หน้าแรก การเมือง ส่องศึกซักฟอก...

ส่องศึกซักฟอก‘อิ๊งค์’ อาฟเตอร์ช็อกปรับครม.

23.03.25 | 12:31 น.

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ วิเคราะห์หลังจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลช่วงวันที่ 24-26 มี.ค.68 ไปแล้ว มีโอกาสแค่ไหนที่รัฐบาลจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้าต่ออย่างมั่นคง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ 

มหาวิทยาลัยบูรพา

Advertisement

กอภิปรายในครั้งนี้ รัฐบาลพยายามวิ่งหนีการอภิปรายทุกรูปแบบ แทนที่จะใช้โอกาสนี้พิสูจน์ความสามารถภาวะผู้นำของ น.ส. แพทองธาร ถ้าดูเกมที่รัฐบาลกำหนด พยายามใช้เทคนิควิธีช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อให้การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านมีข้อจำกัดมากที่สุด แตะรัฐบาล หรือ น.ส.แพทองธาร น้อยที่สุด ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน ถือว่าการอภิปรายครั้งนี้เป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ต้องทำงานในฐานะฝ่ายค้านสุดกำลัง เพราะรู้ว่าอนาคตทางการเมือง 44 ส.ส.ของพรรคประชาชนจะถูกตัดสิทธิ และกระแสพรรคจะเข้าสู่ยุคตกต่ำลงไปอีก การทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งนี้เพื่อให้ประชาชนเห็นบทบาทสามารถติดตามตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลได้อย่างเข้มข้น ถ้ากระแสดี ภาพจดจำดี ก็จะสร้างกระแสจากประชาชนได้ พรรคจะอาศัยภาพจำของประชาชนไปเพื่อสร้างกระแสนิยมต่อไป

หลังจบการอภิปรายจะปรับ ครม.หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประเด็นอภิปราย หากแหลมคม สังคมยังไม่เคยรับรู้ พยานหลักฐานชัดเจนในเรื่องการทุจริต เรื่องการเอื้อผลประโยชน์ อาจจะส่งผลไม่ใช่แค่ปรับ ครม.อาจจะไปถึงขั้นยุบสภาก็ได้ หรือปรับเปลี่ยนนายกฯ 

โดยเฉพาะที่หลายคนจับตามองคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะอภิปรายอย่างไร ทุกคนรู้ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรจะอยู่ในสถานการณ์สำคัญๆ ทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องนายทักษิณ ต้องเจอกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับถูกหักหลัง ทำให้ทุกคนจับตามองไปที่ พล.อ.ประวิตรจะอภิปรายรัฐบาลจะเกิดผลกระทบมากน้อยเพียงใด แต่หากใช้ข้อมูลหลักฐานเดิมๆ ตามที่สื่อมวลชนนำเสนอมาแล้ว จะทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ ส่วนการจะปรับบางพรรคออกจากรัฐบาล ในมุมลึกๆ มองว่าพรรคเพื่อไทยอยากจะปรับเหมือนกัน แต่ยังต้องอาศัยรัฐนาวาเดียวกันไปก่อน

การที่มองว่าการอภิปรายของ พล.อ.ประวิตรจะเกิดผลกระทบนั้น โดยเฉพาะเงื่อนไขการดีลลับที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติ แต่หากอภิปรายแล้วไม่มีอะไร พล.อ.ประวิตรก็จบไม่สวยเหมือนกัน อภิปรายในครั้งนี้ถือว่าแก้แค้นนายทักษิณ จะต้องจัดหนัก จัดเต็ม

ส่วนการปรับ ครม.เพื่อต้องการดึงคะแนนนิยม มองว่าต้องปรับในส่วนของโควต้าพรรคเพื่อไทย เพราะไม่สามารถไปแทรกแซงพรรคร่วมได้ นี่คือจุดอ่อนของรัฐบาลผสม การปรับ ครม.ในส่วนของพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้ เพราะอยู่ในอำนาจของนายทักษิณ มองไปแล้วนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร ต้องการเอาคนนอกที่ภาพลักษณ์ดี มีประสบการณ์มาเป็นรัฐมนตรี ดีกว่านักการเมืองที่ไม่มีผลงานหรือรัฐมนตรีเปิดงาน ส่วนการที่จะปูนบำเหน็จคนที่เหลือยังไม่ได้ตำแหน่งนั้น ผมมองว่าไม่มีความจำเป็น 

ยังมองว่า เมื่ออภิปราย น.ส.แพทองธาร แล้วจะต้องตีพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อให้เอกภาพของรัฐบาลมีปัญหา โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่ได้ชอบรัฐบาลเหมือนกัน แต่เป็นเพราะเงื่อนไขทางการเมืองจึงต้องร่วมมือกัน

หากมีการปรับ ครม. อยากให้รัฐบาลปรับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเศรษฐกิจมากกว่า มองไปแล้วคนกลุ่มนี้ยังขี้โม้ราคาคุย ความสามารถยังไม่ถึงขั้นที่เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ เมื่อประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนจะต้องมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งควรจะได้รับการแต่งตั้งเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชน

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว 

อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเมืองการปกครอง 

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

วามคาดหวังทางการเมืองต่อการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตที่สามารถสร้างแรงกดดันรัฐบาลได้ สามารถปิดเกมกันในสภา หรือรัฐมนตรีบางรายถึงกับชิงลาออกไปก่อนเพราะไม่อยากถูกอภิปรายหรือถูกเปิดเผยข้อมูลกลางสภาในขณะที่ประชาชนทั่วทั้งประเทศรับชมอยู่ ทว่าในปัจจุบันทุกคนทราบดีว่าคงไม่สามารถล้มรัฐบาลผ่านการโหวตลงคะแนนเสียงได้ 

ฉะนั้นในการอภิปรายที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24-25 มีนาคมนี้ ฝ่ายค้านย่อมทราบดีว่าตัวเองมีคะแนนเสียง ส.ส.น้อยกว่ารัฐบาล จึงอาจจะไม่หวังผลให้รัฐบาลชุดนี้สิ้นสุดลงในทันทีที่จบการอภิปราย แต่หวังให้ผลพวงจากการอภิปราย การชี้ให้เห็นข้อบกพร่องและข้อผิดพลาด ถูกนำขยายต่อในเวลาถัดไปเพื่อสร้างแรงกดดันเป็นระยะๆ เปรียบได้กับการปลูกต้นไม้แห่งความไม่ไว้วางใจลงไปในใจประชาชน ซึ่งถือเป็นการหวังผลทางการเมืองในระยะยาว

การอภิปรายไม่ไว้วางใจในปัจจุบันก็เหมือนการสอบย่อยโดยมีประชาชนเป็นผู้ให้คะแนน เนื้อหาข้อมูลที่ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลนำเสนอจะถูกนำไปประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งใหญ่ในครั้งต่อไป

การที่ฝ่ายค้านล็อกเป้าอภิปราย น.ส.แพทองธารชินวัตร นายกรัฐมนตรีไว้เพียงคนเดียว ส่วนตัวมองว่าเป็นได้ทั้งวิกฤตและโอกาสครั้งสำคัญของ น.ส.แพทองธาร เพราะจะเป็นเวทีในการแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความสามารถ ศักยภาพ และการทำงานว่า น.ส.แพทองธารทำงานจริงหรือไม่ และมีความเข้าใจในงานมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะแสดงออกผ่านการตอบคำถาม ดังนั้นหากทำได้ดี
ตอบได้กระจ่างก็จะลบคำปรามาสหรือข้อครหาเรื่องภาวะผู้นำลงไปได้ แต่หากทำได้ไม่ดีก็จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม

ในฐานะนักวิชาการ สิ่งที่อยากเห็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้คือไหวพริบปฏิภาณ การโต้ตอบที่รวดเร็วทันควันของนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยทั้งหมดต้องอิงอยู่บนฐานข้อมูลและข้อเท็จจริง เพราะสิ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติพื้นฐานของนักการเมือง คนที่มีปฏิภาณไหวพริบดี-ตอบโต้ได้ดีในทันทีคือคนที่สอบผ่าน เมื่อโดนถามเขาจะตอบโต้ได้เลยรึเปล่า หรือจะบอกว่าต้องรอข้อมูลก่อน หรือฝ่ายค้าน หากรัฐบาลแจงมาว่าสิ่งที่กล่าวหามีข้อมูลไม่ถูกต้อง ฝ่ายค้านสามารถโต้กลับได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใส่ใจว่าเราทำงานจริง ถ้าทำงานจริงข้อมูลจะอยู่ในหัวโดยไม่ต้องรอรายงาน

อีกหนึ่งความน่าสนใจของศึกซักฟอกในครั้งนี้คือการกลับเข้ามามีบทบาทในสภาอีกครั้งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่จะเป็นหนึ่งในผู้อภิปรายของฝ่ายค้านภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้พรรคพลังประชารัฐดูเหมือนจะจางหายไปจากความสนใจของสื่อและประชาชน จึงต้องจับตาดูว่า พล.อ.ประวิตรจะช่วยปลุกกระแสให้กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ 

สำหรับช่วงเวลาในการการอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่างวันที่ 24-25 มีนาคมนี้ มีการกำหนดระยะเวลาการอภิปรายในวันแรกไว้ที่ 08.00-05.30 น. ส่วนตัวมองว่าไม่มีความเหมาะสม เป็นการจัดสรรเวลาที่ยึดเอาความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงประชาชนที่เฝ้ารอและติดตามการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์

อภิปรายกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงตี 5 ครึ่ง แล้วเริ่มอภิปรายกันอีกครั้งตอน 8 โมงเช้าของอีกวันคำถามก็คือแล้วจะให้ใครดู มันเหมือนกับการทำให้มันจบๆ ไป ไม่ได้คิดคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน อย่าไปบอกว่ามันสามารถดูย้อนหลังผ่านยูทูบ หรือคลิปติ๊กต็อกได้ เพราะทุกคนอยากดูผล ณ เวลานั้น เกิดความรู้สึกเซอร์ไพรส์ต่อข้อมูล ณ เวลานั้น แต่ก็เป็นไปได้ว่าบริบทการเมืองอาจเปลี่ยนไป

ส่วนกรณีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือการสั่นสะเทือนความเป็นปึกแผ่นภายในพรรคร่วมรัฐบาลหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เชื่อมั่นว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะยังคงผนึกกำลังกันแน่น เพราะตามหลักการคงไม่มีใครอยากจะกลับมาเป็นฝ่ายค้าน หรือเกิดการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ในเร็ววันนี้ 

คิดว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับ ครม. ซึ่งเป็นสไตล์การทำงานของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ที่น่าสนใจคือจะปรับแบบไหน ถ้าปรับบุคคลภายใต้โควต้ากระทรวงของพรรคเดิมก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีการสับเปลี่ยนโควต้าของพรรค มีการแลกเปลี่ยนกระทรวงระหว่างกันอันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่สุดแล้วด้วยความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วมในขณะนี้ เชื่อว่าจะสามารถหาทางเจรจากันได้ในท้ายที่สุด

ที่พรรคประชาชนเน้นย้ำว่ามีหลักฐานในการมัดตัวรัฐบาลว่าจะดิ้นไม่หลุด และพร้อมจะดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดแตกหักระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนหรือไม่นั้น เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองย่อมต้องการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง และต้องการเข้าไปเป็นที่หนึ่งในใจคน ฝ่ายค้านจึงต้องแสดงบทบาทให้ประชาชนเห็นว่าเขาคือตัวเลือกที่ดีกว่าในการเป็นรัฐบาล และเหมาะสมจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า 

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร หากพรรคประชาชนพ่ายแพ้ ไม่ได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง หรือชนะ แต่ไม่ขาด ก็จำเป็นต้องหาพรรคร่วม เมื่อถึงวันนั้นอะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ เราจึงไม่สามารถพูดได้ว่า เพราะเหตุการณ์วันนี้จะทำให้ทั้ง 2 พรรคไม่สามารถจับมือกันได้อีกเลย

นพพร ขุนค้า 

อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ 

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

ชื่อว่าหลังจากฝ่ายค้านอภิปรายซักฟอกรัฐบาลแล้วจะมีการปรับ ครม.แน่นอน อย่างน้อยปรับแบบชุดเล็ก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญญาณที่จะปรับ ครม.อยู่ก่อนหน้าแล้ว นับจากการที่ ครม.ยื่นให้ศาล รธน.ตีความเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมถือเป็นการแสดงถึงการส่งสัญญาณที่จะมีการปรับ ครม. เป็นที่ทราบกันว่ารัฐบาลชุดนี้มีรัฐมนตรีตัวแทน คอการเมืองคงรู้กันดี หรือมองว่าจะมีการนำเอาตัวจริงกลับมา

ถือเป็นสไตล์ของคนที่อยู่เบื้องหลังหรือบิดาของนายกรัฐมนตรี ที่มองว่าใครที่ทำงานแล้วนโยบายไม่ออก พูดแบบง่ายๆ คือ เคพีไอในตัวรัฐมนตรีแต่ละราย ถ้าใครงานไม่ออกอาจจะโดนปรับออก หรือนั่งนานแล้วงานไม่ออก ไม่ใช่สไตล์ของคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลรายนี้ แต่จะไม่ถึงขั้นปรับ ครม.ชุดใหญ่หรือเปลี่ยนม้ากลางศึก 

แม้ผู้มากบารมีจะเข้าไปแทรกแซงพรรคร่วมไม่ได้ แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้นำของพรรคร่วมด้วย เพื่อขันนอตกัน ขณะที่รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่งานไม่ออกจริงๆ น่าจะถูกปรับออก เหมือนการแข่งขันฟุตบอลที่ต้องเปลี่ยนตัวเข้ามาเพื่อแก้เกม ขณะที่รัฐมนตรีบางพรรคที่มีกระทรวงสำคัญและส่งผลต่อประชาชนโดยตรง ผู้มีบารมีเบื้องหลังรัฐบาลอาจจะคุยกับผู้มีบารมีในพรรคร่วมให้ช่วยขันนอตด้วย

หากขันนอตให้ทำงานไม่ได้ก็อาจจะมีการปรับบ้าง แต่จะไปแทรกแซงให้ปรับเลยทีเดียวนั้นไม่ได้เพราะเป็นโควต้าของเขา ดังนั้นรัฐบาลแพทองธาร 2 นั้นมีเกิดขึ้นแน่นอน สำหรับคนที่ไว้ใจได้ในพรรคเพื่อไทยนั้น เชื่อว่าได้เป็นรัฐมนตรีกันหมดแล้ว นับแต่รัฐบาลเศรษฐา ส่วนคนไว้ใจได้ที่ยังเหลือนั้นก็อาจจะดู ส.ส.ที่มีบทบาทในสภา และผลงานเข้าตา

การปรับครั้งนี้มีโอกาสไปดึงคนมีความสามารถเข้ามาร่วมทำงานขับเคลื่อนนโยบายให้ออกมา โดยเฉพาะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่ทางพรรคเพื่อไทยมีอยู่คือ “2 พ” คือ พิชัย
ชุณหวชิร และพิชัย นริพทะพันธุ์ หากผลงานไม่เข้าตาจริงๆ ก็อาจปรับนำเอามืออาชีพเข้ามา อีกทั้งใกล้เลือกตั้งครั้งหน้าเข้ามาทุกขณะแล้ว หากผลงานยังจับต้องไม่ได้ การเลือกตั้งในครั้งต่อไปนั้นเพื่อไทยจะเหนื่อย

โดยเฉพาะจุดแข็งพรรคเพื่อไทยมี คือ เรื่องเศรษฐกิจ โอกาสเอามือโปรจากคนนอกเข้ามาดูแลจึงมีโอกาสสูง โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เพราะนโยบายต่างๆ ที่เพื่อไทยเคยหาเสียงไว้นั้น ค่อนข้างที่จะไม่ตรงปก ที่เห็นง่ายๆ คือ แจกเงิน 1 หมื่นบาท แม้จะทำได้แต่ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อครั้งหาเสียง คนอายุ 16 ปีขึ้นไปจะได้เงินไป 1 หมื่นบาทไม่ว่าจะรวยหรือจน แต่พอเป็นรัฐบาล ผ่านมาทั้ง 2 นายกฯได้ลดคอร์สลงมาเรื่อยๆ 

ขณะที่คนเบื้องหลังรัฐบาลเพื่อไทยนั้นถนัดกับการทำงานแบบเคาะโป้งเดียวจบ เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจจริงๆ แต่เมื่อเป็นรัฐบาลพรรคร่วมมากๆ โดยเฉพาะบางพรรคก็ยังมองเห็นถึงความขัดแย้งกันอยู่ แม้จะมีคำพูดว่ายังรักกันดี แต่ยังมีทางคู่ขนาน ทำให้ผิดฟอร์มเพราะว่า กระทรวงสำคัญไม่ได้อยู่กับพรรคของตนเอง ฉะนั้นศูนย์กลางแห่งอำนาจเรารู้กันอยู่นั้น ต้องการทำงานร่วมกันทำให้นโยบายออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วแฟนคลับเกิดใหม่จะไม่มีและ ส.ส.เขตพื้นที่จะเหนื่อยหนักในการเลือกตั้งครั้งต่อไปรัฐมนตรีคนไหนไม่ทำงานต้องเอาออกไป ต้องกล้าที่จะทำงานเดินหน้าให้กับประชาชน