หน้าแรก การเมือง ‘นฤตม์’เลขาบี...

‘นฤตม์’เลขาบีโอไอ เคาะประตูทั่วโลก ดึงลงทุนอุตฯขั้นสูง-ปั๊มจีดีพี

10.03.25 | 12:20 น.

หมายเหตุนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “มติชน” ถึงแผนดึงการลงทุนเข้าไทย เป็นอีกเครื่องจักรในการผลักดันเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้ขยายตัวถึง 3.5% ตามเป้าหมายรัฐบาล

ภาคลงทุนของไทยปี2568

ในปีนี้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น เข้มข้นขึ้น ในแง่ของนักลงทุนต้องมีการวางแผนที่จะมองหาตลาด ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความมั่นคงในระยะยาว ที่สำคัญคือต้องมีความพร้อมสำหรับรองรับการลงทุนด้วย นั่นคือการตามหาประเทศที่มีบริษัท และแหล่งลงทุนที่สามารถเปิดให้เข้ามาลงทุนให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศ ตอนนี้ไฟกำลังร้อน หลายประเทศต้องวิ่งกว่าจะหาเจอประเทศที่เหมาะสมกับการลงทุน ต้องใช้เวลา 2-3 ปีซึ่งคงไม่ทันการณ์ และการที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนด้วยเหตุผลจากการหลีกเลี่ยงปัญหาทางภูมิศาสตร์ ส่วนมากต้องเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศมีความพร้อมจะเปิดรับการลงทุน จัดอยู่ในประเทศที่อยู่ในพื้นที่สปอตไลต์ของแวดวงการลงทุน ที่หลายประเทศมองเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ จะเข้าลงทุน ซึ่งไทยมีนิคมอุตสาหกรรม มีไฟฟ้าที่เสถียร มีพลังงานสะอาดมีศักยภาพสูง มีบุคลากรพร้อม และมีห่วงโซ่อุปทานพร้อมครบวงจร นับเป็นโอกาสไทยจะสามารถช่วงชิงการลงทุนที่สามารถเติบโตได้ในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า 

สิ่งที่บีโอไอทำในปัจจุบัน คือ ส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ประชาชนอาจมีข้อสงสัยว่า ทำไมเศรษฐกิจถึงดูไม่ดีขึ้น แต่สิ่งที่บีโอไอทำคือการวางรากฐานสำหรับประเทศให้เติบโตในอนาคต เน้นผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและมีฐานอุตสาหกรรมเกิดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาและถูกปรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม มีบุคลากรที่เป็นทัพของคนไทยรุ่นใหม่ ที่มีทักษะใหม่ๆ มีองค์ความรู้ใหม่ๆ สำหรับในอนาคตได้ 

Advertisement

การลงทุนประเทศไทยตอนนี้เหมือนยุคอีสเทิร์น ซีบอร์ด ก่อตั้งช่วงแรก กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลา กว่าพื้นที่จะพัฒนา มีการจ้างงาน มีธุรกรรมต่างๆ เกิดขึ้น การซื้อวัตถุดิบในประเทศ ทุกคนต้องทำจุดเริ่มต้นให้แข็งแรงและหวังว่าหลังจากนี้ไปหลาย 10 ปีข้างหน้าประเทศไทย จะเติบโตอย่างยั่งยืน

ไทยคัดกรองอย่างไร

บีโอไอให้ความสำคัญกับการคัดกรองโครงการที่ส่งเสริม มีการสกรีนโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการที่บีโอไอเข้าไปส่งเสริมต้องมีคุณภาพ และจะไม่สร้างปัญหาตามมาภายหลัง ปัจจัยหลักที่บีโอไอดู คือกระบวนการผลิต ต้องมีสาระสำคัญเกิดขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่าน เมื่อถามว่าเมื่อผลิตเกิดขึ้นแล้ว วัตถุดิบมาจากไหน ตรงนี้ต้องบอกว่าแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันออกไป บางอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม สามารถใช้ Supply Chain ในประเทศได้ทันที แต่ถ้าอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่และประเทศไทยไม่มีผู้ผลิตวัตถุดิบ จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศในระยะแรก 

นอกจากนี้ บีโอไอพยายามผลักดันผู้ผลิตให้ใช้ชิ้นส่วนวัตถุดิบของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอีวี (EV) เริ่มขั้นตอนต้องมีการผูกเงื่อนไข ระหว่างบีโอไอ กับกรมสรรพสามิต และกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ง 3 หน่วยงานนี้ ผูกเงื่อนไขโดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หวังว่าอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอีวี (EV) ในไทย มีการพัฒนายิ่งขึ้นได้ในอนาคต  ขณะเดียวกัน บีโอไอยังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ระหว่างนักลงทุนต่างชาติและผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขยายการผลิตในประเทศ นำไปสู่การทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่บีโอไอกำลังผลักดันมากขึ้น ด้านของการส่งเสริมพัฒนาระดับท้องถิ่น

บีโอไอจะเดินหน้าสร้างฐานการผลิตในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ที่บีโอไอให้ความสำคัญมาก ตั้งเป้าหมายพยายามผลักดันและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และแบตเตอรี่สำคัญที่สุดคือ แบตเตอรี่เซลล์ ที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งถ้าประเทศไทยสามารถสร้างเป็นฐานการผลิตได้ จะมีประโยชน์หลายอย่างมาก เช่น ระบบ Energy Storage System (ESS) หรือ ระบบกักเก็บพลังงาน ก็ต้องใช้แบตเตอรี่เซลล์เป็นวัตถุดิบ การที่ไทยมีฐานการผลิตวัตถุดิบตรงนี้ ช่วยให้อุตสาหกรรมปลายน้ำมั่นคงและเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนวัตถุดิบในประเทศด้วย 

อุตฯประเภทใดคือรากฐาน

อุตสาหกรรมต้นน้ำ ที่บีโอไอให้ความสำคัญมากขณะนี้ คือ ลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ และแบตเตอรี่ เนื่องจากสองตัวนี้ เป็นต้นน้ำสำคัญของอุตสาหกรรมที่ตามมาเป็นส่วนใหญ่ อย่าง เซมิคอนดักเตอร์ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ทั้งรถยนต์ เครื่องจักร เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้น ในส่วนของแบตเตอรี่ คือวัตถุดิบสำคัญสำหรับรถยนต์ ไม่ใช่เฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอีวี รวมถึงรถยนต์ระบบไฮบริด ซึ่งไทยตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

สิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่เซลล์ สามารถได้สูงสุด เพราะเป็นการเจรจา โดยการลงทุน 2 ประเภทนี้ เป็นโครงการพิเศษ ที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญ และเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก ที่ทุกประเทศแย่งชิงกัน ดังนั้น บีโอไอและรัฐบาลจำเป็นต้องให้การสนับสนุนกำหนดมาตรการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ โดยการดึง 2 อุตสาหกรรมดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย ไม่เพียงมีแต่สิทธิประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังกระจายความสำคัญไปหลายด้าน ต้องช่วยกันทุกหน่วยงาน 

เป้าหมายการลงทุนอุตสาหกรรมอีวีของไทย คงเป้าหมายจากบอร์ดอีวีผลักดันนโยบาย 30@30 ตั้งเป้าปี 2573 ประเทศไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ 725,000 คัน ซึ่งจำนวนนี้ต้องการแบตเตอรี่เซลล์ประมาณ 40 กิกะไบต์ ซึ่งบีโอไอนำมายึดเป็นเป้าหลักต้องการสร้างฐานโรงงานผลิตแบตเตอรี่เซลล์ในไทย โดยแบตเตอรี่เซลล์ประมาณ 40 กิกะไบต์ หากตีเป็นมูลค่าอย่างน้อยอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท นอกจากยังมีการลงทุน Energy Storage System (ESS) หรือระบบกักเก็บพลังงาน รองรับพลังงานสีเขียวที่หลายอุตสาหกรรมต้องการ อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เข้ามาลงทุนไทยหลายราย ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกต้องการไฟฟ้าสีเขียว

ปัจจุบันมีนักลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำของโลกเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ไทยยังขาดบริษัทแบตเตอรี่ระดับเซลล์ และเดือนมีนาคมนี้ จะมีข่าวดี เพราะบริษัทแบตเตอรี่ระดับเซลล์ชั้นนำของโลก ตัดสินใจลงทุนไทย ประกาศลงทุนไทยอย่างเป็นทางการเดือนมีนาคมนี้ ถือเป็นบริษัทแบตเตอรี่ระดับเซลล์ที่ลงทุนไทยรายแรก ส่วนเป็นรายใด และขนาดการลงทุนเท่าไร ขอให้ติดตามรายละเอียดอีกที 

ดึงบิ๊กดาต้าเซ็นเตอร์โลก

ภาพรวมการแข่งขันด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง อย่าง Data Center ของไทยเติบโตอย่างมาก โดยบริษัทที่เข้ามาลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล นอกจากให้บริการกับลูกค้าในไทยแล้ว มองถึงแผนระยะยาวจะใช้ไทยเป็นฐานหลักในการขยายการให้บริการกับลูกค้าประเทศอาเซียน

หากพูดถึง Data Center อาเซียน หลายคนนึกถึงไทยกับมาเลเซีย เป็น 2 ประเทศหลักได้รับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจนี้เยอะ โดยไทยจัดเป็นประเทศน่าจับตามองถึงมีศักยภาพสูงสำหรับ Data Center ที่พร้อมให้บริการแถบอาเซียนได้ การลงทุน Data Center สำหรับไทย ค่อนข้างเหมาะสม เนื่องจากไทย บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการโตขึ้น และทุกองค์กรกำลังทำเรื่องเข้าสู่ Digital Transformation หรือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางเทคโนโลยี รวมถึงกระแสของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในไทยมาแรงมาก ความต้องการสูงพอสมควร จึงต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมารองรับ รวมถึงระบบคลาวด์ ที่ทุกองค์กรเริ่มใช้หมด และรัฐบาลไทยส่งเสริมแผนการขับเคลื่อนนโยบายการใช้คลาวด์เป็นหลัก หรือคลาวด์ เฟิร์สต์

ฉะนั้น แนวโน้มการลงทุนธุรกิจ Data Center ในไทย มีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดด ในเร็วๆ นี้บีโอไอคาดหวังว่าจะได้รับข่าวดี ด้านการลงทุนเพิ่มเติม อาทิ บริษัทไมโครซอฟท์ ภายหลังประกาศว่าบริษัทได้เลือกประเทศแล้ว ไทยตั้ง Data Center หนุนอุตสาหกรรม AI ขณะนี้อยู่ในระหว่างการวางแผนธุรกิจภายในของทางบริษัท มั่นใจไทยได้รับข่าวดี เรื่องตั้ง Data Center ในไทยของบริษัทไมโครซอฟท์แน่นอน 

พูดถึงการลงทุน Data Center อย่ามองแค่สร้างตึก ธุรกิจนี้มาพร้อมกับกิจกรรมเรื่องการพัฒนาทางดิจิทัล อาทิ Google แสดงผลงานเป้าหมายจะพัฒนาเอสเอ็มอี และพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนไทย เช่น โครงการสะพานดิจิทัล จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและโครงการ Samart Skills ได้รับการสนับสนุนจากบีโอไอ เป็นโครงการส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของคนไทย สร้างโอกาสในการหางานและพัฒนาทักษะอันเป็นประโยชน์ในการทำงาน 

บีโอไอร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อีกหลายโครงการเกี่ยวกับการบริการระบบคลาวด์ยกระดับผู้ประกอบการหน่วยงานภาครัฐให้เข้าถึงระบบคลาวด์มากขึ้น รวมถึง TikTok เข้ามาพร้อมกับการพัฒนาคอนเทนต์ให้กับรายย่อย ให้นำการสร้างคอนเทนต์มาเสริมเพิ่มมูลค่าธุรกิจ ธุรกิจเหล่านี้ล้วนมาพร้อมกับแพคเกจการบริการต่างๆ เพื่อการสร้างมูลค่าให้ธุรกิจ

ปัจจุบัน Google และ Amazon ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย พัฒนาทักษะบุคลากรในทุกภูมิภาค ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่รวมถึงภาคเหนือ อีสาน และใต้ด้วย แนวคิดหลักคือสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น นักลงทุนระดับโลกไม่ได้เพียงแค่มาลงทุนในไทย ยังร่วมมือกับภาคธุรกิจไทยพัฒนาด้านการแพทย์ การผลิต และด้านการศึกษาเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยสามารถใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศให้เติบโตได้มากที่สุด 

ทรัมป์2.0กระทบเป้าลงทุนแค่ไหน

นโยบายทรัมป์ 2.0 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ บีโอไอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อะไรที่จะมีความเสี่ยง บีโอไอพยายามอุดจุดนั้น แต่แง่ของภาพรวมมองว่าเป็นโอกาสไทย จะดึงการลงทุนที่เป็นคลื่นลูกใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้ได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต จะสร้างการเติบโตให้กับประเทศไทยในระยะยาว ดังนั้น การที่นักลงทุนเข้ามาในไทย บีโอไอต้องคัดกรองเพื่อให้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด และต้องดึงการลงทุนเข้ามาต่อเนื่อง จะหยุดนิ่งไม่ได้ 

กรณีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานบอร์ดบีโอไอ สั่งเร่งออกบัตรส่งเสริมเพื่อลงทุนจริงให้ได้ 45% จากเดิม 40% นั้น บีโอไอจะพยายาม แต่จะเน้นเชิงคุณภาพ มีมาตรการการกระตุ้นการลงทุนจริงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เวอร์ชั่นใหม่อนุมัติต้นปี เป็นมาตรการจูงใจนักลงทุนสำหรับโครงการที่มีมูลค่าลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท และต้องลงทุนภายใน 1 ปี ปฏิบัติตามครบเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจมาตรการนี้จำนวนมาก และเป็นมาตรการทำให้เห็นเม็ดเงินการลงทุนจริงเพิ่มขึ้นแน่นอน

สำหรับเป้าหมายคำขอส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอปี 2568 คาดทะลุ 1 ล้านล้านบาทแน่นอน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ไม่ขอตั้งเป้าสูงเกินไป เพราะต้องการให้ข้อมูลอยู่ในพื้นฐานของความเป็นจริง ประกอบกับบีโอไอมีการสกรีนผู้ลงทุนด้วย เพื่อไม่ให้มีการลงทุนที่เอาเปรียบประเทศไทย