หน้าแรก การเมือง ส.ว.เทวฤทธิ์ ...

ส.ว.เทวฤทธิ์ ยกอินโฟฯ ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ทำประชามติ 2 ครั้ง พอแล้ว จี้รบ.ใส่ใจแก้รธน.เร่งด่วน

17.03.25 | 13:46 น.

‘เทวฤทธิ์’ ยกอินโฟกราฟิกศาล รธน.ชี้ทำประชามติเพียง 2 ครั้งเพียงพอแล้ว ขอเพื่อนสมาชิกจดจำวันนี้ วันที่รู้สึกไม่เป็นตัวเอง-ถ่วงดุลอำนาจของสถาบันการเมืองเสียไป จี้ รัฐบาลใส่ใจแก้รัฐธรรมนูญเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ ‘อาจารย์ชู’ ชูซ้าย-ขวา จนปวดแขน

จากการประชุมร่วมกันของรัฐสภาซึ่งพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(2) ของนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ส.ว.เป็นผู้เสนอ และญัตติของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ ซึ่งค้างมาจากการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 68 โดยที่ประชุมมีมติให้พิจารณาทั้ง 2 ญัตติไปพร้อมกัน เนื่องจากมีเนื้อหาในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับการเพิ่มหมวด 15/1 กรณีการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชนว่า ต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้นจะกระทำได้หรือไม่

เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 17 มีนาคม นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. อภิปรายว่า ตนเรียกสภาวะเช่นนี้ว่าสภาย้ำคิดย้ำทำ ไม่เป็นตัวของตัวเอง โดยญัตติดังกล่าวมีประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ 1.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 ชัดเจนแล้วคือทำประชามติแค่ 2 ครั้ง และหากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติถามประชาชนก่อน ซึ่งการจะดูว่าอะไรที่เป็นความต้องการของประชาชนหรือไม่ ต้องผ่านการพิจารณาในวาระ 3 ก่อน นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญยังออกอินโฟกราฟิกมาด้วยว่า รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีการระบุด้วยว่าไม่ต้องทำประชามติถึง 2 ครั้งก็ได้ แค่ทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 อนุ 8 เท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 และปี 2560 มีธรรมเนียมปฏิบัติว่าเราต้องรับรองเนื้อหาจึงต้องให้ประชาชนทำประชามติอีกครั้ง จึงเป็น 2 ครั้ง ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ผ่านประชามติเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น แล้วเราจะต้องทำประชามติถึง 3 ครั้งไปเพื่ออะไร ซึ่งยังไม่รวมกับการต้องถามเรื่องการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร.อีก เท่ากับเราจะต้องถามประชามติถึง 4 ครั้ง

Advertisement

นายเทวฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า หากย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในอดีต เราจะใช้เวลาในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นทั้งหมด 40 วัน ซึ่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่รับก็ใช้เวลา 20 วัน ซึ่งก็ไม่ทันในสมัยประชุมนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงดูเหมือนเป็นการถ่วงดุลอำนาจของสถาบันการเมืองนั้นเสียดุลไป เพราะต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญก่อน ไม่แน่ใจว่าในอนาคตต้องไปเชิญศาลรัฐธรรมนูญมานั่งข้างๆ ประธานสภาหรือไม่ ฉะนั้นตนจึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบกับญัตติดังกล่าวได้ และเชื่อว่าจะมีคนที่ใช้วิธีการเตะถ่วง ชะลอไปเรื่อยๆ สุดท้ายรัฐธรรมนูญก็ไม่มีการแก้ไข

อยากให้เพื่อนสมาชิกจดจำวันนี้ไว้ วันที่เรารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง วันที่สมดุลอำนาจของเราเปลี่ยนไป ให้จดจำไว้ว่าทำไมเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำไมเราต้องรื้อทั้งระบบเพราะมันทำให้สมดุลระหว่างอำนาจสถาบันการเมืองมันเสียไป ซึ่งแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยแต่จะไม่ขวางการส่งศาลรัฐธรรมนูญ และขอให้ทุกท่านจดจำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่มีความชัดเจน และหากยังจำกันได้นายกรัฐมนตรีเองก็เคยประกาศในสภาว่าจะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างเร็วที่สุด คำว่าเร่งและอย่างเร็วที่สุด 6 เดือนผ่านมาแล้ว ผมยังไม่เห็นสัญญาณของคำว่าเร่งและโดยเร็ว และเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ผมก็เห็นแต่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเคลื่อนไหวและรณรงค์เรื่องนี้เพียงคนเดียว จึงขอเรียกร้องระหว่างที่รอตรงนี้พิสูจน์ให้เห็นว่านี่เป็นนโยบายเร่งด่วน โดยต่อจากนี้ต้องมีร่างแก้ของคณะรัฐมนตรี ซึ่งระหว่างทางรัฐบาลต้องรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ว่าเหตุจำเป็นอย่างไรที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ใช่ให้อาจารย์ชู ชูซ้ายชูขวา ชูอยู่แบบนั้น น่าจะปวดแขนน่าดูแล้ว” นายเทวฤทธิ์ กล่าว

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนมองว่าไม่ควรให้แค่นายชูศักดิ์หรือพรรคประชาชนอย่างเดียว แต่รัฐบาลเองต้องใส่ใจนโยบายของตัวเองว่าต้องเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนโดยเร็ว