หน้าแรก การเมือง สุจิตต์ เลคเช...

สุจิตต์ เลคเชอร์รัฐสภา เสนอเลิก ‘ปวศ.ฉบับเฟค’ ทำคลั่งชาติ เหยียดเพื่อนบ้าน ขัดแย้งไม่จบ

21.03.25 | 12:00 น.

สุจิตต์ เลคเชอร์รัฐสภา เสนอเลิก ‘ปวศ.ฉบับเฟค’ ทำคลั่งชาติ เหยียดเพื่อนบ้าน ขัดแย้งไม่จบ

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม เวลา 09.00 น.  ที่ห้องประชุมสัมมนา B1-2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา เกียกกาย เขตดุสิต กรุงเทพฯ คลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม Library Talk หัวข้อ ‘จากสยามถึงไทย: เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนชาติ?’  โดยมีข้าราชการ บุคลากรภายใน และประชาชนทั่วไปร่วมรับฟัง

ในการนี้ นายณัฏฐกฤษฎ์  วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดกิจกรรม โดยมีนายเชษฐา ทองยิ่ง ผู้อำนวยการสำนักวิชาการ หอสมุดรัฐสภา กล่าวรายงาน

Advertisement

จากนั้น นายสุจิตต์ ขึ้นเวทีบรรยาย โดยกล่าวว่า การเมืองคลั่งเชื้อชาติ เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนประวัติศาสตร์หลังเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการรณรงค์ให้เปลี่ยนชื่อประเทศกลับเป็นสยาม จะเรียกอะไรก็เรียกไป แต่ขอให้เข้าใจถึงที่มาของความคลั่งชาติ ว่า ในช่วงเวลาตึงเครียดก่อนประกาศสงครามโลก   ครั้งที่ 2 มีการปลุกระดมความรักชาติอย่าง ‘ล้นเกิน’ ด้วยงานใหญ่ 2 อย่าง ได้แก่

  1. เปลี่ยนชื่อประเทศแบบคลั่งเชื้อชาติ
  2. เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้มีเนื้อหาคลั่งเชื้อชาติตามชื่อประเทศด้วยการเสกสรรปั้นแต่ง ตาม จินตนาการที่อยากให้เป็นของชนชั้นนำสมัยนั้น โดยไม่ค้นคว้าหาหลักฐานวิชาการสนับสนุน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง เกิดประวัติศาสตร์บาดหมางกับเพื่อนบ้าน ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ ยังแก้ไขไม่สำเร็จ

“ประวัติศาสตร์มีพลังบงการอนาคต มีพลังหล่อหลอมกล่อมเกลาความคิดของคนในสังคม ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งซึ่งมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับจะถูกใช้ไปในทางใด อย่างที่ จอร์จ ออร์เวลล์ ระบุไว้ในวรรณกรรมเรื่อง 1984 ซึ่งแต่งเมื่อ 76 ปีที่แล้วว่า ผู้ที่ควบคุมปัจจุบัน ย่อมบงการอดีตได้ ผู้ที่ควบคุมอดีตได้ ย่อมบงการอนาคตได้” นายสุจิตต์ กล่าว

นายสุจิตต์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ไทยเพิ่งมีไม่เกิน 86 ปีที่แล้ว คือ ในพ.ศ.2482 เมื่อเปลี่ยนชื่อสยามเป็นไทย  คำว่า ‘สยาม’ มี 2 ความหมาย ได้แก่

  1. ดินแดนสยาม หรือ ประเทศสยาม
  2. คนมีหลักแหล่งในสยาม เรียก ชาวสยาม

หมายถึงคนหลายชาติพันธุ์ที่พูดภาษาไทยเป็นภาษากลางสื่อสารต่างชาติพันธุ์ ในการค้าดินแดนภายใน

ส่วน ‘ไทย’ มี 2 ความหมาย ได้แก่

  1. ดินแดนไทย หรือ ประเทศไทย
  2. คนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ เป็นเจ้าของพวกเดียวในดินแดนไทยหรือประเทศไทย

จากนั้น นายสุจิตต์ กล่าวถึง ‘เพลงชาติสยาม’ แต่งคำร้องโดย คำร้อง ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เมื่อ พ.ศ. 2476

ทำนอง โดยพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) ความตอนหนึ่งว่า

‘แผ่นดินสยาม นามประเทือง ว่าเมืองทอง

ไทยเข้าครอง ตั้งประเทศ เขตต์แดนสง่า

สืบเผ่าไทย ดึกดำบรรพ์ โบราณลงมา

รวมรักษา สามัคคี ทวีไทย’

ต่อมา นายสุจิตต์ ยกข้อมูลจากหนังสือ ‘ไทยหรือสยาม จากบันทึกของนายปรีดี พนมยงค์’ และจากรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2504′ รวบรวมโดย สุพจน์ ด่านตระกูล พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2528 มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ใน พ.ศ. 2482 หรือ 86 ปีที่แล้ว หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร  ไปฮานอย เวียดนาม ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส เพื่อชมกิจการโบราณคดีของ ‘สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศส’ (สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ École française d’Extrême-Orient (EFEO)

โดยครั้งนั้น สำนักฝรั่งเศสฯ ทำแผนที่แสดงถิ่นฐานของคนเชื้อชาติไทย มีมากมายหลายแห่ง

หลวงวิจิตรรับแผนที่ฯ และรับแนวคิด ‘เชื้อชาติ’ จากสำนักฝรั่งเศสฯ โดยขณะนั้นมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม  เมื่อครั้งยังเป็นนายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นำไปสู่การเปลี่ยนชื่อประเทศ จาก ‘สยาม’ เป็น ‘ประเทศไทย’

“เรื่องการเปลี่ยนชื่อประเทศ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน โดยเป็นเสียงข้างน้อย บันทึกไว้ว่า ในการประชุมวันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปัญหาด่วนนอกระเบียบวาระ โดยให้หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้แถลงให้เปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็น ประเทศไทย โดยนำสำเนาแผนที่ฉบับที่สำนักตะวันออกไกลฝรั่งเศสทำไว้ ว่าด้วยแหล่งของชนเชื้อชาติไทยต่างๆ มาแสดงในที่ประชุมด้วย โดยอ้างว่าสยาม มาจากภาษาสันสกฤต ว่า ศยามะแปลว่า ดำ จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของคนเชื้อชาติไทย ซึ่งเป็นคนผิวเหลืองไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่าสยาม แผลงมาจากจีน เซี่ยมล้อ” นายสุจิตต์ กล่าว

นายสุจิตต์ กล่าวต่อไปว่า นายปรีดี ระบุไว้ด้วยว่า จุดประสงค์เบื้องหลังของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนหนึ่ง ต้องการเปลี่ยนชื่อประเทศว่าประเทศไทย เพื่อรวมชนชาติไทยในดินแดนต่างๆ เข้าอยู่ในมหาอาณาจักรไทย

ดังนั้นรัฐมนตรีส่วนมากจึงตกลงตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนชื่อประเทศ

นายสุจิตต์ กล่าวว่า เมื่อเปลี่ยนชื่อสยามเป็นไทยใน พ.ศ.2482 ซึ่งเป็นเวลา 7 ปีหลังการเปลียนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 มีการแต่ง ‘เพลงชาติไทย’ โดย พันเอก หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ขับร้องครั้งแรก 10 ธันวาคม 2482 ทำนอง โดย พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) โดยมีคำร้องตอนหนึ่งว่า

‘ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ ชาติเชื้อไทย

เป็นประชารัฐ ไผทของไทย ทุกส่วน——-‘

“หลังเปลี่ยนชื่อประเทศ และเปลี่ยนประวัติศาสตร์ มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น คือ 

 กระตุ้นคลั่งเชื้อชาติไทย ไม่เหมือนใครในโลก

เริ่มรุนแรงเมื่อมีปลุกระดม นอกจากนี้ยัง

 บาดหมางเพื่อนบ้าน  กีดกันและด้อยค่าเหยียดหยามชาติพันธุ์อื่น” นายสุจิตต์ กล่าว

จากนั้น นายสุจิตต์ ยก รายงานการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 5 พระที่นั่งอนันตสมาคม วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ซึ่ง

พลตรี แสวง เสนาณรงค์ (ยศขณะนั้น) อภิปรายผลเสียของการเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย ความตอนหนึ่งว่า

‘ครั้นตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาเมื่อ 2482 จากสยามมาเป็นไทย เราจะเห็นว่าความรู้สึกแตกแยกกันมีขึ้น เพราะเราได้นำเอาลัทธิเชื้อชาตินิยมเรซิสม์ขึ้นมา แทนที่จะใช้สัญชาตินิยมที่ถูกต้อง

ซึ่งความจริงนโยบายนี้บรรพบุรุษโบราณของเราได้ใช้มาดำเนินมาสุขุมคัมภีรภาพอย่างที่สุดแล้วในสมัยโบราณ ตั้งแต่สมัยที่เราใช้สยาม

ทำให้คนที่มีเชื้อสายเป็นต่างด้าว หรือมีเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์อื่น กลายมาเป็นคนสยามอย่างสมบูรณ์….

แต่ตั้งแต่เราเปลี่ยนชื่อมานี้เมื่อปี 2482 ความรู้สึกในการแตกแยกระหว่างเชื้อชาติได้มีขึ้นๆ อย่างรุนแรง มีการเริ่มแบ่งแยกกีดกัน ตั้งข้อรังเกียจ

มีความรู้สึกเกี่ยวกับว่าไทยแท้ไทยไม่แท้เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้น

หรือไม่ก็พยายามบีบบังคับนโยบาย บางครั้งก็พยายามบีบบังคับให้เป็นไทยแท้ โดยเอาคำไทยไปผนวกหน้าไว้ เรียกว่าไทยอิสลามบ้าง ไทยอีสานบ้าง..’

ในตอนท้าย นายสุจิตต์ เสนอให้รัฐบาล ‘ปลดล็อกประวัติศาสตร์ไทย’

“ควรยกเลิกประวัติศาสตร์เชื้อชาติ ยกย่อง ประวัติศาสตร์ประเทศชาติ เพื่อลดความขัดแย้งภายใน สร้างสันติภาพภายนอก เพราะไม่มีเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ มีแต่สัญชาติไทยจากหลายชาติพันธุ์  เพราะเชื้อชาติไม่มีจริงในโลก

 ไม่มีถิ่นกำเนิดคนเชื้อชาติไทย อัลไต-น่านเจ้า

 ไม่มีการอพยพ และ ไม่มีการรุกรานจากจีน สุโขทัยก็ไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย” นายสุจิตต์ กล่าว

รับชมบันทึกถ่ายทอดสดย้อนหลัง ผ่านทางเฟซบุ๊ก  : LIRT : คลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (คลิก)