ส.ว.พรชัย ฉะ “เพื่อไทย” หากข้องใจทำประชามติ แล้วยื่นร่างแก้รธน.ประกบ ร่างพรรคประชาชน ทำไม เชื่อหากส่งศาลรธน. มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเริ่มกระบวนการในสมัยประชุมนี้ เชื่อผลโหวตโน้วน้าว 67 ส.ว.หนุน
จากการประชุมร่วมกันของรัฐสภาซึ่งพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(2) ของนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ส.ว.เป็นผู้เสนอ และญัตติของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ ซึ่งค้างมาจากการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 68 โดยที่ประชุมมีมติให้พิจารณาทั้ง 2 ญัตติไปพร้อมกัน เนื่องจากมีเนื้อหาในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับการเพิ่มหมวด 15/1 กรณีการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชนว่า ต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้นจะกระทำได้หรือไม่
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ส.ว.อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการที่ฝ่ายนิติบัญญัติ คือรัฐสภาจะต้องอาศรัยอำนาจขององค์กรอิสระ อย่างศาลรัฐธรรมนูญ ตีความว่าเราควรทำประชามติก่อนหรือหลังที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง ส.ส.ร.จะเข้าวาระ 1,2 และ 3 เพราะเคยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2564 ศาลฯก็วินิจฉัยว่าให้ทำประชาชาติ 2 ครั้ง คือให้ถามประชาชนก่อนว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และเมื่อร่างเสร็จก็ให้ถามอีกครั้ง เพื่อให้รับรองเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ และอีกครั้งเมื่อปี 2567 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นคดีและไม่รับเรื่องไปวินิจฉัย ซึ่งเรื่องจำนวนครั้งในการทำประชามติน่าจะชัดเจนจากคำวินิจฉัยปี 2564 แล้ว แต่ปัญหาที่ทำให้เราต้องมีญัตติด่วน เพราะมีผู้สงสัยในคำวินิจฉัยนั้นว่า เราควรทำประชามติเพียง 2 ครั้งจริงหรือ และตั้งทำประชามติ ณ จังหวัดไหน ก่อนหรือหลังที่ร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าที่ประชุมรัฐสภากันแน่
นายพรชัย กล่าวต่อว่า เมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 เราจะเห็นข้อความระบุชัดว่าหากรัฐสภาต้องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องทำประชามติเสียก่อน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การที่พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา แสดงให้เห็นเจตจำนงค์ของสองพรรคเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของรัฐสภา ดังนั้นการที่รัฐสภาจะแสดงความต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ก็ต้องผ่านการพิจารณาแล้ว 3 วาระ และคำวินิจฉัยก็ชัดเจนแทบจะไม่ต้องตีความอะไรแล้ว ซึ่งตนเข้าใจว่าประธานรัฐสภาก็เห็นด้วยจึงได้บรรจุการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นวาระการประชุมร่วม เมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่พรรคการเมืองที่เป็นผู้ยื่นร่างเข้ามากลับใช้แท็กติกนับองค์ประชุม แต่ไม่แสดงตน แม้จะอยู่ในที่ประชุม จนทำให้สภาล่มไปสองรอบ เปลืองเงินภาษีประชาชนไปหลายล้านบาท ทำให้เคลือบแคลงในความจริงจัง จริงใจของพรรคการเเมืองดังกล่าวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“ผมอยากถามว่ารัฐสภาสองมาตรฐานหรือไม่ เพราะเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เราพิจารณาเรื่องการแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเพื่อให้อำนาจคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาได้มาเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่ประชุมมีมติว่าไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เราฟังธงกันเองเลย เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ให้คนนอกเข้ามามีสิทธิเป็นกมธ.ร่วม และโหวตให้ข้อบังคับดังกล่าวตกไป แต่วันนี้ กลับจะมีมติยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเราต้องทำประชามติกี่ครั้งและต้องทำในช่วงเวลาไหนบ้าง ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยมีมติมาแล้ว”นายพรชัย กล่าว
นายพรชัย กล่าวต่อว่า ตนจึงไม่แน่ใจว่าตกลงรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศ มีอำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ มีหรือไม่มีก็แล้วแต่สะดวก หรือแล้วแต่ว่าเรื่องนั้นเอื้อกับความต้องการและประโยชน์ของแต่ละพรรคการเมืองในช่วงเวลานั้นหรือไม่ อยากประวิงเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ถ้าไม่อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมในฐานะกมธ.ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่ต้องปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญ อย่างนี้จะไม่เรียกว่าสองมาตรฐานได้หรือ” นายพรชัย กล่าว
นายพรชัย กล่าวต่อว่า รัฐสภาแห่งนี้กำลังหลงทางหรือไม่ และจะเดินต่ออย่างไรหากศาลรัฐธรรมนูญยังยืนตามคำวินิจฉัยเดิมเมื่อปี 64 และอะไรที่ทำให้คิดว่าครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้คำตอบที่ต่างออกไปไม่เหมือนเดิม และการที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต้องทำประชามติก่อนยื่นร่างแก้ไขหรือไม่ ถ้ายังไม่แน่ใจในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ต้น แล้วพรรคเพื่อไทยยื่นร่างประกบพรรคประชาชนทำไม ทำไมไม่ไปทักท้วงตั้งแต่ตอนประชุมวิป 3 ฝ่ายแล้วขอให้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำวินิจฉันก่อนยื่นร่างประกบมา ทำไมเพิ่งมากลัวและคิดได้ในจังหวะนี้
“การกระทำที่ลักปิดลักเปิดเช่นนี้ตีความได้หรือไม่ว่าเป็นการเตะท่วงกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะผลของความลักลั่นนี้มีความเป็นไปได้น้อยมากที่เราจะได้เริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในสมัยการประชุมนี้ เพราะเมื่อปี 64 ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณา 40 วัน หากดูตามมาตรฐานเดิม นับจากกวันนี้ไป 40 วันก็ไม่ทันปิดสมัยประชุมวันที่ 10 เมษายน ซึ่งประโยชน์เดียวที่ผมเห็นว่า ยื่นญัตติในวันนี้จะช่วยได้คือหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ทำประชามติครั้งที่หนึ่งก่อนเริ่มกระบวนการใดๆในสภา ผมก็หวังว่าผลของประชามติจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่เราจะทราบก่อนการโหวตว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญจะช่วยโน้มน้าวให้เพื่อน ส.ว. อย่างน้อย 67 คน ไม่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง ขวางกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิ่งที่ปวงชนชาวไทยต้องการ”นายพรชัย กล่าว

