“หัวเขียง” ยันไม่ได้ขัดขวางศึกซักฟอก แม้ ”วันนอร์-เลขาฯสภา” บอกญัตติไม่ไว้วางใจถูกต้อง ลั่นหากขัดขวางคงยื่นศาล รธน.ตีความโมฆะไปแล้ว ยกคำวินิจฉัยศาลปี’57 แก้เพียงเล็กน้อยไม่ใช่ขีดฆ่า แต่จะปล่อยให้อภิปรายจนจบแล้ว มาคุยอีกครั้งเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้สภา เผยเป็นคนคอนโทรลทีม ไม่ถนัดเป็นองครักษ์
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2568 นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ระบุว่าคำร้องที่ยื่นท้วงติงว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านไม่ถูกต้องนั้นถูกต้องแล้ว ว่า การที่ตนมองว่าญัตติของฝ่ายค้านผิด เพราะถ้ามองตามข้อกฎหมายก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และในเอกสารเพราะตนมองตั้งแต่เริ่มต้น แต่เห็นด้วยในมาตรา 151 เพราะเป็นลักษณะของการตรวจสอบถ่วงดุล การคานอำนาจกัน ที่หลักสากลเขาใช้กัน แต่พออ่านในมาตรา 3 คือรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ส่วนมาตรา 114 ก็บอกว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ตนก็ต้องทำหน้าที่จึงมาดูรายละเอียดที่มาตรา 151 และสืบค้นตั้งแต่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มีหลักในการที่จะให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งในรัฐธรรมนูญมาตรา 151 เขียนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 เข้าชื่อ ซึ่งไม่ชื่อการลงชื่อ เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ คำว่าเข้าชื่อในที่นี้ถ้าคนอ่านผิวเผินไม่คิดมากก็ไม่มีปัญหา แต่การลงชื่อกับการเข้าชื่อไม่เหมือนกัน
นายประยุทธ์กล่าวต่อว่า ในฎีกาหน้าที่ 24 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าคำว่าแก้ไขเพียงเล็กน้อยคือเฉพาะเรื่องพิมพ์ผิดหรือวรรคตอนเท่านั้น แต่ถ้าสาระสำคัญ ต้องเอาญัตติออกไป แก้ไขมาใหม่และเซ็นชื่อมาใหม่ เพราะคนเข้าชื่อในญัตติเขาเพิ่งประสงค์ว่าเมื่อร่วมกันเข้าชื่อแล้วญัตติสมบูรณ์ หากมีการแก้ไขจะต้องแก้ไขเป็นหมู่คณะโดยการเข้าชื่อกันไม่ใช่มาขีดฆ่าแล้วเขียนคนเดียว เพราะไม่ใช่เจตนารมณ์ ดังนั้นถ้าเซ็นรับรองกันหมดก็ไม่มีปัญหา
นายประยุทธ์กล่าวต่อว่า ในกรณีที่ตนเขียนไปเป็นคำร้อง ถ้าในกรณีที่เป็นคำฟ้องในศาลเขาจะมีคำขอท้ายฟ้อง แต่ในคำร้องของตนก็มีคำขอท้ายคกร้องคือเพื่อโปรดพิจารณา เพราะเจตนาของตนอยากให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีการขัดขวางอะไรที่จะต้องประวิงเวลา เพราะนี่คือมาตรการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งประชาชนทั่วไปก็อยากจะเห็นตนก็อยากจะเห็นคำอภิปรายของผู้ที่จะมาตรวจสอบ และเห็นคนที่ถูกตรวจสอบเปิดเผยตอบโต้ ตนเพียงแต่มีหนังสือเพื่อให้ประธานสภาพิจารณา แต่ตนไม่มีสิทธิที่จะชี้ว่าถูกหรือผิดโดยลำพัง และประธานก็ไม่มีสิทธิที่จะชี้ว่าที่ตัวเองทำถูกต้องถูกหรือผิด แต่ถ้าทำไปแล้วก็ต้องถือว่าเป็นการถูกต้อง
“พอผมลงรับหนังสือคำร้องแล้ว ผมก็ขึ้นไปพบท่านประธานสภา ท่านประธานก็บอกว่าจริงๆ แล้วก็มีการพูดจากันอยู่ว่าเป็นอย่างไร แต่ก็เป็นการร้องขอกันเพราะว่าพรรคประชาชนเขาไม่ยอมถอนออกไป จึงเกิดการต่อรอง แต่ถ้าเป็นกฎหมายไม่มีการต่อรองจะต้องยึดข้อบังคับข้อ 175 ที่บอกว่าการเข้าชื่อตามมาตรา 151 เพื่อแสดงว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะในเรื่องใดบ้าง ซึ่งผมเกิดความสงสัยว่าญัตตินี้สมบูรณ์หรือไม่ ถามว่าเป็นการขัดขวางไม่ให้พูดหรือไม่ ก็ไปดูคำขอของผมได้เลย แต่ผมต้องการสร้างมาตรฐานและบรรทัดฐานให้กับสภา” นายประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่า หากเป็นเช่นนี้วันที่ 24 มีนาคมนี้ เปิดประชุมมาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก่อนที่จะเริ่มอภิปรายหรือไม่ นายประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ใช่ประเด็นที่ตนจะพูดหรือไม่พูด เพราะการที่ทั้งประธานประสภาและเลขาธิการสภา พูดว่าว่าถูกต้องแล้วแต่ไม่ได้พาดพิงถึงตน ตนก็ไม่ติดใจหากตนพูดกลางสภา เหมือนประหนึ่งว่าตนขัดขวางมันก็ไม่ใช่ เพราะตนอยากให้มีการอภิปรายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามไม่ใช่ไม่ติดใจเสียเลย แต่จะเป็นมาตรการที่มาพูดคุยกันหลังจากการอภิปรายจบแล้ว เพราะจะต้องสร้างมาตรฐานและสร้างบรรทัดฐานให้สภา ถ้าไม่มีมาตรฐานมันไม่ได้ และหากตนขัดขวางการอภิปรายก็คงร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าฝ่ายค้านทำผิดญัตติอย่างนี้เป็นโมฆะก็ได้
ต่อข้อถามว่ากังวลต่อการอภิปรายครั้งนี้หรือไม่ เพราะมีชื่อเป็นทีมพิทักษ์ข้อบังคับด้วย นายประยุทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติตนคุ้นชินกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้วเพราะเป็นมาตรการที่จะต้องทำตามรัฐธรรมนูญ และตนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นองครักษ์เพราะไม่ถนัด แต่ตนมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคอนโทรลให้กับทีม หากมีการอภิปรายซ้ำซาก เกิดความน่าเบื่อหน่าย เราก็ต้องทำหน้าที่และมีความจำเป็นจริงๆ โดยยึดข้อบังคับและกฎหมายรวมทั้งข้อเท็จจริง หากฝ่ายค้านอภิปรายโดยมีข้อมูลเพียงพอก็ไม่มีใครเขาว่าอะไร เพราะถ้าประท้วงหยุมหยิมตนก็รับไม่ได้

