‘กลุ่มนิรโทษกรรมประชาชน’ ยื่น ‘เท้ง’ ซักฟอกรัฐบาลประเด็นสิทธิเสรีภาพ-112 ด้วย ด้าน ‘ทนายแจม’ รับลูกยืนยันมีแน่
เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา กลุ่มนิรโทษกรรมประชาชน ยื่นหนังสือถึง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ในประเด็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน และคดีทางการเมืองด้วย เนื่องจาก 2 ปีที่ผ่านมายังไม่มีการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด โดยมี น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ส.ส.กทม.พรรค ปชน. เป็นตัวแทนรับหนังสือ
โดยตัวแทนกลุ่มฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากในช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึงจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจถึงการทำงานของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พวกตนจึงอยากเรียนถึงนายณัฐพงษ์ ถึงสภาพปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้น ปัญหาทางคดีความทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองก่อนหน้านั้น ทำให้มีคนออกมาชุมนุมประท้วงและใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองจำนวนมาก ซึ่งต้องถูกดำเนินคดี และมีหลายคนที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองออกไปต่างประเทศ มีอีกหลายคนที่ยังถูกจองจำในเรือนจำโดยไม่สมควรตั้งแต่แรก
ตัวแทนกลุ่มฯ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เคยมองเห็นประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัญหาและเคยกล่าวว่า เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องการจะแก้ไข แต่ขณะนี้ใกล้จะครบ 2 ปี แต่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค พท.ตั้งแต่ยุคของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จนมาถึง น.ส.แพทองธาร ยังไม่เห็นว่า ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติวาระ 2568-2570 ซึ่งมีภารกิจในการจัดการสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตามพันธกิจด้านสิทธิมนุษยชน
ตัวแทนกลุ่มฯ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงรัฐไทยสามารถดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาให้เบาลง เพื่อคุ้มครองสิทธิให้สอดคล้องตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และข้อเสนอจากองค์การระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ด้านเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นและการแสดงออกสหภาพยุโรปและการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระครั้งล่าสุดในปี 2564 แนะนำให้ประเทศไทยใช้มาตรา 112 และระบุว่าควรมีการนิรโทษกรรมผู้ต้องขังคดีการเมือง แต่รัฐบาลกับเลือกที่จะไม่ทำอะไรให้เป็นรูปธรรมเลย ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม และทำให้ประเทศได้รับความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจและสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“ดังนั้นจึงอยากฝากให้นายณัฐพงษ์เห็นถึงปัญหาดังกล่าวและฝากเสียงของผู้รักในเสรีภาพและประชาธิปไตยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ โดยหวังว่าคดีทางการเมืองของทุกคนจะได้รับการแก้ไขอย่างเร็ววัน และการออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีความทางการเมือง โดยรวมคดีมาตรา 112 ด้วย เพราะ 1 วันที่ยังไม่ดำเนินการคือ 1 วันที่พวกเขาเสียสิทธิเสรีภาพไป” ตัวแทนกลุ่มฯ กล่าว
ด้าน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมือง กล่าวว่า จริงๆ น.ส.แพทองธาร เป็นคนที่รู้เรื่องหรือพูดว่ารู้สี่รู้แปดก็ได้ เพราะเคยพูดหาเสียงว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะขอร้องต่อศาลหรือขอความเมตตาจากศาลเพื่อปล่อยตัวพวกเขา รวมถึงแก้ไขมาตรา 112 และนายเศรษฐาก็เคยกล่าวไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงอยากให้เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายว่าสิ่งที่เคยหาเสียงไว้นั้นไม่ได้ดำเนินการและขณะนี้สถานการณ์ของผู้ต้องขังทางการเมืองก็เลวร้ายลงไปด้วยการที่มีการย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ไปที่เรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษประหารชีวิต ซึ่งเรื่องนี้เราเห็นว่าทางกรมราชทัณฑ์รวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม การย้ายผู้ต้องเช่นนี้เป็นการกลั่นแกล้งให้ได้รับความทุกข์ทรมานหรือมีเจตนาแฝงฆาตรกรรมคนเหล่านี้ด้วยหรือไม่ จึงอยากให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้
ด้านน.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า ยืนยันว่าจะมีการบรรจุเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหัวข้ออภิปราย ส่วนเรื่องการย้ายเรือนจำนั้นตนและนายณัฐพงษ์ได้เข้าไปเยี่ยมนักโทษทางการเมืองเป็นการส่วนตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยหนึ่งในบทสนทนาเป็นเรื่องของการย้ายเรือนจำ ซึ่งนักโทษทางการเมืองก็มีความประสงค์ว่าจะไม่ย้ายเรือนจำ และยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ต้องขังอุกฉกรรจ์แต่เป็นผู้ต้องขังทางความคิด ซึ่งปัจจุบันการอยู่ในเรือนจำก็มีความยากลำบากแล้ว เขาจึงของเพียงแค่ได้อยู่ด้วยกัน และวันนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็รับปาก รวมถึง ผบ.เรือนจำพิเศษด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าการรับปากในวันนั้นจะเป็นการรับปากส่งๆ หรือไม่ เพราะหลังจากนั้นก็มีการย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปเรือนจำอื่น
น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในส่วนของรัฐบาลสิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้คือการกำหนดนโยบายซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องรอกฎหมายนิรโทษกรรมหากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหา จึงอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ลองคิดว่าทุกคนที่อยู่ในเรือนจำเป็นญาติพี่น้องของท่าน หากเป็นเช่นนั้นท่านจะดำเนินการอย่างไร

