‘ส.ส.ปชน.’ จี้รัฐลดค่าไฟให้ ปชช. ชี้ต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ หยุดใช้วิธียืดหนี้ หากไม่เร่งแก้กลางปี 68 เสี่ยงทะลุ 5 บาท พร้อมทวงถามกรณีซื้อขายพลังงานสะอาด-สรรหาบอร์ด กกพ. สั่งชะลอไว้หลายเดือน แต่ไร้ความคืบหน้า
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงสถานการณ์ค่าไฟที่ยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้นว่า สืบเนื่องจากการแถลงผลงาน 90 วันของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รับปากจะเข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่องค่าไฟของพี่น้องประชาชน โดยตั้งเป้าไว้ที่ 3.70 บาทต่อหน่วย พร้อมเสนอวิธีแก้หลายข้อ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลกลับไม่ได้มีการสั่งการหรือออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาแม้แต่นิดเดียว
นายศุภโชติกล่าวต่อว่า โดยล่าสุด ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องค่าไฟสำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ซึ่งอาจจะทำให้พี่น้องประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงถึง 5 บาทต่อหน่วย รวมไปถึงภาระของรัฐวิสาหกิจที่แบกรับภาระจากมาตรการตรึงค่าไฟในอดีตกว่า 90,000 ล้านบาทที่ดูท่าทีจะไม่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน
นายศุภโชติกล่าวอีกว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่ขาดเจตนารมณ์ที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังของรัฐบาล ทางฝ่ายค้านเองเคยเสนอถึงข้อปัญหาเรื่องการเข้าไปเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ถูกสร้างมาแล้วไม่ได้เดินเครื่อง เพื่อลดต้นทุนค่าไฟลง แต่เหมือนรัฐบาลจงใจที่จะมองข้ามวิธีแก้ปัญหาที่ไปกระทบกับนายทุนพลังงาน
นายศุภโชติกล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องปัญหาการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดจำนวน 3,600 เมกะวัตต์ ที่ถูกสังคมตั้งคำถามว่าเป็นการรับซื้อไฟฟ้าที่แพงเกินจริงนั้น แนวทางการจัดการของรัฐบาลก็ยังล่าช้าและไม่ชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ชะลอการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มเติมรอบดังกล่าวแล้ว แต่ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาสองเดือนกว่า ยังไม่มีความชัดเจนจากทางฝั่งรัฐบาลว่าจะดำเนินการยังไงเรื่องนี้ต่อ ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่ได้รับปากไว้ ยังคงโต้แย้งว่าการสั่งให้ชะลอออกไปนั้นไม่สามารถทำได้ ขัดกับกฎหมาย
นายศุภโชติกล่าวต่อว่า ล่าสุดคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ย้ำในเรื่องนี้แล้วว่า กพช.มีอำนาจเต็มในการชะลอการรับซื้อนี้ ตามมาตรา 6 (3) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติฯ พร้อมจี้ให้รัฐบาลวางแนวทางการตรวจสอบความถูกต้องและระบุกรอบระยะเวลาดำเนินการที่ชัดเจน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้มีการริเริ่มกระบวนการดังกล่าวจากฝั่งรัฐบาลเลย รวมไปถึงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดรอบก่อนจำนวน 5,200 เมกะวัตต์ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน ก็ควรจะถูกชะลอการรับซื้อออกไปด้วย แต่ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังนิ่งเฉยราวกับว่าจะรอให้เอกชนเข้ามาเซ็นสัญญาให้หมดก่อน เพื่อที่จะเป็นข้ออ้างว่าไม่สามารถเข้าไปแก้ไขอะไรได้
นายศุภโชติกล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่น่ากังวลคือการแทรกแซงการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาบอร์ด กกพ. หลังจากประชาชนตั้งคำถามถึงความไม่โปร่งใสว่ายอมให้มีการแทรกแซงจากกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งระงับกระบวนการดังกล่าวไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบความเหมาะสม แต่ปัจจุบันผ่านมาเกือบ 4 เดือน กลับยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของ กกพ.ได้ และที่น่าเป็นห่วงไปกว่านั้นคือในอนาคตอันใกล้นี้หากมีบอร์ด กกพ. คนใดครบวาระเพิ่มเติม อาจทำให้องค์ประชุมไม่ครบและถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้
“ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาตรวจสอบกระบวนการแต่งตั้งดังกล่าว เพื่อระงับการเข้ามาแทรกแซงจากลุ่มทุนพลังงานและป้องกันการถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองโดยเร็วที่สุด ซึ่งทั้งปัญหาทั้ง 3 ข้อนั้น นายกฯ แพทองธารและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรับทราบปัญหาเป็นอย่างดี และมีการรับปากด้วยตัวเองแล้วว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาทั้งเรื่องค่าไฟแพง การทุจริตรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด และการแทรกแซงองค์กรอิสระ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลกลับตีรวนเรื่องนี้ ไม่ได้มีการติดตามและแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจแม้แต่นิดเดียว ยังคงปล่อยให้ปัญหาคงอยู่” นายศุภโชติกล่าว
นายศุภโชติกล่าวต่อว่า พรรคปชน.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาชี้แจงต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ปัญหาทั้งสามข้อเป็นเรื่องใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน เอกชน รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของประเทศ ปัญหานี้รัฐบาลแพทองธารควรจะต้องให้ความสำคัญสักที

