หน้าแรก การเมือง กมธ.สว.จ่อบิน...

กมธ.สว.จ่อบินซินเจียงเยี่ยมอุยกูร์ อังคณา จี้รบ. เปิดภาพ-เสียง ขณะส่งกลับจีน ชงปรับปรุงการดูแลผู้ลี้ภัย

18.03.25 | 16:01 น.

วุฒิสภา ชงข้อเสนอรัฐบาลไทย ปรับปรุงการดูแลผู้ลี้ภัย “อังคณา” จี้รัฐบาลเผยคลิปภาพ-เสียง ตอนพาตัวอุยกูร์ส่งจีน แทนบินไปเยี่ยมที่จีน ด้าน“กมธ.ต่างประเทศ” จ่อบินเยี่ยมอุยกูร์ที่ซินเจียง

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 18 มีนาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดย นางอังคณา นีละไพจิตร ส.ว. เสนอญัตติเรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาผลกระทบจากกรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน

โดยนางอังคณาเสนอญัตติว่า ปัจจุบันในประเทศที่มีสงครามหรือความขัดแย้ง คนในพื้นที่ไม่สามารถอยู่ได้ จำเป็นจะต้องขอลี้ภัยหรือเดินทางผ่านไปยังประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อไปตั้งรกรากอยู่ประเทศใหม่ ขนาดพ่อของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ท่านก็เคยเป็นผู้ลี้ภัย วันนี้น้าสาวของนายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้ลี้ภัยเช่นกัน จากการที่รัฐบาลจีนมีมาตรการขัดขวางด้านศาสนาของชาวอุยกูร์ ส่งผลให้ชาวอุยกูร์จำนวนไม่น้อยต้องลี้ภัยมาประเทศที่ 3 รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยชาวอุยกูร์ถูกจับได้เมื่อปี 2557 ที่จังหวัดสงขลา ประมาณ 200 คน เข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ มีผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก

นางอังคณากล่าวต่อว่า การส่งตัวผู้ลี้ภัยอุยกูร์กลับประเทศจีนโดยไม่สมัครใจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของไทยฐานะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยหลังจากส่งตัว ประเทศไทยถูกประณามจากมติรัฐสภายุโรป ที่ลงมติประณามไทย 482 เสียง ทำให้เกิดคำถามและความเสื่อมเสียอย่างยิ่ง นอกจากนั้นแล้วรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาตรการงดวีซาเจ้าหน้าที่ไทย เพราะมองว่าการส่งอุยกูร์กลับจีน อาจทำให้คนเหล่านั้นเป็นเหยื่อของการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

“ขอถามรัฐบาลว่าประเทศไทยได้อะไรบ้างจากการส่งชาวอุยกูร์กลับ แทนที่รัฐบาลจะพูดความจริง แต่ปกปิดความจริง วันนี้ไม่ว่ารัฐบาลแถลงอะไร จะถูกมองว่าโกหกซ้ำซาก วันหนึ่งบอกว่าไม่ส่งกลับ แต่อีกวันกลับส่งกลับ วันหนึ่งบอกว่าไม่มีประเทศไหนรับ ต่อมามีหลายประเทศเปิดเผยว่ายินดีรับ ซึ่งไทยบอกให้ไปคุยกับจีน วันหนึ่งบอกว่ากักตัวมา 11 ปีนั้นละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำไมไม่ใช้ทางเลือกอื่นแทนการกัก ทั้งที่มีเอ็มโอยูไม่กักเด็กที่ติดตามผู้ใหญที่ถูกกักตัวซึ่งไทยได้รับเสียงชื่นชม” นางอังคณากล่าว

Advertisement

นางอังคณากล่าวต่อว่า ไทยควรสร้างห้องกักใหม่ เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น ทั้งนี้ ห้องกักในไทย เช่นที่ สวนพลู มีผู้กักตัว 800 คน โดยมีคนที่ถูกกักตัวนานสุด ตั้งแต่ปี 2002 หรือ 23 ปี เป็นคนแถบแอฟริกา ดังนั้น คนที่เกี่ยวข้องควรตระหนักต่อการส่งชาวอุยกูร์กลับต้นทางที่เสี่ยงจะได้รับอันตราย ถูกบังคับสูญหาย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงและสร้างภาพลักษณ์ที่มีผลกระทบต่อไทยอย่างร้ายแรง ขอมติส่งข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อปรับปรุงการทำงานของประเทศไทยที่เกี่ยวกับการกักตัวคนต่างด้าวต่อไป

ขณะที่ นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ส.ว. อภิปรายว่า ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ มีมติจะติดตามเรื่องดังกล่าว และจากการหารือเห็นว่าหากเก็บไว้เป็นปัญหาของประเทศหนึ่ง ส่งกลับเป็นปัญหากับประเทศหนึ่ง ตนเข้าใจวว่าการตัดสินใจของกระทรวงการต่างประเทศ เลือกสถานการณ์ที่เหมาะสมแต่ไม่ได้ให้ข้อเท็จจริง ทั้งนี้ มีข้อกังวลต่อการทำความตกลงเอฟทีเอ กับอียู สถานการณ์ปัจจุบันและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศน้อยลง ทำให้กระทรวงต่างประเทศตัดสินใจทำในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กมธ.ต่างประเทศ สรุปว่าจะติดตามเรื่องดังกล่าว ขณะนี้ให้รัฐบาลไปก่อน เพราะไม่อยากเห็นรัฐบาลจีนจัดฉาก จากนั้นจะทิ้งช่วงอีกระยะ และทำเรื่องถึงประธานเพื่อทำเรื่องไปเยี่ยมชาวอุยกูร์อีกครั้ง

ทั้งนี้ นางอังคณากล่าวปิดญัตติว่า แทนที่รัฐบาลไทยจะเดินทางไปประเทศจีน ควรเผยแพร่ภาพและเสียงระหว่างที่นำชาวอุยกูร์ออกจากพื้นที่กักตัว และการพาตัวไป หากเขายินยอมและสมัครใจกลับจะทำให้ไทยชี้แจงกับต่างประเทศได้ แต่หากไม่เผยแพร่ภาพและเสียง จะเป็นเรื่องที่ไทยถูกครหาและอาจตั้งข้อกล่าวหาอีกนาน

นางอังคณากล่าวด้วยว่า ตนมีข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยมีการรับประกันว่า ไม่ผลักดันชาวอุยกูร์สู่อันตราย กับคนที่ยังอยู่ 5 คน และให้ กมธ.ของรัฐสภาตรวจเยี่ยมคนต่างด้าวที่เข้าเมือง ทั้งนี้ รัฐบาลต้องคัดกรองระบบคนต่างด้าวที่เข้าเมือง เพราะมีหลากหลาย บางคนเป็นอาชญากร เป็นผู้มีอิทธิพล สร้างความเดือดร้อนและหนีภัยความตาย ดังนั้น การมีระบบคัดกรองที่ดี จะแยกคนที่แสวงหาที่พักพิงโดยให้ไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 ซึ่งจะช่วยให้ไทยไม่ต้องมีผู้ลี้ภัย หรือคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายในห้องกัก

“รัฐบาลควรอนุญาตให้ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เข้าถึงการเยี่ยมอุยกูร์ในไทยและผู้ลี้ภัยชาติต่างๆ เพื่อแสดงความโปร่งใส การที่ไทยจะได้รับการยอมรับต้องแสดงความจริงใจ เชิญผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติอย่างเป็นทางการเพื่อดูการกักตัวผู้ลี้ภัย เพื่อให้ข้อเสนอแนะที่ดีต่อการปรับปรุงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย” นางอังคณากล่าว

เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้น นายมงคลกล่าวว่า ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตดังกล่าวจะส่งไปยัง ครม.ให้พิจารณาต่อไป และกรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญและอยู่ในอำนาจของ กมธ.การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค นำไปศึกษาเพิ่มเติม