปดาห์นี้ ในหนังสือผู้ประกอบการขอให้ทบทวนการเก็บอัตราภาษีสรรพสามิตสถานบริการ ที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 5% ของรายรับ โดยเสนอให้ยกเลิก พร้อมขอให้รัฐกลับมาให้ใบอนุญาตสถานบันเทิงให้ถูกต้องตามกฎหมายอีกครั้ง หลังจากที่ระงับการให้ใบอนุญาตสถานบันเทิงมานานหลายปี เพื่อควบคุมจำนวนสถานบันเทิง จึงทำให้สถานบันเทิงหลายแห่งที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่มีใบอนุญาต
นายสง่ากล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะทำหนังสืออีกฉบับส่งถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ให้ทบทวนเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. รวมถึงแก้กฎหมายที่ล้าสมัย ไม่สอดรับกับเป้าหมาย ‘Amazing Thailand Grand Tourism Year 2025’ ของรัฐบาล ซึ่งอยากให้ชัดเจนภายในเดือนมีนาคมนี้
“คงต้องชี้แจงถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ที่ได้เห็นชอบให้ผ่อนปรนขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในบางสถานที่ ในวันสำคัญทางศาสนาสำคัญ 5 วัน ใน 5 พื้นที่นั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ตรงจุดที่ผู้ประกอบการเสนอไปเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ด้วยความเห็นชอบนั้นส่งผลแค่ 5 วัน ไม่ได้ 365 วัน หากได้ผ่อนปรนการจำหน่ายช่วงเวลาบ่ายสองถึง 5 โมงเย็น รัฐหลงประเด็นหรือเปล่า เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการต้องการคำตอบ แม้จะบอกว่าเป็นกฎหมายต้องใช้เวลาแก้ไข แต่หากรัฐไม่แสดงเจตนารมณ์ว่าจะแก้กฎหมายที่ทบทวนเรื่องเวลาห้ามจำหน่าย เราคงต้องกระทุ้งไปเรื่อยๆ” นายสง่ากล่าว
นายสง่ากล่าวอีกว่า จากมติคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาตินั้น จะมีผลต่อผู้ประกอบการถนนข้าวสารแค่ไหน คงต้องดูรายละเอียดพื้นที่ที่ได้ผ่อนปรนเป็นอย่างไร และขั้นตอนเป็นอย่างไร เราก็ยังสับสนว่าอะไรได้ไม่ได้ สำหรับสงกรานต์ปีนี้ ที่รัฐบาลเตรียมจัดมหาสงกรานต์ที่บริเวณสนามหลวงนั้น เบื้องต้นขนาดงานเล็กกว่าปีก่อน เบื้องต้นลดจาก 5 เวที เหลือ 3 เวที เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำสินค้ามาจำหน่าย 150 บูธ ซึ่งยังเหลือว่าสงกรานต์เมืองไทยยังเป็นเดสทิเนชั่น ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาร่วมสนุก ขณะที่คนไทยด้วยกำลังทรัพย์ที่ประหยัดลง การเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศหรือในต่างจังหวัดหลายวันอาจลดลง ส่วนจะคึกคักแค่ไหน ประเด็นหลักคือรัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นและดึงความเชื่อมั่น
นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) กล่าวว่า จากได้พูดคุยกับผู้ประกอบการสถานบริการที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยว กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าผิดหวัง ที่คณะกรรมการฯอนุมัติไม่ได้ตอบโจทย์ หรือช่วยกระตุ้นภาคบริการและท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นอีกเดือนเศษ ซึ่งวันนี้เราไม่ได้แข่งกันเอง แต่แข่งกับนานาประเทศด้วย ในการดึงนักท่องเที่ยว และกำลังซื้อด้านท่องเที่ยว หากยึดกฎหมายช่วงเวลาห้ามจำหน่าย ยังห้ามดื่มด้วย ซึ่งในความเป็นจริงก็ห้ามไม่ได้
“ตอนนี้ก็รอดูนิยามหลังมีมติคณะกรรมการฯว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมตัว ซึ่งการยกเว้นวันพระใหญ่และเริ่มเดือนพฤษภาคม ไม่มีนัยสำคัญอะไรต่อการขับเคลื่อนภาคบริการที่เกี่ยวข้องภาคท่องเที่ยว กลุ่มผู้ประกอบการคงจะมีการหารือกันว่าจะผลักดันเรื่องที่ยื่นร้องขอ ที่เรากังวลคือเหมือนว่าจะซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทบทวนกฎระเบียบล้าสมัยจริงๆ เราอยากได้รายได้จากซอฟต์พาวเวอร์ จากมหาสงกรานต์ แต่ทางปฏิบัติก็ยังติดขัดเรื่องระเบียบเก่า” นายธนากรกล่าว
นายธนากรกล่าวว่า ยืนยันมาตลอด หากให้ตรงจุดในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อยากให้เร่งทบทวนขยายระยะเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. จะเพิ่มเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจทันที 5 หมื่นล้านบาทต่อปี และหากรวมกับเทศกาลหน้าท่องเที่ยวจะเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยไม่รวมธุรกิจและอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านต้มรอบดึก นักร้องนักดนตรี นักแสดง เช่า/ขายเครื่องดนตรี รถรับจ้าง เป็นต้น ก็จะมีสร้างรายได้อีกหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

