หน้าแรก การเมือง รัฐสภามีมติข้...

รัฐสภามีมติข้างมาก 415 เสียง ตีตกร่างกม.ป.ป.ช. โอนคดีทุจริตฯของ ‘ทหาร’ ไปศาลคดีทุจริต

17.03.25 | 12:54 น.

รัฐสภา มีมติข้างมาก 415 เสียง ตีตก ‘ร่าง กม.ป.ป.ช.’ โอนคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ของ ‘ทหาร’ ไปศาลคดีทุจริต

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มีนาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา โดยมี นายมีวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)  ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่… พ.ศ. …) ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีการแก้ไข 5 มาตรา ซึ่งเป็นการพิจาณาในวาระ 2 และวาระ 3

ทั้งนี้ ในการพิจารณาในวาระ 2 พบว่าสมาชิกรัฐสภาได้ถกเถียงถึงการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก ในมาตรา 4 ที่แก้ไขในรายละเอียดของการให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบส่วนของกองทัพให้โอนให้อัยการสูงสุดไปดำเนินการ โดยได้ตัดส่วนของการดำเนินคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบออกไป

นอกจากนั้น ได้เพิ่มวรรคสองขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้การดำเนินคดีในส่วนของบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเป็นเจ้าหน้าที่กองทัพ กำหนดให้ศาลทหารยังมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไปพลางก่อน โดยให้อัยการสูงสุดเป็นอัยการทหารตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร

โดย กมธ.เสียงข้างน้อยและสมาชิกรัฐสภาทักท้วงว่า การแก้ไขเนื้อหาดังกล่าวเท่ากับการคงอำนาจให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีของบุคลากรในกองทัพที่มีประเด็นทุจริตและประพฤติมิชอบ ถือว่าขัดกับหลักการของการอำนวยความยุติธรรมสากล อีกทั้งในการกำหนดให้ศาลทหารยังมีอำนาจในการพิจารณาคดีไปพลางก่อนที่จะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่ากับการประวิงเวลา

Advertisement

นายณรงค์ ทับทิมไสย์ ตัวแทนสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ชี้แจงว่า ศาลยุติธรรมมีจุดยืนชัดเจนที่ให้พิจารณาคดีทุจริตประพฤติมิชอบทุกประเภทในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อต้องการให้การพิจารณาคดีดังกล่าวบรรลุการค้นหาความจริงด้วยระบบไต่สวน แสวงหา รวบรวมให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง พยานอย่างครบถ้วน รอบด้าน ซึ่งจะส่งผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เสมอภาค เป็นธรรม สอดคล้องกับหลักการสากลที่ยอมรับร่วมกันให้บุคคลทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ศาล เดียวกัน ภายใต้ข้อหาอย่างเดียวกันคือ หากพลเรือนทำผิดต้องขึ้นศาลพลเรือนที่เป็นกลาง ที่เป็นหลักความเสมอภาคของกฎหมายและอิสระของตุลาการ ที่นานาอารยประเทศยอมรับ

นายณรงค์กล่าวด้วยว่า เมื่อรัฐสภารับหลักการย่อมมีเจตนารมณ์ชัดเจนให้ กมธ.พิจารณาให้การดำเนินคดีทุจริตประพฤติมิชอบที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารอยู่ในอำนาจของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือศาลพลเรือน กรณีที่ กมธ.เสียงข้างมากไม่ทำให้เกิดคความชัดเจนเพื่อให้ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมีอำนาจพิจารณาคดีทุจริตผู้ถูกกล่าวหาในเขตอำนาจศาลทหาร ช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ร่างกฎหมายไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะกฎหมายที่ใช้บังคับไม่ได้อยู่ในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล หากบัญญัติให้ชัดเจนเหมือนกับ พ.ร.บ.อุ้มหาย มาตรา 34 ที่ให้ศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบมีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดทั้งหลาย ย่อมทำให้กฎหมายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจน และสร้างเจตจำนงร่วมกันว่าต้องการให้กฎหมายเป็นไปทิศทางใด

“น่าเสียดายที่การประชุมในชั้น กมธ. 2 ครั้ง ผมไม่ได้อยู่ด้วยเพราะติดราชการที่ต่างประเทศ จึงไม่ได้เสนอร่างแก้ไข แต่ได้ขอสงวนความเห็นในเนื้อหา ทั้งนี้ ที่ กมธ.เสียงข้างมากบัญญัติไว้ถือว่าไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนของผู้บังคับใช้กฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล และจำเลยใช้โต้แย้งเพื่อประวิงคดีได้ง่าย หากบัญญัติให้ชัดเจนเช่นเดียวกัน พ.ร.บ.อุ้มหาย หรือแนวทาง กมธ.เสีงข้างน้อย ทำให้กฎหมายที่จะเปลี่ยนแปลงมีผลบังคับใช้ ไม่ถูกโต้แย้งได้ง่ายและทำให้กฎหมายของประเทศก้าวหน้า” นายณรงค์กล่าว

ด้าน นายธงทอง นิพัทธรุจิ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ไขเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ต้องคำนึงถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 199 และพระธรรมนูญศาลทหาร อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นมีบทกำหนดให้ศาลทหารนำไปปฏิบัติ ดังนั้น วิธีการพิจารณาคดีทุจริตประพฤติมิชอบที่ออกตาม พ.ร.บ.ที่แก้ไขนั้น เป็นการดำเนินการก่อนชั้นศาล ที่รับรองเขตอำนาจศาลทหาร ดังนั้น มาตรา 4 ที่แก้ไข ให้โอนอำนาจศาลทหารที่ทหารกระทำความผิดตามคดีทุจริตประพฤติมิชอบไปยังศาลพลเรือน ภายหลังการยกเลิกมาตรา 3 ซึ่งยกเลิกมาตรา 96 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. พ.ศ.2561 ซึ่งการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก เป็นการกำหนดก่อนชั้นศาล ไม่ใช่ขั้นตอนในชั้นศาล ซึ่งขั้นตอนในชั้นศาลจะเป็นไปตามเขตอำนาจและวิธีพิจารณาคดีตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 199 กำหนด รวมถึงพระธรรมนูญศาลทหารกำหนด กรณีที่ กมธ.เสียงข้างมากให้ชะลอตัดอำนาจศาลทหารที่พิจารณาคีดที่ทหารทำผิดไว้ก่อนเป็นเรื่องถูกต้อง เพระการแก้ไขดังกล่าวต้องโยงกับการแก้ไขกฎหมายอื่น

ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ. ชี้แจงว่า หลักการร่างกฎหมายที่รัฐสภารับไปคือให้ยกเลิกอำนาจของอัยการสูงสุดที่ดำเนินคดีในศาลทหาร และเขียนบทรองรับให้โอนอำนาจศาลทหารในคดีอาญาทุจริตที่มีอยู่ก่อน พ.ร.บ.ใช้บังคับ โอนให้อัยการสูงสุดในศาลอาญาคดีทุจริตพิจารณา ทั้งนี้ ยอมรับว่า กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขเนื้อหาตามหลักการ แต่ที่ กมธ.พบคือจะเป็นปัญหา หากเห็นชอบโอนคดีให้อัยการสูงสุดทำในศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบจะปฏิบัติไม่ได้ เพราะแม้จะโอนคดีที่มีก่อนหน้าไปแล้ว แต่คดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะทำอย่างไร ซึ่งตัวแทนศาลยุติธรรมให้ความเห็นอย่างมีน้ำหนัก คือมีปัญหาต่อการบังคับใช้ เพราะไม่มีบทบังคับที่รองรับเขตอำนาจในคดีที่อาจเกิดในอนาคต

ทั้งนี้ ในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภายังแสดงความเห็นโต้แย้งที่ กมธ.แก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายที่หักล้างกับหลักการของร่างกฎหมายที่มติรัฐสภารับหลักการวาระแรก จึงต้องใช้การลงมติตัดสิน ปรากฎว่าเสียงข้างมาก 456 เสียง เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วย 6 เสียง งดออกเสียง 138 เสียง

และเมื่อถึงการลงมติว่าจะเห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย พบว่ามติเห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก มีเพียง 24 เสียง และเห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างน้อย 167 เสียง มีผู้งดออกเสียง 410 เสียง

ทำให้เนื้อหาของมาตรา 4 ถูกแก้ไขตามมติของรัฐสภา ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีบุคคล ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารในความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และบรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดีของอัยการทหาร ตามมาตรา 96 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.2561 ซึ่งบังคับใช้อยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.นี้ใช้บังคับ ให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ดำเนินการในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

จากนั้นได้เข้าสู่มาตรา 5 ที่ กมธ.เสียงข้างมากเพิ่มขึ้นใหม่ เพื่อให้อำนาจ ประธาน ป.ป.ช. รักษาการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ​ป.ป.ช.ซึ่งมติที่ประชุมเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มขึ้นใหม่

จากนั้นที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติในวาระ 3 โดยที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 163 เสียง ไม่เห็นด้วย 415 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง จึงถือว่าประชุมไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เนื่องจากคะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นอันตกไป ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นร่างที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเป็นผู้เสนอ